บทที่ 108 : การตัดสินใจ
ฉือซู่ฉินได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเกรงใจอยู่ลึกๆ "อย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ ฉันเชื่อใจพวกคุณ พวกคุณเป็นคนดี...ความจริงแล้ว พี่ชายของคุณก็เป็นคนดีเหมือนกันค่ะ..."
ลู่ชิงชิงยิ้มบางๆ "ก่อนหน้านี้คุณมีคนที่ชอบอยู่หรือเปล่าคะ? ถ้าไม่มี จะลองคบหาดูใจกับพี่ชายของฉันดูก่อนก็ได้นะคะ ไม่จำเป็นต้องรีบแต่งงานกันทันทีหรอก พวกคุณสามารถทำความรู้จักคุ้นเคยกันไปก่อนได้ค่ะ"
ฉือซู่ฉินบีบนิ้วมือตัวเองแน่นพร้อมกับคิดทบทวนอยู่นาน "ฉันแค่กลัวว่าครอบครัวของฉันจะไปเป็นภาระให้พวกคุณน่ะค่ะ ถ้าพวกคุณไม่รังเกียจ การแต่งงานกับเขาก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน”
“พูดตามตรงเลยนะคะ ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจะได้เจอกับคนที่ดีขนาดนี้ คุณเองก็เห็นแล้วว่าคนในครอบครัวต่างก็หวังจะใช้การแต่งงานของฉันเป็นเครื่องมือหาเงิน พวกเขาไม่สนใจหรอกค่ะว่าฉันจะต้องแต่งงานกับใคร ฉันมักจะคิดอยู่เสมอว่าในอนาคตอาจจะถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้ชายแย่ๆ สักคนก็ได้"
"อืม ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณนะคะ" ลู่ชิงชิงเอื้อมมือไปกุมมือที่กำลังบีบเข้าหากันแน่นของฉือซู่ฉินเอาไว้ด้วยความจริงใจ "ครอบครัวของฉันไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร ถ้าคุณแต่งเข้ามาก็อาจจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ฉันไม่อยากหลอกคุณหรอกนะคะ เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ทั้งชีวิต คุณต้องคิดทบทวนให้รอบคอบค่ะ"
ฉือซู่ฉินก้มมองมือของลู่ชิงชิง มือคู่นั้นขาวสะอาด แม้ผิวพรรณจะไม่ได้เนียนนุ่มจนไร้ที่ติและมองออกว่าเคยผ่านการทำงานหนักมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้หยาบกร้านจนเกินไป พอจะเดาออกเลยว่าเด็กสาวตรงหน้าไม่ได้ผ่านความยากลำบากอะไรมามากนัก
มือคู่นี้ทั้งนุ่มและอบอุ่น เมื่อถูกกอบกุมเอาไว้ก็ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจับก้อนสำลีอยู่ พอเอามาเปรียบเทียบกันแล้ว มือของตัวเองช่างดูไม่ได้เอาเสียเลย
ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกว่ามือคู่นี้กำลังส่งผ่านพลังบางอย่างมาให้ เป็นพลังที่ทำให้เธอกล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านคนในครอบครัว ลู่ชิงชิงให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกับเด็กสาวธรรมดาทั่วไป เธอเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ทั้งยังดูเป็นผู้นำมากกว่าลู่ชิงหวยเสียอีก
บางทีนี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเธอก็ได้ เมื่อนึกถึงจุดนี้ ฉือซู่ฉินก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับลู่ชิงชิง "ฉันจะกลับไปคิดดูให้ดี แล้วก็จะลองปรึกษากับพี่ใหญ่ดูอีกทีค่ะ”
“อ้อ...คุณไม่ต้องกังวลนะคะ ถ้าฉันได้เข้าไปเป็นคนในครอบครัวของคุณแล้ว ฉันจะตั้งใจใช้ชีวิตให้ดีค่ะ คุณไม่ต้องคิดมากเลยนะคะ ฉันจะไม่มีทางเอาของจากบ้านสามีกลับไปให้คนบ้านเดิมแน่นอนค่ะ พวกเขาไม่คู่ควรให้ฉันทำแบบนั้นหรอกค่ะ”
“ถ้าเป็นครอบครัวที่ดี การช่วยเหลือเกื้อกูลกันบ้างก็เป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่สำหรับครอบครัวของฉัน ฉันมองออกหมดแล้วล่ะค่ะว่าต่อให้ถมเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม"
เธอเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมาเล็กน้อย "ต่อให้แม่กับคนอื่นๆ จะมาหาฉัน ฉันก็จะไม่ยอมใจอ่อนเด็ดขาด เรื่องนี้คุณวางใจได้เลยค่ะ อืม...สิ่งที่ฉันอยากจะบอกก็มีแค่นี้แหละค่ะ"
ลู่ชิงชิงไม่คิดมาก่อนเลยว่าฉือซู่ฉินจะพูดประโยคแบบนี้ออกมา พูดตามตรงว่าต่อให้ในอนาคตฉือซู่ฉินจะถูกคนบ้านเดิมรีดไถเธอก็คงไม่รู้สึกแปลกใจอะไร ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นครอบครัวเดียวกันนี่นา เลือดข้นกว่าน้ำ ตัดยังไงก็ตัดไม่ขาด จะแบ่งแยกให้ชัดเจนขนาดนั้นได้ยังไง
เห็นได้ชัดเลยว่าฉือซู่ฉินทนพฤติกรรมของคนในครอบครัวไม่ไหวแล้ว เธอทั้งหวาดกลัวและเจ็บช้ำน้ำใจมามากพอแล้ว "ตกลงค่ะ ฉันเชื่อใจคุณ แล้วก็หวังว่าคุณจะทำได้อย่างที่พูดนะคะ"
หลังจากพูดคุยกันได้ไม่นาน ฉือไห่ปอก็เดินทางมาถึง เขาไม่รู้ว่าเมื่อคืนนี้น้องสาวไปพักอยู่ที่ไหน วันนี้ก็เลยไม่ได้ทำอะไร เอาแต่นั่งรออยู่ที่โรงงานทอผ้าเพราะอยากจะเจอน้องสาว
ใครจะไปคิดว่ารอมาทั้งวันก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา พอไปสอบถามคนแถวนั้นถึงได้รู้ว่าวันนี้เป็นวันหยุดของน้องสาว ขณะที่กำลังกลุ้มใจว่าจะไปตามหาคนได้ที่ไหน เขาก็เหลือบไปเห็นลู่ชิงหวยเดินผ่านมาพอดี
ทางด้านลู่ชิงหวยที่บังเอิญเดินผ่านโรงงานทอผ้ามาพอดี เมื่อจำฉือไห่ปอได้ เขาก็เลยบอกที่อยู่ของฉือซู่ฉินให้อีกฝ่ายรู้ ชายหนุ่มถึงได้รีบตามมาที่บ้านพักรับรองแห่งนี้
ลู่ชิงชิงรู้สึกว่าเรื่องการแต่งงานปล่อยให้สองพี่น้องคุยกันเองน่าจะดีกว่า ในเมื่อสถานะของเธอตอนนี้ค่อนข้างคลุมเครือ เธอจึงเอ่ยปากขอตัวออกมารอฟังผลลัพธ์อยู่ด้านนอกแทน
ทันทีที่เดินพ้นประตูบ้านพักรับรองออกมา เฉียวอวี้เห็นว่าแดดด้านนอกค่อนข้างแรง จึงออกปากเสนอ "ไปหลบแดดใต้ต้นไม้ฝั่งตรงข้ามกันเถอะครับ ตรงนั้นน่าจะเย็นกว่า"
"อืม" ลู่ชิงชิงพยักหน้ารับ ฤดูกาลนี้ยังอยู่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศแปรปรวน ตอนกลางวันจึงร้อนอบอ้าวเป็นธรรมดา ยิ่งตอนนี้พวกเขาใส่เสื้อผ้าหนาหลายชั้นก็ยิ่งรู้สึกร้อนมากขึ้นไปอีก
เฉียวอวี้มองหาพื้นที่สะอาดๆ ใต้ต้นไม้ เขาลงมือปัดกวาดเศษใบไม้ออกจนเรียบร้อยแล้วถึงยอมให้ลู่ชิงชิงนั่งลง ส่วนตัวเองก็นั่งลงเคียงข้างเธอ
ลู่ชิงชิงใช้ปลายเท้าเขี่ยก้อนหินก้อนเล็กๆ บนพื้นเล่นไปมา การได้มานั่งอยู่ข้างเฉียวอวี้ตรงนี้ ต่อให้ไม่ได้พูดคุยหรือทำอะไรเลย เธอกลับรู้สึกได้ถึงความสงบสุขที่อบอวลอยู่รอบตัว
ถนนหนทางที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้านี้กว้างขวางมาก ถือว่าเป็นถนนสายหลักสายหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่กลับไม่มีรถยนต์สัญจรผ่านไปมามากนัก นานๆ ทีถึงจะมีรถม้าหรือรถเทียมวัวขับผ่านให้เห็นสักคัน รอยเท้าของสัตว์เหล่านั้นเหยียบย่ำลงบนพื้นดินจนฝุ่นผงฟุ้งกระจายขึ้นมา ก่อนจะร่วงหล่นกลับลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว
หลังจากปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่พักใหญ่ เฉียวอวี้ก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน "คุณคิดว่าพี่ใหญ่ของเธอจะยอมตกลงไหมครับ?"
ลู่ชิงชิงไม่ได้ตอบคำถามในทันที แต่กลับแย้มยิ้มออกมาแทน ระหว่างชายหญิงที่กำลังคบหาดูใจกัน หากฝ่ายชายเป็นคนเริ่มชวนคุยก่อน นั่นก็หมายความว่าเขากำลังสนใจในตัวฝ่ายหญิงอยู่ ถ้าไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยก็คงไม่พยายามสรรหาเรื่องมาคุยแบบนี้หรอก
"เขาต้องตกลงแน่ค่ะ" เธอพูดขึ้น
เฉียวอวี้หันหน้ามองเสี้ยวหน้าของหญิงสาวเล็กน้อย เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของเธอ เขาก็ถามต่อ "ทำไมคุณถึงมั่นใจขนาดนั้นล่ะครับ?"
"ก็มั่นใจนั่นแหละค่ะ ถ้าฉันบอกว่าฉันดูโหงวเฮ้งเป็น คุณจะเชื่อไหมคะ?" ลู่ชิงชิงถามกลับ
เฉียวอวี้จ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง "ไม่เชื่อครับ แต่ผมเชื่อว่าคุณมองคนขาด"
"เอ๊ะ คุณก็พูดแบบนี้เหมือนกันเหรอคะ คนในครอบครัวของฉันก็ชอบพูดแบบนี้เหมือนกัน พวกเขาบอกว่าฉันมองคนเก่งมาตั้งแต่เด็กๆ แทบจะไม่เคยดูคนผิดเลย คุณว่านี่จะเป็นพรสวรรค์ที่สวรรค์ประทานมาให้ฉันหรือเปล่าคะ?"
"คงงั้นมั้งครับ แต่ยังไงผมก็เชื่อคุณนะ" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ตาแหลมมากค่ะ!" ลู่ชิงชิงยกมือขึ้นตบบ่าของเขาเบาๆ ด้วยความพอใจ แต่แล้วเธอก็ต้องสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อใต้ฝ่ามือ ซึ่งดูแตกต่างจากรูปร่างภายนอกที่ดูผอมบางของเขาอย่างสิ้นเชิง
จริงสิ ผู้ชายคนนี้มีฝีมือด้านศิลปะการต่อสู้นี่นา อิอิ ดูเหมือนว่าดวงของเธอจะดีไม่เบาเลยนะเนี่ย แค่มาดูตัวขำๆ ก็ยังอุตส่าห์ได้เจอกับผู้ชายคุณภาพดีขนาดนี้ ต่อให้เอาไปเทียบกับผู้ชายในยุคอนาคต เขาก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับตำแหน่งสามีเลยล่ะ
เมื่อเห็นท่าทางที่ดูห้าวหาญคล้ายกับผู้ชายของเธอ มุมปากของเฉียวอวี้ก็ยกขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มหรี่ลง ทว่าเขากลับปล่อยให้เธอฉวยโอกาสลวนลามร่างกายของเขาต่อไปโดยไม่คิดจะห้ามปราม
เวลาผ่านไปสักพัก สองพี่น้องตระกูลฉือก็เดินออกมาจากบ้านพักรับรอง ทันทีที่เห็นทั้งสองคนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พวกเขาก็รีบเดินตรงเข้ามาหา
ทันทีที่เผชิญหน้ากัน ฉือไห่ปอก็กวาดสายตามองเฉียวอวี้และลู่ชิงชิงก่อนจะเอ่ยปาก "พวกเราตกลงกันเรียบร้อยแล้วครับ หลังจากนี้คงต้องฝากซู่ฉินให้ครอบครัวของคุณช่วยดูแลด้วย คนเป็นพี่ใหญ่อย่างผมมันไร้น้ำยา ไม่สามารถทำให้เธอมีชีวิตที่สุขสบายได้”
“ส่วนเรื่องคนที่บ้าน ผมจะเป็นคนจัดการเองครับ ผมทำตัวเป็นไอ้ขี้แพ้มาหลายปีแล้ว ครั้งนี้ถือซะว่าทำเพื่อความสุขทั้งชีวิตของน้องสาว ผมเองก็ควรจะเปลี่ยนตัวเองได้แล้วเหมือนกัน"
ลู่ชิงชิงจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง "คุณเป็นผู้ชายอกสามศอก อายุก็น่าจะใกล้สามสิบแล้วใช่ไหมคะ? หน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ติดก็แค่เป็นคนหัวอ่อนไปหน่อย แต่การที่คุณสามารถทำเพื่อน้องสาวได้ถึงขนาดนี้ก็ถือว่าน่ายกย่องมากแล้วล่ะค่ะ”
“ถ้าคุณมีความคิดเหมือนกับคนอื่นๆ ในบ้าน ฉือซู่ฉินก็คงไม่มีทางได้รับความสุขหรอกค่ะ คุณเป็นพี่ชายที่ดีนะคะ ในฐานะลูกผู้ชาย คุณต้องมีความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน แล้วก็ต้องมีความคิดเป็นของตัวเองด้วย เกิดเป็นชายชาตรี อย่างน้อยก็ควรจะแยกแยะผิดชอบชั่วดีให้เป็น”
“หวังว่าหลังจากนี้คุณจะเด็ดขาดให้มากกว่านี้หน่อย ไม่อย่างนั้นทั้งชีวิตนี้ของคุณก็คงต้องเป็นอยู่แบบนี้แหละค่ะ"
ฉือไห่ปอไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้านอะไร เขาเพียงแค่ยืนฟังลู่ชิงชิงพูดจนจบอย่างเงียบๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด "คุณพูดถูกครับ ผมมันหัวอ่อนเกินไป ไม่กล้าขัดใจแม่ แล้วก็ไม่อยากไปจากบ้านหลังนั้น ถ้าผมเข้มแข็งให้เร็วกว่านี้ น้องสาวของผมก็คงไม่ต้องทนน้อยเนื้อต่ำใจมานานหลายปีแบบนี้หรอกครับ"
เขารีบเปลี่ยนเรื่องคุย "ผมฝากซู่ฉินด้วยนะครับ รอให้ผมลืมตาอ้าปากได้เมื่อไหร่ ผมจะกลับไปเยี่ยมเธอ พวกคุณห้ามรังแกเธอนะครับ เธอเป็นผู้หญิงที่ดีมากจริงๆ"
"ดูสิ่งที่คุณพูดสิคะ ฟังน้ำเสียงของคุณด้วย!" ลู่ชิงชิงเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ "คุณยังไม่เปลี่ยนนิสัยเดิมเลยนะ คุณควรจะชี้หน้าด่าฉันแล้วบอกว่า 'ดูแลน้องสาวของฉันให้ดี ถ้าไม่อย่างนั้นฉันจะบุกไปถล่มบ้านพวกเธอแน่!' แบบนี้ถึงจะถูกสิคะ"
แต่อย่างว่าแหละ นิสัยของคนเราใช่ว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ภายในวันสองวันเสียเมื่อไหร่ หลังจากสั่งสอนจบ ลู่ชิงชิงก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมาบ้าง "คุณวางใจได้เลยค่ะ ฉันอาจจะรับปากไม่ได้ว่าจะทำให้เธอมีชีวิตที่ร่ำรวยล้นฟ้า แต่อย่างน้อยๆ ถ้าฉันมี เธอก็ต้องมีเหมือนกันค่ะ"
[จบบท]