บทที่ 120 : ไพ่ตายในอดีต
ในช่วงเวลานั้น ในใจของเว่ยเป่าจือเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เรื่องราวในอดีตมากมายต่างพรั่งพรูเข้ามาในหัวของเธอ
เธอค่อยๆ วางตะเกียบในมือลง แล้วหันไปจ้องมองซูรั่วอวิ๋นด้วยสายตาจริงจัง
"เสี่ยวอวิ๋น น้าดีกับเธอขนาดนี้ ทำไมไม่เห็นเธอคีบกับข้าวให้น้าบ้างเลยล่ะ? ทางฝั่งของเฉียวอวี้เขาก็มีชิงชิงคอยดูแลอยู่แล้ว เธออย่าทำเรื่องที่มันชวนให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบนี้อีกเลยนะ เข้าใจไหม? อย่าทำให้น้าต้องรู้สึกผิดหวังในตัวเธอเลย"
"คุณน้าคะ..."
ซูรั่วอวิ๋นอึกอักจนหาคำพูดไม่เจอ ไม่รู้ว่าจะต้องตอบกลับไปว่าอย่างไรดี ลึกๆ แล้วเธอคิดมาตลอดว่าเว่ยเป่าจือรักและเอ็นดูเธอ เพราะถึงยังไงอีกฝ่ายก็เห็นเธอมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆ ถ้าเกิดว่าไม่ชอบเธอจริงๆ คราวก่อนก็คงไม่ออกหน้าแทนเฉียวอวี้ แล้วตอบตกลงข้อเสนอของพ่อเธอไปง่ายๆ แบบนั้นหรอก
ยิ่งไปกว่านั้น ในชาติที่แล้วหลังจากที่เธอออกจากโรงพยาบาล เว่ยเป่าจือก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจอะไรเธอเลย ตอนที่พ่อแม่ของเธอบังคับให้แต่งงานกับเฉียวอวี้เป็นครั้งที่สอง เว่ยเป่าจือก็ยังยอมตกลง...
พอคิดมาถึงตรงนี้ ซูรั่วอวิ๋นก็นึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ เป็นเรื่องที่เธอมองข้ามมาโดยตลอด นั่นก็คือหลังจากที่แต่งงานกับเฉียวอวี้ไปแล้ว ท่าทีที่เว่ยเป่าจือมีต่อเธอมันไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อนเลยสักนิด
ในตอนนั้นเธอคิดมาตลอดว่า สาเหตุเป็นเพราะเว่ยเป่าจือรู้เรื่องที่เธอไม่ได้ร่วมหอหลับนอนกับเฉียวอวี้ ก็เลยเกิดความรู้สึกไม่พอใจในตัวลูกสะใภ้
แต่พอมาคิดทบทวนดูดีๆ ในตอนนี้ บางทีมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เธอคิดก็ได้! หรือว่าความจริงแล้ว ตั้งแต่ตอนนั้นเว่ยเป่าจือก็ไม่ได้ชอบพออะไรเธอแล้ว? ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง นี่ก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเธอเลยสักนิด!
ส่วนทางด้านของเฉียวอวี้ เมื่อครู่นี้เขาไม่ได้ระวังตัวเลยสักนิด ในขณะที่กำลังกินข้าวอยู่ดีๆ จู่ๆ ในชามก็มีเนื้อชิ้นหนึ่งโผล่ขึ้นมา พอเขาปรายตามองไปก็ต้องพบว่า คนที่คีบเนื้อชิ้นนั้นมาให้ก็คือซูรั่วอวิ๋นนั่นเอง!
เฉียวอวี้ต้องพยายามข่มอารมณ์ความรู้สึกอยากจะปาชามข้าวทิ้งเอาไว้ ทว่าพอได้ยินคำพูดของแม่เมื่อครู่นี้ เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก ก่อนหน้านี้เขากังวลมาตลอดว่าคนในบ้านจะยังคงเอ็นดูซูรั่วอวิ๋นอยู่ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นมันก็คงจะไม่ยุติธรรมสำหรับชิงชิงมากเกินไป
ชายหนุ่มก้มลงมองชิ้นเนื้อที่อยู่ในชามพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยิบชามใบใหม่เพื่อตักข้าวใหม่อีกครั้ง ตอนนี้ชิงชิงยังกินข้าวไม่เสร็จ เขาจะลุกหนีไปคนเดียวไม่ได้ ยังไงก็ต้องนั่งอยู่เป็นเพื่อนเธอ ไม่อย่างนั้นเขาคงกินข้าวในมื้อนี้ไม่ลงอีกแล้วจริงๆ
ชามข้าวใบเดิมที่เพิ่งกินไปได้แค่ครึ่งเดียวถูกวางทิ้งเอาไว้ริมโต๊ะ เว่ยเป่าจือปรายตามองซูรั่วอวิ๋นเล็กน้อยพร้อมกับส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบชามใบนั้นออกไปให้พ้นทาง
การที่ลูกชายของเธอแสดงท่าทีรังเกียจจนไม่อยากจะแตะต้องแม้กระทั่งชามข้าวแบบนี้ มันก็ชัดเจนมากพอแล้วว่าเขารู้สึกอย่างไร
แน่นอนว่าคนเป็นแม่อย่างเธอย่อมต้องสนับสนุนลูกชายของตัวเองอยู่แล้ว และอีกอย่างหนึ่ง หากให้เทียบกันระหว่างซูรั่วอวิ๋นกับลู่ชิงชิงแล้ว เธอรู้สึกถูกชะตากับลู่ชิงชิงมากกว่า
ถึงแม้ว่าจะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่เธอก็สัมผัสได้ว่าเด็กที่ชื่อชิงชิงคนนี้เป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ รักใครเกลียดใครก็แสดงออกมาชัดเจน ไม่ใช่คนประเภทที่ชอบซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ข้างใน การที่เฉียวอวี้ได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกับคนแบบนี้ ลูกชายของเธอก็คงจะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นไปอีก
แต่กับซูรั่วอวิ๋นนั้น เธอรู้สึกว่าเด็กคนนี้ดูแปลกๆ ตอนแรกก็เอาแต่ต่อต้านหัวชนฝาไม่อยากจะแต่งงานกับเฉียวอวี้ แต่พอมาตอนนี้กลับพยายามทำตัวติดแจ คอยตามตื๊อไม่ยอมห่าง พฤติกรรมแบบนี้มันชวนให้คนมองรู้สึกสับสนจริงๆ
ทางด้านของเฉียวเฟิ่งซาน เขาไม่อยากจะพูดอะไรออกมา และไม่ได้คิดที่จะห้ามปรามการกระทำของภรรยาด้วย สิ่งเดียวที่เขาทำก็คือการก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองต่อไป
ในขณะเดียวกัน เฉียวซือกับเฉียวเมิ่งซีต่างก็พากันตกตะลึงกับการกระทำของซูรั่วอวิ๋นไปตามๆ กัน ผ่านไปสักพักกว่าที่ทั้งสองคนจะดึงสติกลับมาได้ และเพื่อเป็นการช่วยลดความตึงเครียดบนโต๊ะอาหาร เฉียวซือจึงพยายามปั้นหน้ายิ้มแย้มแล้วพูดหยอกล้อขึ้นมา
"พี่เสี่ยวอวิ๋น ทำไมพี่ไม่คีบกับข้าวให้ผมบ้างล่ะครับ? ผมชอบกินหมูน้ำแดงที่สุดเลยนะ!"
ซูรั่วอวิ๋นลอบกัดฟันแน่น ในเมื่อเธอก็เผลอทำเรื่องโง่ๆ ลงไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเล่นตามน้ำต่อไปให้ถึงที่สุด คนบ้านเฉียวคงไม่กล้าทำอะไรเธอหรอก เธอหันไปฉีกยิ้มให้กับเฉียวซือ
"เจ้าสี่ นี่เธอพยายามจะปกป้องพี่อยู่ใช่ไหม? พี่รู้นะว่าเธอดีกับพี่มาตลอด ดีเหมือนกับว่าเป็นน้องชายแท้ๆ ของพี่เลย แล้วก็... พี่จำได้ว่าแต่ก่อนพี่อวี้เขาชอบกินหมูน้ำแดงที่สุดเลยไม่ใช่เหรอ?"
"ตอนเด็กๆ พวกเรายังเคยหัวเราะเยาะเขาด้วยกันอยู่เลย ว่าถ้าเขาเอาแต่ชอบกินเนื้อเยอะๆ แบบนี้ อีกหน่อยก็คงจะกลายเป็นคนอ้วนตุ๊ต๊ะแน่ๆ! แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า โตมาแล้วเขาจะไม่อ้วนเลยสักนิด!"
ตอนแรกลู่ชิงชิงก็กะจะอาละวาดอยู่เหมือนกัน แต่พอเห็นว่าเว่ยเป่าจือแสดงท่าทีปกป้องเธออย่างชัดเจน ประกอบกับการที่เฉียวอวี้ลุกไปเปลี่ยนชามข้าวแบบคนซื่อตรง เธอก็เลยยินดีที่จะนั่งดูอยู่เฉยๆ ปล่อยให้คนอื่นจัดการไป
ถึงยังไงเธอก็รู้จุดแข็งของตัวเองดี ถ้าให้ไปสู้รบตบมือใช้กำลังล่ะก็ เธอไม่มีทางยอมแพ้ใครหน้าไหนทั้งนั้น แต่ถ้าจะให้มานั่งต่อล้อต่อเถียงประชันฝีปากกับพวกผู้หญิงตีสองหน้า เธออาจจะยังไม่ค่อยชำนาญเท่าไหร่นัก
อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเกิดว่าโดนหมาบ้ากัดเข้าให้ เราก็คงไม่จำเป็นต้องก้มลงไปกัดมันคืนหรอกใช่ไหม? ใครจะไปรู้ล่ะว่าหมาตัวนั้นมันมีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือเปล่า?! ในเมื่อตอนนี้มีคนอาสามาช่วยตีหมาไล่ให้แล้ว เธอก็ขอนั่งดูอยู่สบายๆ ดีกว่า
ลู่ชิงชิงเองก็พอจะฟังออก ว่าตอนนี้ซูรั่วอวิ๋นกำลังพยายามใช้ความผูกพันในอดีตมาเป็นไพ่ตายในการดึงดูดความสนใจ เมื่อลองนึกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างครอบครัวตระกูลเฉียวกับตระกูลซูแล้ว ลู่ชิงชิงก็คิดว่าพยายามอย่าทำบรรยากาศให้มันดูตึงเครียดมากเกินไปจะดีกว่า ถ้าอยากจะหาวิธีทำให้ซูรั่วอวิ๋นเลิกมาวุ่นวายที่นี่ เธอก็คงต้องลองใช้วิธีอื่นแทน
เธอวางตะเกียบในมือลง ก่อนจะหันหน้าไปถามซูรั่วอวิ๋น
"พี่ซูคะ พี่ไม่ได้ร่วมโต๊ะกินข้าวกับเฉียวอวี้มานานแค่ไหนแล้วคะเนี่ย?"
ซูรั่วอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย เธอไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทำเพียงแค่จ้องมองลู่ชิงชิงเขม็งเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะพูดเรื่องอะไรกันแน่
ลู่ชิงชิงปรายตามองไปที่จานหมูน้ำแดงบนโต๊ะ
"น่าจะนานมากแล้วใช่ไหมคะ?! เฉียวอวี้เคยเล่าให้ฉันฟังว่า ตอนเด็กๆ ร่างกายของเขากำลังเจริญเติบโต เลยต้องการสารอาหารเยอะๆ เขาก็เลยชอบกินพวกเนื้อสัตว์กับหมั่นโถวอะไรทำนองนี้ เพราะมันเป็นอาหารที่กินแล้วอยู่ท้อง"
"แต่พอโตขึ้นมา เขากลับกลายเป็นคนที่ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ไปเลย เขาหันมาชอบกินปลาแทน ชอบกินปลาทุกชนิดเลยล่ะค่ะ เพราะงั้นเรื่องที่เขาไม่ได้กินเนื้อที่พี่คีบให้เมื่อกี้นี้ พี่ก็อย่าเก็บเอาไปใส่ใจเลยนะคะ! เดี๋ยวฉันจะขอโทษแทนเขาเองค่ะ"
ในตอนแรกซูรั่วอวิ๋นก็รู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ ก่อนที่สติของเธอจะกลับคืนมา ลู่ชิงชิงกำลังตั้งใจจะพูดจาเหน็บแนมเธออยู่ชัดๆ! แต่เธอจำได้แม่นเลยนะว่าเฉียวอวี้ชอบกินเนื้อมาตลอด!
ในชาติที่แล้วหลังจากที่แต่งงานกันไป บนโต๊ะอาหารก็มักจะมีเมนูเนื้อสัตว์โผล่มาให้เห็นอยู่เป็นประจำ แถมตอนนั้นเว่ยเป่าจือยังเป็นคนพูดเองกับปากเลยว่าเฉียวอวี้ชอบกินเนื้อมากที่สุด
แล้วแบบนี้เธอจะจำผิดไปได้อย่างไรกัน! ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก! ลู่ชิงชิงคนนี้จะต้องกำลังแต่งเรื่องขึ้นมาพูดพล่อยๆ แน่นอน! ขนาดว่ายังไม่ได้แต่งงานกันแท้ๆ แต่ก็เอาตัวเข้ามานั่งแนบชิดติดกับเฉียวอวี้ขนาดนี้ ไม่กลัวว่าคนอื่นเขาจะเอาไปนินทาหัวเราะเยาะหรืออย่างไร?
"หึหึ ชิงชิง ถ้าเกิดว่าเขาไม่ชอบกินจริงๆ แล้วทำไมกับข้าวอย่างนี้ถึงมาอยู่บนโต๊ะอาหารได้ล่ะคะ?"
"เอ๊ะ? พี่ซูคะ ฉันไม่ค่อยเข้าใจความหมายของพี่เลยค่ะ"
ลู่ชิงชิงเบิกตากว้างพร้อมกับทำหน้าตาตกใจ
"มื้อนี้มีแค่เขาคนเดียวที่กินข้าวหรือไงคะ? นอกจากเขาแล้ว พวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็ชอบกินเนื้อกันทั้งนั้นแหละค่ะ!"
ซูรั่วอวิ๋นอ้าปากเตรียมจะพูดสวนกลับไป แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เธอต้องหยุดชะงักลง เมื่อเห็นว่าเฉียวอวี้กำลังคีบเนื้อปลาไปใส่ในชามของลู่ชิงชิง
ก่อนหน้านี้เธอแอบเห็นเขานั่งเขี่ยก้างปลาออกอยู่นานสองนาน ก็คิดว่าเขาคงจะทำให้ตัวเองกินเสียอีก ใครจะไปคิดล่ะว่าเนื้อปลาที่เขาอุตส่าห์นั่งแกะก้างออกให้อย่างตั้งใจ สุดท้ายแล้วมันจะไปอยู่ในชามของลู่ชิงชิง!
หลังจากที่คีบเนื้อปลาใส่ลงในชามของลู่ชิงชิงแล้ว อันที่จริงเฉียวอวี้อยากจะป้อนมันเข้าปากของเธอด้วยตัวเองเสียด้วยซ้ำ เขาไม่อยากให้ชิงชิงต้องมารู้สึกอารมณ์เสียเพียงเพราะผู้หญิงอย่างซูรั่วอวิ๋น และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เขาไม่อยากให้เธอต้องมาเปลืองน้ำลายทะเลาะกับซูรั่วอวิ๋นเลยสักนิด เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีค่าคู่ควรให้ไปเสียเวลาด้วยเลย
"ชิงชิง อาหารจานเด็ดของแม่ผมก็คือปลาดาบน้ำแดงนี่แหละ ก้างปลาน่ะผมเขี่ยออกให้หมดแล้วนะครับ ลองชิมดูสิ อร่อยมากเลยนะ กินข้าวของคุณไปเถอะครับ อย่าไปทำเรื่องที่มันไร้สาระจนทำให้ต้องมาอารมณ์เสียเลยนะ"
ลู่ชิงชิงพยักหน้ารับเบาๆ
"อืม ฉันรู้ค่ะ ก็แค่มันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็เลยอดไม่ได้ที่จะพูดออกไปสักสองสามประโยคน่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอกครับ ไม่ต้องไปใส่ใจนะ คนบนโลกนี้ไม่ได้ฟังภาษามนุษย์รู้เรื่องกันไปเสียทุกคนหรอกครับ"
ปัง!
ซูรั่วอวิ๋นกระแทกตะเกียบในมือลงบนโต๊ะเสียงดัง
"เฉียวอวี้ ที่พูดแบบนั้นหมายความว่ายังไง?"
"ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ"
เฉียวอวี้ปรายตามองเธอด้วยแววตาที่เย็นชา ราวกับว่ากำลังมองคนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น สำหรับผู้หญิงคนนี้แล้ว ภายในใจของเขาไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ หลงเหลืออยู่อีกเลย ไม่ได้มีความรู้สึกชอบพอ หรือแม้แต่ความรู้สึกเจ็บปวดเสียใจใดๆ จะมีก็แค่ความรู้สึกรำคาญใจที่บางครั้งผู้หญิงคนนี้ก็พยายามจะเข้ามารังแกลู่ชิงชิงของเขา
"ซูรั่วอวิ๋น"
เฉียวอวี้เรียกชื่อเต็มของเธอด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้อารมณ์ใดๆ แอบแฝง
"ถ้าเกิดว่าคุณยังเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวของเรา แล้วแวะมาเยี่ยมเยียนในฐานะแขกคนหนึ่ง ผมก็คงไม่ปฏิเสธหรอกนะ แต่ถ้าเกิดว่าคุณมีความคิดอื่นแอบแฝงอยู่ล่ะก็ ผมขอเตือนให้คุณรีบล้มเลิกความคิดนั้นไปซะเถอะ"
"ไม่ว่าเมื่อก่อนจะเคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง ผมขอใช้โอกาสนี้ขอโทษคุณอย่างจริงจังเลยก็แล้วกัน ขอโทษนะ มันเป็นความผิดของผมเอง เป็นผมเองที่ไม่คู่ควรกับคุณ"
"เรื่องที่มันผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ พวกเราต่างก็ควรจะมีชีวิตใหม่เป็นของตัวเอง บนโลกใบนี้ยังมีผู้ชายดีๆ อยู่อีกตั้งเยอะแยะ สักวันคุณจะต้องได้เจอกับคนที่เขาพร้อมจะดีกับคุณจากใจจริงอย่างแน่นอน"
"ส่วนผมเองก็อยากจะแต่งงานกับชิงชิงจากใจจริง ผมอยากจะใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกับเธอไปจนแก่เฒ่า ถึงแม้ว่าคุณจะไม่อยากแสดงความยินดีกับพวกเรา แต่ผมก็หวังว่าคุณจะเข้าใจนะ คุณจะโกรธเกลียดผมยังไงก็ได้ แต่เรื่องทั้งหมดนี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชิงชิงเลย"
"ต่อไปถ้าไม่มีธุระอะไร คุณก็อย่ามาที่นี่อีกเลย ขืนมีคนเข้าใจผิดขึ้นมา มันจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของคุณเสียเปล่าๆ ผมพูดในสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว ที่เหลือคุณจะจัดการตัวเองยังไงก็สุดแล้วแต่คุณเลยก็แล้วกัน!"
[จบบท]