บทที่ 103 : ครอบครัวเดียวกัน
ทางด้านของเฉียวอวี้ไม่ได้ยืนจ้องลู่ชิงชิงอยู่ในห้องนี้ตลอดเวลา ชายหนุ่มเดินเลี่ยงไปจัดการธุระส่วนตัวและล้างหน้าล้างตาที่อีกห้องหนึ่งแทน หลังจากผ่านไปสักพักเขาก็เดินกลับมาพร้อมกับยกกะละมังใส่น้ำเข้ามาด้วย
ลู่ชิงชิงรู้สึกทำตัวไม่ค่อยถูกนักเมื่อเห็นแบบนั้น เธอจึงรีบเดินเข้าไปขวางหน้าเขาเอาไว้
“ฉันยกเองค่ะ น้ำนี่ต้องเอาไปเททิ้งตรงไหนคะ?”
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมจัดการเอง” เฉียวอวี้ยกะละมังน้ำขึ้นมา
ทว่าตอนที่กำลังจะเดินหมุนตัวออกไป เขากลับหยุดฝีเท้าลงแล้วหันมาบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “แม่แค่เป็นห่วงพวกเราน่ะครับ ท่านไม่ได้มีเจตนาอื่นเลย คนแก่ก็ชอบบ่นจู้จี้จุกจิกแบบนี้แหละ คุณอย่าเก็บเอามาคิดเล็กคิดน้อยเลยนะครับ ถ้ามีเรื่องอะไรเดี๋ยวผมจะเป็นคนออกหน้าไปคุยกับแม่เอง”
พอได้ยินแบบนั้น ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ก็หวนกลับเข้ามาในหัว ลู่ชิงชิงอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา เธอตอบกลับเขาด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบเช่นเดียวกัน
“ขอโทษด้วยนะคะ เมื่อกี้เลยทำให้คุณต้องรับเคราะห์แทนฉันเลย”
“จะมาขอโทษทำไมกันครับ เรื่องแค่นี้ผู้ชายอย่างผมก็ต้องเป็นคนออกหน้าปกป้องคุณอยู่แล้ว ต่อไปถ้ามีเรื่องอะไรก็ต้องทำแบบนี้นะครับ เข้าใจไหม?” ท่าทางของเฉียวอวี้ดูเหมือนจะมองว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ที่เขาพึงกระทำอยู่แล้ว
ลู่ชิงชิงเพิ่งจะตระหนักได้ในตอนนี้เองว่าผู้ชายตรงหน้าเข้าใจอะไรหลายอย่างมากกว่าที่เธอคิดเอาไว้เสียอีก เขารู้วิธีรับมือและเป็นตัวกลางประสานความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ได้อย่างยอดเยี่ยม
“เข้าใจแล้วค่ะ แต่คุณวางใจเถอะนะคะ ฉันน่ะเป็นคนประเภทที่ผู้หลักผู้ใหญ่เอ็นดูอยู่แล้ว อีกอย่างพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน โดนบ่นนิดโดนว่าหน่อยมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ ถ้าเกิดว่าเราแต่งงานกัน ฉันจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่และกตัญญูกับแม่ของคุณให้มากๆ แน่นอน คุณไม่ต้องกังวลไปหรอกนะคะ”
มุมปากของเฉียวอวี้ยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“ทำไมต้องใช้คำว่า ‘ถ้าเกิดว่า’ ด้วยล่ะครับ? ยังไงพวกเราก็ต้องแต่งงานกันอยู่แล้ว”
ลู่ชิงชิงไม่มีทางยอมรับหรอกว่าตัวเองเผลอพูดผิดไป เธอทำเพียงแค่ส่งยิ้มกว้างๆ แล้วหัวเราะกลบเกลื่อน
“ก็ตอนนี้เรายังไม่ได้แต่งกันนี่คะ เอาล่ะ รีบไปนอนได้แล้วค่ะ!”
“ครับ ถ้ามีอะไรก็เรียกผมได้เลยนะ” เฉียวอวี้บอกกำชับทิ้งท้ายเอาไว้อีกสองสามประโยค จากนั้นชายหนุ่มถึงได้ยอมเดินออกจากห้องไป
ภายในห้องที่เงียบสงบ ลู่ชิงชิงเอนตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ พลางนึกทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันในหัว เธอรู้สึกทึ่งกับโชคชะตาอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้เก็บเอามาคิดมากจนปวดหัว
ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว คนที่จู่ๆ ก็โผล่ทะลุมิติมากลางคันอย่างเธอไม่มีทางส่งผลกระทบอะไรต่อหน้าประวัติศาสตร์ได้หรอก พอคิดได้แบบนี้ความหนักอึ้งในใจก็เบาบางลงไปได้มากทีเดียว
หลังจากที่ต้องทนหลับนอนบนเตียงเตาแข็งๆ มาตั้งนาน ในที่สุดวันนี้เธอก็ได้กลับมานอนบนเตียงนุ่มๆ แบบคนปกติเขาสักที หญิงสาวทอดสายตามองแสงจันทร์ที่สาดส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาจางๆ ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาแผ่วเบาโดยไร้ซึ่งสุ้มเสียง
เทศกาลไหว้พระจันทร์แล้วสินะ ถึงแม้ผู้คนนับพันลี้จะแหงนมองพระจันทร์ดวงเดียวกัน ทว่าระยะห่างระหว่างเธอกับคนในครอบครัวนั้นมันไม่ได้มีแค่เรื่องของระยะทาง แต่มันรวมไปถึงเรื่องของกาลเวลาและมิติที่ขวางกั้นเอาไว้ด้วย ไม่รู้เลยว่าในเวลานี้ พ่อ แม่ แล้วก็น้องชายของเธอ พวกเขาเหล่านั้นกำลังทำอะไรกันอยู่?
ในเมื่อจิตวิญญาณของเธอทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ ร่างกายในยุคปัจจุบันของเธอก็คงจะตายไปแล้ว หรือไม่อย่างนั้นก็คงจะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรานอนนิ่งเป็นผักอยู่บนเตียงแน่ๆ คนในครอบครัวจะต้องเสียใจมากแน่เลย
ทางด้านลู่ชิงชิงเองก็รู้สึกเศร้าใจไม่ต่างกัน แต่ยังนับว่าโชคดีที่ผู้คนในยุคนี้ล้วนเป็นคนจิตใจดี ถึงแม้ว่าสภาพความเป็นอยู่และอาหารการกินจะค่อนข้างลำบากไปสักหน่อย แต่เรื่องอื่นๆ ก็นับว่าดีมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เธอได้มีโอกาสมาเจอกับผู้ชายที่ทำให้เธอรู้สึกชอบเขาได้มากขนาดนี้
ได้แต่หวังว่าทุกคนในครอบครัวจะสามารถก้าวผ่านความเศร้าเสียใจ แล้วกลับมาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ดีได้ในเร็ววันนะ!
เข็มนาฬิกายังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ลู่ชิงชิงค่อยๆ ดำดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา ทว่าในระหว่างที่สติกำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่นั้น จู่ๆ ความคิดแปลกประหลาดบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัวของเธอ
ในเมื่อตัวเธอเองยังสามารถข้ามผ่านกาลเวลาแล้วทะลุมิติมาอยู่ในร่างของลู่ชิงชิงในยุคนี้ได้ ถ้าอย่างนั้นมันจะเป็นไปได้ไหมนะที่จะมีวิญญาณของใครอีกคนทะลุมิติไปอยู่ในร่างของเธอในยุคอนาคตแทน?
พล็อตเรื่องซ้ำๆ ที่มักจะเห็นได้บ่อยตามหนังสือนิยายพวกนี้ มันก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ซะหน่อย! ทันทีที่คิดมาถึงตรงนี้ ความง่วงงุนของลู่ชิงชิงก็ปลิวหายไป หยาดเหงื่อเย็นเฉียบผุดซึมขึ้นมาตามแผ่นหลัง
ทว่าในวินาทีต่อมา หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขันกับความคิดที่หลุดโลกของตัวเอง บนโลกใบนี้มันจะมีเรื่องบังเอิญอะไรขนาดนั้นกัน? แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ใช่ว่าจะไม่มีความเป็นไปได้เลยเสียทีเดียว
ตอนนี้เธอมีความปรารถนาเพียงแค่ข้อเดียวเท่านั้น หากว่ามีใครคนนั้นเข้าไปอยู่ในร่างของเธอจริงๆ เธอก็หวังว่าคนคนนั้นจะเป็นคนดี สามารถดูแลเอาใจใส่และปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเธอได้เป็นอย่างดี ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ มันก็คงจะนับว่าเป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่งเลยล่ะ!
ลู่ชิงชิงนอนกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงด้วยความคิดถึงคนในครอบครัว เธอใช้เวลาอยู่นานทีเดียวกว่าที่ความง่วงงุนจะเข้าครอบงำจนผล็อยหลับไปในที่สุด
ภายในตัวเมืองแบบนี้ไม่มีเสียงไก่ขันคอยปลุกให้ตื่นในตอนเช้า ทว่าเมื่อร่างกายของคนเราเคยชินกับนาฬิกาชีวิตไปแล้ว มันก็จะกลายเป็นความเคยชินไปโดยปริยาย
ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่าง ลู่ชิงชิงก็ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว ถึงแม้ว่าเมื่อคืนนี้เธอจะนอนดึกไปหน่อย แต่สุดท้ายเธอก็ยังตื่นขึ้นมาตามเวลาเดิมอยู่ดี หญิงสาวยังคงมีอาการงัวเงียอยู่บ้างเล็กน้อย
หลังจากที่ตื่นนอนได้ไม่นานนัก บริเวณด้านนอกห้องก็เริ่มมีเสียงกุกกักดังแว่วมาให้ได้ยิน เดาว่าน่าจะเป็นเว่ยเป่าจือที่ตื่นขึ้นมาเตรียมทำอาหารเช้าแน่ๆ
ในเมื่อล้มตัวลงนอนต่อไปก็คงจะนอนไม่หลับแล้ว ลู่ชิงชิงจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง เธอจัดการพับผ้าห่มให้เรียบร้อยแล้วสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด ทันทีที่เดินออกจากห้องนอนมา หญิงสาวก็มองเห็นประตูห้องครัวเปิดอ้าเอาไว้ โดยมีร่างของเว่ยเป่าจือกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารอยู่ด้านใน
โครงสร้างและการจัดสรรพื้นที่ของบ้านพักตึกแถวแห่งนี้นับว่าดูดีมากทีเดียว มันไม่ได้แตกต่างไปจากผังบ้านในยุคอนาคตมากนัก ภายในตัวบ้านมีการแบ่งแยกห้องครัวและห้องน้ำเอาไว้อย่างเป็นสัดส่วน
ทางด้านเว่ยเป่าจือ เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากทางด้านหลัง เธอก็หันกลับมามองด้วยความประหลาดใจ
“ชิงชิง ทำไมตื่นเช้าจังเลยล่ะลูก? ตอนนี้เพิ่งจะสว่างเองนะ กลับไปนอนพักอีกหน่อยเถอะ เดี๋ยวข้าวเช้าเสร็จแล้วน้าจะไปเรียกเองจ้ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า ฉันเองก็นอนไม่หลับแล้วเหมือนกัน ให้ฉันช่วยคุณน้าทำอาหารนะคะ!” ลู่ชิงชิงรู้สึกเกรงใจอยู่ไม่น้อยที่จะต้องมานั่งรอกินข้าวแบบฟรีๆ โดยที่ไม่ได้ออกแรงช่วยอะไรเลย
เมื่อเห็นว่าว่าที่ลูกสะใภ้กำลังจะเดินเข้ามาในครัว เว่ยเป่าจือที่กำลังยืนคนโจ๊กอยู่ในหม้อก็รีบวางทัพพีลงทันที เธอเดินเข้าไปดันแผ่นหลังของเด็กสาวให้ออกไปรอด้านนอกตรงห้องนั่งเล่นแทน
“ไม่ต้องเลยจ้ะ ไม่ต้องเข้ามาช่วยเลย เด็กคนนี้นี่จริงๆ เลยนะ ใครเขามาแย่งคนแก่ทำงานกันล่ะ! เชื่อฟังน้านะ ออกไปนั่งพักผ่อนสบายๆ เถอะ ตราบใดที่น้ายังมีแรงทำไหว น้าไม่มีทางปล่อยให้พวกเธอต้องมาเหนื่อยลงมือทำเองหรอกจ้ะ”
ลู่ชิงชิงมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเว่ยเป่าจือคิดแบบนั้นจากใจจริง อีกฝ่ายไม่ได้อยากให้เธอเข้าไปช่วยงานในครัวเลยแม้แต่น้อย
“แต่พอเห็นคุณน้ากำลังยุ่งอยู่แบบนี้ แล้วจะให้ฉันมายืนดูอยู่เฉยๆ ฉันรู้สึกเกรงใจนี่คะ”
“เด็กโง่ น้าจะคอยดูแลพวกหนูไปได้อีกนานแค่ไหนกันเชียว! รอให้เธอแต่งงานกับเฉียวอวี้แล้วย้ายออกไปอยู่ด้วยกัน ถึงตอนนั้นต่อให้พวกเธอสองคนจะขี้เกียจไม่อยากทำยังไงก็ต้องลงมือทำเองอยู่ดีแหละ เพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องฟังน้านะลูก”
เว่ยเป่าจือออกแรงกดไหล่ของลู่ชิงชิงให้นั่งลงบนโซฟาด้วยท่าทางเผด็จการ
“นั่งรออยู่ตรงนี้นะจ๊ะ เดี๋ยวรอให้เฉียวอวี้ตื่นก่อน น้าจะให้เจ้าอวี้ไปตักน้ำมาให้เธอล้างหน้าล้างตาเอง เธอไม่ต้องไปทำเองหรอกนะ มันเป็นหน้าที่ที่เจ้าอวี้ต้องทำอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเกรงใจพี่เขาหรอกลูก!”
เว่ยเป่าจือเพิ่งจะหมุนตัวเตรียมเดินกลับเข้าห้องครัว ทว่าในจังหวะนั้นเอง เธอก็เหลือบไปเห็นเฉียวอวี้กำลังเดินงัวเงียออกมาจากห้องนอนอีกห้องหนึ่งพอดี สภาพของชายหนุ่มดูออกเลยว่าเพิ่งจะตื่นนอน ท่าทางดูสดชื่นขึ้นมาก แต่ก็ยังมีร่องรอยของความอ่อนล้าให้เห็นอยู่บ้าง
ประจวบเหมาะกับที่เฉียวอวี้ได้ยินประโยคที่ผู้เป็นแม่เพิ่งจะบอกออกมาเมื่อครู่นี้พอดี ชายหนุ่มถึงกับอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากท้วงขึ้นมา
“แม่ครับ ตกลงผมเป็นลูกชายแม่ หรือว่าชิงชิงเป็นลูกสาวแม่กันแน่เนี่ย?”
“ถามแปลกๆ ก็ต้องชิงชิงเป็นลูกสาวแม่สิ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แกก็เตรียมตัวเป็นลูกเขยของแม่ได้เลย เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว รีบไปตักน้ำมาให้ชิงชิงล้างหน้าเดี๋ยวนี้เลยนะ!” เว่ยเป่าจือตอบกลับโดยที่ไม่ได้หันไปมองหน้าลูกชายเลยแม้แต่น้อย เธอเดินบ่นกระปอดกระแปดกลับเข้าครัวไปยืนคนโจ๊กในหม้อต่อ
เมื่อเห็นท่าทางมั่นใจและคำพูดที่แสนจะตรงไปตรงมาของเว่ยเป่าจือ ประกอบกับท่าทางเหวอๆ ของเฉียวอวี้ ลู่ชิงชิงก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้เห็นเฉียวอวี้พูดคุยกับผู้เป็นแม่ด้วยท่าทีแบบนี้ มันดูเหมือนกับว่าเขากำลังอ้อนแม่ของตัวเองอยู่นิดๆ
ภาพของผู้ชายวัยยี่สิบห้าปีที่กำลังออดอ้อนผู้เป็นแม่ มันไม่ได้ดูขัดหูขัดตาเลยสักนิด ในทางกลับกันมันยิ่งทำให้เขาน่าเอ็นดูจนคนมองรู้สึกอยากจะเอื้อมมือไปลูบหัวปลอบใจเขาเสียด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากจริงๆ
เฉียวอวี้ยกมือขึ้นมายีหัวตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติให้ตื่นเต็มตา ชายหนุ่มหันไปฉีกยิ้มกว้างให้กับลู่ชิงชิง รอยยิ้มของเขามันสว่างไสวไปจนถึงดวงตาเลยทีเดียว
“รอผมแป๊บเดียวนะครับ เดี๋ยวผมลงไปตักน้ำมาให้”
การตักน้ำที่เขาพูดถึงนั่นก็คือการลงไปตักน้ำร้อน ซึ่งเขาจะต้องเดินลงไปที่ห้องต้มน้ำบริเวณชั้นล่างของตึก ที่นั่นจะมีจุดบริการต้มน้ำส่วนรวมเอาไว้ให้ลูกบ้านได้ใช้งาน ถือว่าค่อนข้างสะดวกสบายทีเดียว
สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าในยุคสมัยนี้ยังไม่มีการใช้เตาแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกาน้ำร้อนไฟฟ้าเลยด้วยซ้ำ หากว่าไม่มีจุดบริการต้มน้ำส่วนกลางแบบนี้ โดยปกติแล้วชาวบ้านก็มักจะใช้เตาถ่านที่บ้านของตัวเองในการต้มน้ำร้อน
เมื่อเห็นว่าเฉียวอวี้กำลังหิ้วกระติกน้ำร้อนและเตรียมตัวจะเดินออกจากห้อง ลู่ชิงชิงจึงรีบลุกขึ้นยืนตามทันที
“ฉันลงไปเป็นเพื่อนคุณด้วยดีกว่าค่ะ!”
เฉียวอวี้เข้าใจดีว่าถ้าหากปล่อยให้เธอรออยู่ในบ้านคนเดียว หญิงสาวอาจจะรู้สึกอึดอัดและทำตัวไม่ถูก เขาจึงพยักหน้าตอบตกลงอย่างว่าง่าย
ระหว่างที่พวกเขาสองคนกำลังเดินลงบันได ลู่ชิงชิงก็หันไปถาม
“ที่จริงตอนนี้อากาศก็ยังไม่ได้หนาวมากเท่าไหร่เลย ใช้น้ำเย็นล้างหน้าเอาก็ได้นะคะ ไม่เห็นต้องลำบากลงไปตักน้ำร้อนเลย”
เฉียวอวี้ก้มหน้ามองดูจังหวะก้าวเดินของเธอ ชายหนุ่มเดินขนาบข้างและใช้มือคอยประคองอยู่ทางด้านหลังของหญิงสาวห่างๆ อย่างระมัดระวัง
“น้ำมันยังเย็นอยู่นะครับ อีกอย่างตักน้ำร้อนก็สะดวกดี แค่เดินลงไปกรอกน้ำใส่กระติกที่ชั้นล่างแค่นี้เอง ไม่ได้ลำบากอะไรเลยครับ”
ในเมื่อเขาบอกมาขนาดนี้แล้ว ลู่ชิงชิงจึงไม่ได้ดึงดันที่จะปฏิเสธอีก
“ตกลงค่ะ จริงสิ วันนี้คุณต้องไปทำงานหรือเปล่าคะ?”
“ไม่ได้ไปครับ ช่วงไม่กี่วันที่คุณอยู่ที่นี่ผมลางานเอาไว้แล้วล่ะ”
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นช่วงบ่ายวันนี้ฉันอยากจะแวะไปหาพี่รองสักหน่อยน่ะค่ะ จะไปถามไถ่เรื่องทางฝั่งนั้นดูด้วย คุณไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยนะคะ!”
“เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้วครับ วางใจเถอะ” เฉียวอวี้ตอบรับคำชวนของเธอโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยแม้แต่น้อย
[จบบท]