บทที่ 129 : เดินทางกลับบ้าน
ลู่ชิงชิงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับอารมณ์ให้สงบลง จากนั้นก็ส่งเสียงบอกออกไปตามตรง
"บางทีในอนาคตคุณอาจจะพบว่าฉันไม่ได้ดีอย่างที่คุณคิดเลยก็ได้ค่ะ ไม่ต้องกดดันตัวเองขนาดนั้นหรอกค่ะ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่านะคะ"
ทางด้านเฉียวอวี้ก้มหน้าลงมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาว ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมานั้น ใบหน้าเล็กๆ ที่มีเครื่องหน้าโดดเด่นดูสวยงามเป็นอย่างมาก ส่งผลให้บรรยากาศรอบตัวของเขาดูอ่อนโยนลงกว่าเดิมเยอะเลยทีเดียว
"ชิงชิง ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอกครับ คุณไม่ใช่ ผมก็ไม่ใช่ เราต่างก็ต้องพยายามทำให้ตัวเองสมบูรณ์แบบมากขึ้น ผมอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อคุณนะครับ"
การเปลี่ยนตัวเองเพื่อใครสักคน เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลยในอดีต ถึงแม้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาจะพยายามพัฒนาตัวเองอย่างหนัก แต่นั่นก็เป็นไปเพื่อตัวของเขาเองทั้งนั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ต้องเผชิญกับความล้มเหลวในเรื่องชีวิตคู่ เขาก็คิดแค่ว่าจะตั้งใจทำงานเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และถึงขั้นเตรียมใจที่จะครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิตแล้วด้วย
แต่ลู่ชิงชิงกลับกลายมาเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต ทั้งยังเป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในอนาคต การได้มีโอกาสพบเจอและได้อยู่เคียงข้างเธอ แค่นี้ก็ถือเป็นความเมตตาจากสวรรค์มากแล้ว
"ขอบคุณนะคะ ฉันเข้าใจแล้วค่ะ แล้วฉันก็จะพยายามด้วยเหมือนกัน"
ลู่ชิงชิงแย้มยิ้มสดใสพร้อมกับตอบรับความรู้สึกของอีกฝ่าย ในตอนนี้ผู้ชายตรงหน้าถือเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตของเธอมากๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้เธอจะยังไม่ได้รักเขามากจนถึงขั้นขาดไม่ได้ หรือรักจนแทบจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว แต่เธอก็เชื่อมั่นว่าในอนาคตจะต้องเป็นแบบนั้นได้อย่างแน่นอน
เพราะความสัมพันธ์ทุกรูปแบบล้วนต้องอาศัยเวลาเป็นตัวบ่มเพาะ และคนที่จะสามารถก้าวเดินร่วมทางกันไปจนถึงจุดหมายปลายทางได้ ถึงจะเรียกว่าเป็นความรักที่ยั่งยืน
หลังจากที่ได้เปิดใจพูดคุยกันในครั้งนี้ ข้อสันนิษฐานในใจของเฉียวอวี้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีกระดับ เขาพยายามข่มความรู้สึกภายในใจของตัวเองเอาไว้ พร้อมกับคอยเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าคิดเยอะ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามจังหวะเวลา ถ้าเกิดใจร้อนวู่วามเกินไปจนทำเรื่องผิดพลาดขึ้นมา ถึงตอนนั้นจะมานั่งเสียใจทีหลังก็คงไม่ทันแล้ว
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งถึงวันที่สิบหกเดือนแปด ลู่ชิงชิงรู้สึกเกรงใจจนทนอยู่ต่อไม่ไหว จึงเริ่มจัดการเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน ก่อนจะจากกัน
เว่ยเป่าจือได้มอบเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับเธอหนึ่งชุด ซึ่งเป็นชุดที่คุณแม่ของชายหนุ่มหาเวลาว่างในช่วงสองวันที่ผ่านมาแวะไปสั่งตัดที่ร้านตัดเสื้อมาให้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังให้เงินติดตัวเธอมาอีกสิบหยวนด้วย
สำหรับยุคสมัยนี้ เงินสิบหยวนถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่ใช่น้อยๆ เลยทีเดียว เพราะตามปกติแล้วเวลาใส่ซองช่วยงานทั่วไป ชาวบ้านก็มักจะให้กันแค่ประมาณหนึ่งหยวนหรือแปดเหมาเท่านั้น
ถ้าสนิทกันหน่อยเวลาไปร่วมงานแต่งงานก็อาจจะใส่ซองให้สักหนึ่งหรือสองหยวน ซึ่งแค่นั้นก็ถือว่าเยอะมากแล้ว เพราะค่าครองชีพในยุคนี้มันก็มีอยู่แค่นั้น
เงินสิบหยวนมีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินเดือนครึ่งเดือนของคนงานทั่วไปเลยทีเดียว ซึ่งลู่ชิงชิงก็ไม่ได้อยากจะรับเอาไว้หรอก แต่เธอก็พอจะเข้าใจดีว่ามันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ที่เวลาลูกสะใภ้ซึ่งยังไม่ได้แต่งงานเข้าบ้านอย่างเป็นทางการเดินทางมาเยี่ยมเยียนครอบครัวฝ่ายชายในช่วงเทศกาล ก่อนกลับผู้ใหญ่ก็มักจะมอบเงินรับขวัญให้เป็นธรรมดา
เพียงแต่ว่าตัวเธอไม่อยากได้จริงๆ ตลอดระยะเวลาหลายวันที่มาพักอาศัยอยู่ที่นี่ เธอได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี สมาชิกทุกคนในครอบครัวต่างก็ดีกับเธอมากๆ อย่าว่าแต่เรื่องอื่นเลย แค่ค่ากินค่าอยู่ก็หมดเงินไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ถ้ายังจะหน้าด้านรับเงินจากพวกท่านมาอีก เธอก็คงจะรู้สึกผิดในใจไม่น้อย
ตอนที่เฉียวอวี้มอบเงินจำนวนสองร้อยหยวนให้กับครอบครัวของเธอในตอนแรก เธอก็ตกใจมากพออยู่แล้ว เดาว่าเงินก้อนนั้นน่าจะเป็นเงินเก็บทั้งหมดตั้งแต่เริ่มทำงานมาของชายหนุ่มแน่ๆ
การที่เขายอมทุ่มเทเอาเงินเก็บทั้งหมดออกมาให้แบบนี้ ถือว่าเป็นการลงทุนลงแรงไปมหาศาลเลยจริงๆ
บางทีคำว่าเงินสินสอดหาเมียก็คงจะมีความหมายแบบนี้ล่ะมั้ง
หญิงสาวกับว่าที่แม่สามีผลักไสซองเงินปฏิเสธกันไปมาอยู่นาน ในที่สุดเฉียวอวี้ก็ต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาเพื่อยุติสถานการณ์
"แม่ผมให้ก็รับไว้เถอะครับ ไม่ต้องเกรงใจหรอก"
ลู่ชิงชิงยู่ปากส่งค้อนให้ชายหนุ่มไปหนึ่งที ท่าทางของเธอดูออดอ้อนน่าเอ็นดูเป็นอย่างมาก ก่อนที่เธอจะยอมรับเงินจำนวนนั้นมาไว้ในมือ
"ขอบคุณมากเลยนะคะคุณน้า"
"แบบนี้สิถึงจะเป็นเด็กดี พอกลับไปแล้วก็ฝากสวัสดีคุณพ่อคุณแม่ของแทนน้าด้วยนะ ถ้ามีเวลาว่างก็ชวนพวกท่านเข้ามาเที่ยวในเมืองบ้างล่ะ"
เว่ยเป่าจือรีบกำชับด้วยความเอ็นดู
"ได้เลยค่ะคุณน้า ช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ต้องขอบคุณคุณน้ากับคุณลุง แล้วก็เจ้าสี่กับเมิ่งซีมากๆ เลยนะคะที่ช่วยดูแลฉันเป็นอย่างดี เอาเข้าจริงฉันก็แอบใจหายอยู่เหมือนกันที่ต้องกลับแล้ว"
ลู่ชิงชิงตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงใจ ซึ่งนี่เป็นความรู้สึกจากก้นบึ้งของหัวใจเธอจริงๆ
พอได้ยินแบบนั้น เว่ยเป่าจือก็รู้สึกสะเทือนใจขึ้นมานิดหน่อยเหมือนกัน จากการที่ได้ใช้เวลาคลุกคลีอยู่ด้วยกันมาหลายวัน เธอก็เริ่มรู้สึกรักและเอ็นดูเด็กสาวที่ทั้งฉลาดและรู้ความคนนี้เข้าให้แล้ว อายุของชิงชิงก็ยังน้อย ดูๆ ไปแล้วก็ไม่ได้ต่างอะไรจากลูกสาวของเธอเลย
ตอนที่อยู่บ้านของตัวเอง เด็กคนนี้ก็เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของครอบครัว พอต้องย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของพวกเธอ เธอก็ต้องดูแลเอาใจใส่เด็กคนนี้ให้เหมือนกับเป็นลูกหลานและของล้ำค่าประจำบ้านด้วยเช่นกัน
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เธอรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอสองคนมันพัฒนาไปไกลกว่าคำว่าแม่สามีกับลูกสะใภ้เสียอีก แต่มันเหมือนกับความผูกพันระหว่างแม่กับลูกสาวมากกว่า
และในตอนนี้ที่ใกล้จะถึงเวลาต้องแยกจากกัน ภายในใจของคนเป็นผู้ใหญ่ก็รู้สึกหวงแหนและไม่อยากให้เด็กคนนี้กลับไปเลย
"ชิงชิง น้าเองก็ไม่อยากให้เธอกลับไปเหมือนกัน น้าอยากให้เธอรีบแต่งงานย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันเร็วๆ แล้วสิ"
เมื่อได้ฟังคำพูดนั้น ลู่ชิงชิงก็ถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายจนตอบอะไรไม่ออก
ทางด้านของเว่ยเป่าจือก็คิดว่าเด็กสาวคงจะกำลังเขินอาย จึงไม่คิดจะซักไซ้ให้มากความ
"วันหลังถ้าอยากมาเที่ยวก็มาได้ตลอดเลยนะ ถ้าไม่กล้าเดินทางมาคนเดียว ก็เขียนจดหมายหรือโทรศัพท์มาหาเฉียวอวี้ให้เขาไปรับก็ได้ แล้วเดี๋ยวพอถึงช่วงเทศกาลตรุษจีน เธอต้องมานอนพักที่นี่หลายๆ วันหน่อยนะ เข้าใจไหม?"
"เข้าใจแล้วค่ะคุณน้า งั้นเดี๋ยวฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ ฝากคุณน้าบอกลาเจ้าสี่กับเมิ่งซีแทนฉันด้วยนะคะ เอาไว้ช่วงตรุษจีนฉันจะแวะมาเยี่ยมพวกเขาก็แล้วกันค่ะ"
ถ้าไม่มีธุระจำเป็นอะไร ลู่ชิงชิงก็ไม่อยากจะเดินทางเข้ามาในเมืองสักเท่าไหร่ เพราะคู่รักในยุคสมัยนี้เขาก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น ไม่มีใครมานั่งตัวติดกันหรือตามจีบกันทั้งวันหรอก บางคู่ตั้งแต่เริ่มดูตัวไปจนถึงวันแต่งงาน ได้เจอกันหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้งเองด้วยซ้ำ
แต่ถึงจะพูดแบบนั้น มันก็ยังดีกว่าการคลุมถุงชนในสมัยโบราณตั้งเยอะ อย่างน้อยพวกเขาก็ยังได้มีโอกาสมาดูตัวเพื่อให้เห็นหน้าค่าตากันก่อน ได้มีโอกาสลองพูดคุยทำความรู้จักกัน แถมก่อนแต่งงานก็ยังมีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนใจยกเลิกงานแต่งได้อีกด้วย
เพียงแต่ว่าสิ่งเดียวที่เหมือนกันก็คือ ในยุคสมัยนี้มีคนที่หย่าร้างกันน้อยมาก และถึงแม้จะมีการหย่าร้างเกิดขึ้นจริงๆ คนๆ นั้นก็มักจะถูกชาวบ้านนินทาว่าร้ายอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงก็ตาม และแน่นอนว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องแต่งงานใหม่ คุณสมบัติในการเลือกคู่ก็จะต้องลดระดับลงมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์แบบนี้ ทางโรงเรียนและที่ทำงานหยุดให้แค่วันเดียวเท่านั้น พอรุ่งเช้าของอีกวันเฉียวเมิ่งซีก็ต้องไปโรงเรียน ส่วนเฉียวเฟิ่งซานกับเฉียวซือก็ออกไปทำงานตามปกติแล้ว ตอนนี้ภายในบ้านจึงเหลือเพียงเว่ยเป่าจืออยู่คนเดียว ซึ่งเธอก็ต้องลางานเพื่ออยู่ดูแลความเรียบร้อย
เมื่อเช้านี้พอรู้ว่าลู่ชิงชิงจะเดินทางกลับ เว่ยเป่าจือก็เลยตัดสินใจไม่ไปทำงานที่โรงงาน นานๆ ทีว่าที่ลูกสะใภ้จะเดินทางมาเยี่ยมถึงบ้านทั้งที เธอจะปล่อยให้เด็กสาวเดินทางกลับไปเฉยๆ โดยที่ไม่มีใครคอยเดินไปส่งขึ้นรถได้ยังไงกันล่ะ?
หลังจากที่บอกลากันด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่นาน ในที่สุดเฉียวอวี้ก็รับหน้าที่ถือข้าวของสัมภาระ แล้วเดินนำหน้าลู่ชิงชิงมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ
ซึ่งในวันนี้คนที่ต้องเดินทางกลับไม่ได้มีแค่ลู่ชิงชิงเพียงคนเดียว แต่ยังมีลู่ชิงหวยกับฉือซู่ฉินร่วมขบวนเดินทางไปด้วย
เนื่องจากฉือซู่ฉินตอบตกลงเรื่องงานแต่งงานเรียบร้อยแล้ว ประกอบกับตอนนี้เธอก็ไม่มีที่พักอาศัยเป็นหลักเป็นแหล่ง ลู่ชิงชิงจึงเสนอไอเดียให้หญิงสาวเดินทางกลับไปที่บ้านของพวกเธอด้วยกันก่อน เพื่อจะได้ถือโอกาสแจ้งข่าวดีเรื่องนี้ให้คนในครอบครัวได้รับรู้ไปพร้อมๆ กันเลย
ถึงแม้ว่าลู่ชิงหวยจะต้องแต่งงาน แต่เขาก็ต้องจัดงานมงคลนี้ที่บ้านเกิดของตัวเองอยู่ดี ส่วนเพื่อนร่วมงานในเมือง ก็ค่อยจัดเลี้ยงแยกต่างหากอีกสักสองสามโต๊ะในภายหลังก็ยังไม่สาย
ตอนแรกลู่ชิงชิงก็ไม่ได้อยากให้เฉียวอวี้เดินทางไปส่งถึงที่บ้านหรอก เพราะระหว่างทางก็มีพี่ชายกับว่าที่พี่สะใภ้คอยเป็นเพื่อนร่วมทางอยู่แล้ว เธอสามารถเดินทางกลับเองได้อย่างสบายๆ แต่ฝ่ายชายกลับไม่ยอมตกลง ยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่าจะต้องไปส่งเธอให้ถึงบ้านให้ได้ เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมปล่อยให้เขาทำตามใจตัวเอง
ทั้งสี่คนโดยสารรถไฟเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิด ตลอดการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย กว่าจะเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มจนเกือบจะค่ำแล้ว
พวกเขาไม่ได้โทรศัพท์ไปแจ้งข่าวให้หนิวเคอเหลียนรับรู้ล่วงหน้า แต่โชคดีที่บังเอิญไปเจอรถม้าของชาวบ้านจากหมู่บ้านข้างๆ ที่กำลังจะเดินทางกลับพอดี พวกเขาจึงขอติดรถม้าคันนั้นกลับมาด้วย
ทางด้านของหยางซิ่วอิงนั้น เธอรู้อยู่แล้วว่าวันนี้ลูกสาวน่าจะเดินทางกลับมาถึง เธอจึงเตรียมตัวรอต้อนรับอยู่ที่บ้านตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว
พอตกบ่ายซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีธุระอะไรต้องทำ เธอจึงไปนั่งเล่นอยู่ที่บริเวณหน้าหมู่บ้าน นั่งพูดคุยสัพเพเหระกับบรรดาหญิงชาวบ้านคนอื่นๆ ไปพลาง พร้อมกับคอยชะเง้อคอมองหาลูกสาวที่กำลังจะเดินทางกลับมาไปพลาง
เมื่อมองออกไปไกลๆ ก็เห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมุ่งหน้ามาทางนี้ หยางซิ่วอิงสามารถสังเกตเห็นเฉียวอวี้ได้ตั้งแต่แวบแรกที่มองไป เพราะรูปร่างหน้าตาของเขามันช่างดูโดดเด่นสะดุดตาเหลือเกิน ชายหนุ่มมีรูปร่างสูงโปร่ง ไหล่กว้าง แผ่นหลังเหยียดตรง ดูยังไงก็ไม่ใช่ลักษณะของชาวบ้านที่เติบโตมาในชนบทอย่างแน่นอน
พอเพ่งมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็เห็นว่าลู่ชิงชิงกำลังเดินเคียงข้างอยู่ข้างกายชายหนุ่ม ทั้งสองคนเดินก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ดูจากท่าทางของพวกเขาสองคนแล้ว หลังจากที่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาหลายวัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็น่าจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นมากเลยทีเดียว
และเมื่อกวาดสายตามองไปทางด้านหลัง เธอก็เห็นลู่ชิงหวยลูกชายของตัวเองกำลังเดินตามมาติดๆ แต่ผู้หญิงคนที่เดินอยู่ข้างลูกชายของเธอคนนั้นคือใครกันล่ะ?
เมื่อเห็นแบบนั้น หยางซิ่วอิงก็รีบผุดลุกขึ้นยืนในทันที ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงเข้าไปต้อนรับคนทั้งกลุ่ม
ทันทีที่เดินมาเจอกัน ลู่ชิงชิงก็พุ่งตัวเข้าไปจับมือของหยางซิ่วอิงเอาไว้ด้วยท่าทางออดอ้อนออเซาะ
"แม่คะ หนูกลับมาแล้วค่ะ"
"จ้า กลับมาก็ดีแล้วลูก"
ผู้เป็นแม่เอ่ยตอบรับด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ปากกำลังพูดคุยกับลูกสาว สายตาของหยางซิ่วอิงก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปที่หญิงสาวแปลกหน้าที่ยืนอยู่ด้านหลังอย่างห้ามใจไม่อยู่
ลู่ชิงชิงพอจะเดาความคิดของผู้เป็นแม่ได้ เธอจึงออกแรงดึงแขนของอีกฝ่ายเบาๆ เพื่อให้เดินตามมา
"ไปเถอะค่ะแม่ กลับไปคุยกันที่บ้านดีกว่านะคะ"
เมื่อเดินทางมาถึงบ้าน สมาชิกทุกคนในครอบครัวต่างก็มารวมตัวกันอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา และเมื่อทุกคนเห็นฉือซู่ฉินเดินตามเข้ามาด้วย ต่างก็มองหน้ากันด้วยความสงสัยใคร่รู้
หลังจากที่ทุกคนเดินเข้ามาภายในบ้านและหาที่นั่งกันจนเรียบร้อยแล้ว ลู่ชิงชิงจึงรับหน้าที่เป็นคนแนะนำตัวหญิงสาวผู้มาใหม่ให้ทุกคนได้รู้จัก
"พ่อคะ แม่คะ พี่สาวคนนี้ชื่อฉือซู่ฉินค่ะ เป็นคนรักของพี่รองค่ะ!"
"คนรักเหรอ?!"
คำประกาศนั้นทำเอาทุกคนถึงกับตกตะลึงไปตามๆ กัน โดยเฉพาะลู่กั๋วเฉียงกับหยางซิ่วอิงที่ตกใจมากกว่าใครเพื่อน ก็ก่อนหน้านี้ตอนที่ลูกชายคนรองกลับมาเยี่ยมบ้าน
เขายังไม่ได้ปริปากเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลยสักคำ แล้วจู่ๆ ก็พาผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้มาเปิดตัวว่าเป็นคนรักแบบนี้ มันจะไม่ออกจะกะทันหันเกินไปหน่อยเหรอ?
ลู่ชิงชิงกลัวว่าหยางซิ่วอิงจะตั้งคำถามซักไซ้ไล่เลียงจนทำให้อีกฝ่ายตกใจกลัว เธอจึงรีบพูดขึ้นมาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
"แม่คะ พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราไปทำกับข้าวกันก่อนเถอะค่ะ นี่ก็เย็นมากแล้วด้วย"
[จบบท]