บทที่ 114 : ความในใจ
หลังจากเด็กๆ เถียงกันง้องแง้งไปยกหนึ่ง เว่ยเป่าจือก็เดินไปหยิบถ้วยชามและตะเกียบมาให้เยวี่ยเชียนเฟิงเพิ่มอีกชุด ทุกคนจึงกลับมานั่งล้อมวงกินข้าวกันต่อ ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
พอจัดการมื้อค่ำเสร็จเรียบร้อย ลู่ชิงหวยก็เอ่ยปากขอตัวกลับไปที่พักของตัวเอง ส่วนเยวี่ยเชียนเฟิงอยู่คุยเล่นต่ออีกพักหนึ่งก็ขอตัวกลับเช่นเดียวกัน เมื่อแขกทยอยกลับกันไปหมดแล้ว คนในบ้านตระกูลเฉียวก็เริ่มแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ระหว่างที่กำลังเตรียมน้ำฝากให้ลู่ชิงชิงล้างหน้าบ้วนปาก เฉียวอวี้ก็ถือโอกาสอธิบายเรื่องเมื่อครู่ให้ฟัง
"เสี่ยวเฟิงเป็นลูกของน้าเล็กผมน่ะครับ บ้านเขามีลูกชายแค่คนเดียว พอมีเวลาว่างทีไรก็ชอบวิ่งมาเล่นที่บ้านผมตั้งแต่เด็ก สนิทกันจนผมรู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนน้องชายแท้ๆ คนหนึ่งเลยละครับ"
ลู่ชิงชิงโบกมือไม้เบาๆ เป็นเชิงรับรู้
"ถึงคุณไม่บอกฉันก็พอดูออกค่ะ นิสัยของเขาดูคล้ายกับเฉียวซือมากเลย ดูเป็นคนร่าเริงสดใสดีออก"
"ก็จริงครับ ขอแค่คุณไม่รู้สึกรำคาญก็พอ เพราะหลังจากนี้คุณคงจะได้เจอหน้าเขาบ่อยๆ แน่นอน"
"ไม่รำคาญหรอกค่ะ ฉันชอบคนนิสัยแบบนี้นะคะ"
เฉียวอวี้เงยหน้าขึ้นมองเธอแวบหนึ่ง ริมฝีปากขยับเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่ชิงชิงเดินตามไปเป็นเพื่อนเฉียวอวี้ตักน้ำที่บ่อเหมือนเดิม แต่ทว่าเช้าวันนี้กลับไร้เงาของซูรั่วอวิ๋น เมื่อเห็นดังนั้นเธอจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวชายหนุ่ม
"ดูเหมือนเสน่ห์ของคุณจะใช้ได้ไม่นานนะคะ วันนี้คุณซูถึงไม่ยอมมาดักรอแล้ว"
เฉียวอวี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ผมมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วทั้งคน ถ้าเธอยังขืนมาวุ่นวายอีก คนอื่นคงได้มองเธอไม่ดีแน่ครับ"
การแอบชอบใครสักคนไม่ใช่เรื่องผิด แต่ในเมื่อคนเราต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ก็ควรจะรู้จักควบคุมพฤติกรรมของตัวเองให้เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องของความรู้สึก การทำตัวเป็นมือที่สามเข้าไปทำลายความสัมพันธ์ของคนอื่นเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจเลยสักนิด
ถ้าเกิดว่าซูรั่วอวิ๋นมีความรู้สึกดีๆ ให้เขาจริง พอรู้ว่าเขามีคนรักแล้วก็ยอมถอยห่างออกไปแต่โดยดี บางทีเฉียวอวี้อาจจะยังพอรู้สึกนับถือในตัวเธออยู่บ้าง
"เอาเถอะครับ เราเลิกพูดถึงเธอดีกว่า คืนนี้เราไปดูบ้านด้วยกันนะครับ ถ้าจัดการเรื่องนี้เรียบร้อย คุณจะได้สบายใจขึ้น"
ลู่ชิงชิงพยักหน้าเห็นด้วยทันที
"จริงด้วยค่ะ เรื่องนี้แหละสำคัญที่สุดเลย ถึงตอนนั้นคุณต้องช่วยฉันต่อราคาด้วยนะคะ"
"แน่นอนครับ ผมไม่ยอมให้คุณเสียเปรียบหรอก พรุ่งนี้ก็จะเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ถ้าเราจัดการเรื่องบ้านเสร็จตั้งแต่วันนี้ พรุ่งนี้จะได้ฉลองเทศกาลกันอย่างสบายใจ"
"อืม" ลู่ชิงชิงตอบรับ ก่อนจะนึกคำถามบางอย่างขึ้นมาได้
"จริงๆ ฉันอยากจะถามคุณตั้งแต่เมื่อคืนแล้วละค่ะ แต่เมื่อคืนคนเยอะฉันก็เลยไม่กล้าถาม พอตกดึกก็กลัวว่าคุณน้าจะได้ยินเข้าอีก"
เฉียวอวี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความตามใจ
"อยู่กับผมยังมีอะไรต้องเกรงใจอีกเหรอครับ? อยากถามอะไรก็ว่ามาได้เลย ผมรับรองว่าจะตอบทุกอย่างแบบไม่มีปิดบังแน่นอน"
ลู่ชิงชิงรู้สึกพอใจกับท่าทีของเขามากทีเดียว
"ถ้าอย่างนั้นฉันถามเลยนะคะ เมื่อวานตอนที่เสี่ยวเฟิงมาถึง พอรู้ว่าฉันเป็นแฟนคุณ เขาก็เรียกฉันว่าพี่สะใภ้ทันที ฉันเลยสงสัยว่า อดีตคู่หมั้นของคุณพวกนั้น เขาก็เรียกแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่าคะ?"
พอหลุดปากถามออกไปแล้ว เธอก็แอบรู้สึกว่าตัวเองดูงี่เง่าจุกจิกเกินไปหน่อย จึงรีบอธิบายเพิ่ม
"ฉันไม่ได้ตั้งใจจะขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ หรอกนะคะ ฉันก็แค่อยากรู้เฉยๆ"
อันที่จริงลึกๆ แล้วเธอรู้ตัวเองดีว่าเธอกำลังหึง ปากก็พร่ำบอกว่าไม่ใส่ใจเรื่องราวในอดีต แต่ภายในใจกลับอดไม่ได้ที่จะเก็บมาคิด หรือบางทีผู้หญิงทุกคนก็คงจะปากไม่ตรงกับใจแบบนี้กันหมด
เฉียวอวี้คือรักแรกของเธอ แต่สำหรับเขานั้น เธอคงไม่ใช่รักแรก ใครจะไปรู้ล่ะว่าก่อนหน้านี้เขาเคยหวั่นไหวกับผู้หญิงพวกนั้นบ้างไหม พอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ภายในใจของลู่ชิงชิงก็รู้สึกร้อนรุ่มเหมือนถูกแมวข่วน อึดอัดจนแทบจะทนไม่ไหว
เธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย แต่ในเมื่อรู้สึกชอบใครสักคนจากใจจริงแล้ว มันก็คงทำใจกว้างไม่ลงหรอก อีกอย่างเธอก็เข้าใจดีว่า การที่คนในครอบครัวของเฉียวอวี้ทำดีกับเธอมากขนาดนี้ สาเหตุหลักก็เป็นเพราะเธอคือแฟนของเขา
เหมือนอย่างเยวี่ยเชียนเฟิงที่เข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้นเมื่อวานนี้ รวมไปถึงเฉียวซือที่เอาแต่เรียกเธอว่าพี่สะใภ้อย่างสนิทสนม พวกเขาอาจจะไม่ได้แสร้งทำและรู้สึกเอ็นดูเธอจริงๆ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ต้องมีเฉียวอวี้เป็นจุดเชื่อมโยงอยู่ดี
หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ หากคนที่เฉียวอวี้พามาเปิดตัวเป็นผู้หญิงคนอื่น พวกเขาก็คงจะต้อนรับขับสู้ผู้หญิงคนนั้นด้วยท่าทีร่าเริงเหมือนเมื่อวานนี้ไม่ต่างกัน พอคิดมาถึงตรงนี้ ลู่ชิงชิงก็รู้สึกปวดหนึบอยู่ในใจ
เธอเพิ่งค้นพบว่าตัวเองกลายเป็นคนเอาแต่ใจ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยสักนิด แต่เพราะเธอชอบเฉียวอวี้ เธอจึงอยากจะกลายเป็นครอบครัวเดียวกับเขา อยากจะเป็นคนที่ครอบครัวของเขายอมรับจากใจจริง ไม่ใช่แค่สวมหมวกที่มีป้ายแปะไว้ว่าคู่หมั้นของเฉียวอวี้ แล้วต้องมาคอยรับความหวังดีจากคนรอบข้างไปวันๆ
ฝ่ายเฉียวอวี้ที่เดินนำอยู่ก็หยุดเท้าลง เขาหันกลับมาจ้องมองเธอด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับ
"อยากฟังความจริงไหมครับ?"
ลู่ชิงชิงหมั่นไส้จนอยากจะยกเท้าขึ้นมาเตะเขาสักที
"ก็ต้องอยากฟังความจริงสิคะ"
"ความจริงก็คือ ไม่เคยเลยครับ" สีหน้าของเฉียวอวี้ดูจริงจังขึ้นมาจนไม่อาจมองข้ามได้
"เมื่อก่อนผมอาจจะเคยดูตัวสำเร็จมาบ้าง แต่ช่วงเวลาที่ผมได้ทำความรู้จักกับพวกเธอมันสั้นมากเลยครับ พูดตามตรงนะครับ ถ้าเราได้ใช้เวลาร่วมกันนานกว่านั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาไหม แต่ที่แน่ๆ คือผมไม่ได้รู้สึกกับพวกเธอเหมือนที่รู้สึกกับคุณ ตอนที่ผมเห็นคุณครั้งแรก ผมก็รู้ทันทีเลยว่าคุณไม่เหมือนใคร"
คำพูดของเขาทำให้ลู่ชิงชิงหวนนึกไปถึงตอนที่ทั้งคู่เจอกันครั้งแรก เหตุการณ์ในตอนนั้นเกิดขึ้นที่ป่าละเมาะเล็กๆ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอนัดแนะจะจัดการกับโจวอวิ่นเหวิน
ภาพของชายหนุ่มที่ยืนพิงต้นไม้อยู่ย้อนแสงแดดส่อง เผยให้เห็นถึงความสงบนิ่งที่แฝงไปด้วยความเฉียบขาด ร่างกายของเขาราวกับมีแสงสว่างแผ่กระจายออกมา จนเธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปมองเขาด้วยซ้ำ
น้ำเสียงของเฉียวอวี้ยังคงทุ้มต่ำและกังวานใสเหมือนกับวันแรกที่เจอกันไม่มีผิด น้ำเสียงนั้นให้ความรู้สึกราวกับเสียงของหีบเพลงชัก ทั้งอ่อนโยน ไม่โอ้อวด ราบเรียบแต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
"ผมไม่ปิดบังคุณหรอกนะครับ ผู้หญิงสามคนก่อนหน้านี้ พวกเธอเคยมาที่บ้านผมก็จริง แต่ไม่เคยมีใครค้างคืนที่นี่เลย นั่นก็เพราะว่าพวกเธอเป็นคนในตัวเมือง การเดินทางกลับบ้านก็เลยสะดวกสบายกว่า”
“พอเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับพวกเธอ ข่าวลือแย่ๆ ก็เริ่มแพร่สะพัด ครอบครัวของพวกเธอก็เลยพากันตัดขาดการติดต่อกับบ้านผมไปจนหมด พวกเขาคงคิดว่า เป็นเพราะผมที่ทำให้พวกเธอต้องตาย"
แม้น้ำเสียงของเขาจะฟังสบายๆ แต่ลู่ชิงชิงกลับรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนเขาเอาเสียเลย เรื่องแบบนี้จะมาโยนความผิดให้เขาฝ่ายเดียวได้อย่างไรกัน ถึงแม้จะน่าเสียดายที่หญิงสาวพวกนั้นด่วนจากไปก่อนวัยอันควรก็เถอะ
"ผมพูดความจริงกับคุณได้เลยนะ ตอนที่ผู้หญิงพวกนั้นแวะมาหา คนที่บ้านผมไม่ได้มีท่าทีตื่นเต้นดีใจขนาดนี้หรอกครับ ซึ่งเหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้ คุณเองก็น่าจะพอเดาออกใช่ไหมครับ?"
"อืม ก็พอจะเดาได้ค่ะ" ปมในใจของลู่ชิงชิงค่อยๆ คลายลง เธอเริ่มเข้าใจสถานการณ์แล้วว่า ในช่วงแรกเริ่มนั้น คนในตระกูลเฉียวยังไม่ได้มองว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่โตอะไร
แน่นอนว่าการจากไปของหญิงสาวเหล่านั้นย่อมสร้างความโศกเศร้าเสียใจ แต่ในช่วงแรกมันคงจะยังไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อตัวของเฉียวอวี้มากนัก อย่างมากก็แค่พลาดโอกาสที่จะได้แต่งงานกับคนดีๆ ไปก็เท่านั้น
กระทั่งเกิดเหตุการณ์สูญเสียผู้หญิงคนที่สาม ข่าวลือแปลกประหลาดจึงเริ่มแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เฉียวอวี้ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ชายที่มีดวงกินเมียอย่างแท้จริง
จุดประสงค์แรกเริ่มที่ลู่ชิงชิงยอมตกลงมาดูตัว ก็เพื่ออยากจะลองเสี่ยงดวงดูสักครั้งว่า เฉียวอวี้จะมีดวงกินเมียเหมือนที่เขาลือกันจริงๆ หรือเปล่า หากข่าวลือเป็นจริง เธอจะได้อาศัยจังหวะนั้นหนีกลับไป แต่ถ้าหากเขาไม่ได้มีดวงแบบนั้น การฉวยโอกาสนี้เพื่อย้ายออกจากหมู่บ้านชนบทก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เลว
จนกระทั่งถึงวันนัดดูตัว เธอถึงได้รู้ว่าผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า ก็คือผู้ชายคนเดียวกับที่เธอตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นในป่าละเมาะวันนั้น
และด้วยเหตุผลนี้เอง เธอจึงยอมแลกกับความเสี่ยงทุกอย่างเพื่อที่จะได้แต่งงานกับเขา เพราะเธอไม่อยากจะปล่อยให้ผู้ชายคนนี้หลุดมือไป
ส่วนตัวเธอนั้น สำหรับคนในครอบครัวเฉียวแล้ว เธอย่อมเปรียบเสมือนแสงสว่างแห่งความหวัง เพราะก่อนหน้านี้แทบจะไม่มีหญิงสาวคนไหนกล้าแต่งงานกับเขาเลย หรือต่อให้มีคนยอมเสี่ยง ครอบครัวของพวกเธอก็คงไม่มีทางยอมรับได้ง่ายๆ
ดังนั้น เธอจึงกลายเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่กล้าเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ ในสายตาของเครือญาติบ้านเฉียว เธอไม่ใช่แค่คู่หมั้นของเฉียวอวี้ แต่ยังเป็นผู้กอบกู้ เป็นคนที่เข้ามาช่วยชีวิตเขา รวมไปถึงช่วยชีวิตคนทั้งครอบครัวของพวกเขาด้วย
เพราะเหตุนี้เอง ในความรู้สึกของคนในครอบครัวเฉียว ตำแหน่งของเธอจึงแตกต่างไปจากผู้หญิงหลายคนก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง และการที่พวกเขาจะปฏิบัติต่อเธออย่างดีเป็นพิเศษ มันก็ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
"เอาล่ะครับ คุณไม่ต้องคิดมากแล้วนะ ที่จริงพวกเขา รวมไปถึงเสี่ยวเฟิงด้วย ที่ต้อนรับคุณอย่างอบอุ่นขนาดนี้ ก็เพราะว่าพวกเขาชื่นชอบคุณจากใจจริง ต่างก็มองว่าคุณเป็นคนดีกันทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครแกล้งทำดีด้วยได้แนบเนียนขนาดนี้หรอกครับ"
สิ่งที่เขาพูดมามันก็มีเหตุผลเอามากๆ ลู่ชิงชิงรู้สึกว่าตัวเองคิดฟุ้งซ่านไปไกลจริงๆ เธอรู้สึกละอายใจขึ้นมานิดๆ
"นั่นสิคะ ฉันดูเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยเกินไปหรือเปล่าคะ?"
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่ดูน่าสงสาร ขาดก็แค่พุ่งเข้าไปเกาะแขนออดอ้อนทำตัวน่ารักใส่เขาเท่านั้นเอง
[จบบท]