บทที่ 15 : วัตถุประสงค์ของการดูตัว
ลู่ชิงชิงส่งยิ้มบางๆ
"สิ่งที่พ่อคิดมันโชว์หราอยู่บนหน้าหมดแล้วนะ พ่อคะ หนูคิดได้แล้วจริงๆ บนโลกใบนี้คนที่หวังดีกับหนูที่สุดก็คือคนในครอบครัว แล้วหนูจะทิ้งทุกคนไปเพราะผู้ชายคนเดียวได้ยังไงกัน"
สีหน้าตึงเครียดของลู่กั๋วเฉียงค่อยๆ ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
"ลูกคิดแบบนี้ได้ก็ดีแล้วล่ะ วางใจเถอะ ถ้าไปดูแล้วรู้สึกว่าไม่เข้าตา ยังไงพ่อก็จะไปยกเลิกการดูตัวครั้งนี้ให้เอง"
ก่อนหน้านี้ลู่ชิงชิงมีความรู้สึกตงิดใจมาตลอดว่า ภายในการนัดหมายครั้งนี้มันน่าจะมีเรื่องราวอะไรบางอย่างแอบแฝงอยู่ เพียงแต่เธอยังไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไป ทว่าตอนนี้มันน่าจะถึงเวลาอันสมควรแล้ว
"พ่อคะ ทำไมพอพูดถึงเรื่องดูตัวครั้งนี้ทีไร พ่อถึงต้องทำหน้าหนักใจทุกทีเลยล่ะ มันมีข้อตกลงอะไรแอบแฝงอยู่ด้วยใช่ไหมคะ?"
ลู่กั๋วเฉียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"ก็มีนิดหน่อยนั่นแหละ พี่รองลูกเป็นแค่พนักงานชั่วคราวไม่ใช่เหรอ ที่ได้เข้าไปทำงานในโรงงานก็เพราะได้รับคำชมเชยจากเรื่องที่ไปช่วยคนเอาไว้ ภรรยาของผู้อำนวยการโรงงานเป็นแม่สื่อให้การดูตัวครั้งนี้ ความหมายของเธอก็คือถ้าเรื่องนี้ตกลงกันได้สำเร็จ เธอก็จะผลักดันให้พี่รองได้บรรจุเป็นพนักงานประจำไงล่ะ"
ลู่ชิงชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ที่แท้เบื้องลึกเบื้องหลังก็มีเรื่องผลประโยชน์แบบนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนี่เอง
ทว่าเมื่อสังเกตจากท่าทีของลู่กั๋วเฉียงแล้ว ผู้เป็นพ่อไม่น่าจะเป็นคนที่ยอมก้มหัวให้กับเรื่องพรรค์นี้ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนในครอบครัวต่างก็รักและตามใจเธอมาตลอด พวกเขาคงไม่มีทางเอาตัวเธอไปแลกกับหน้าที่การงานเพียงแค่นี้แน่นอน
และก็เป็นไปตามที่เธอคาดคิดเอาไว้
"พวกเราไม่มีทางเอาลูกไปแลกกับอนาคตหน้าที่การงานของพี่รองหรอกนะ ลูกผู้ชายอกสามศอก ขอแค่สู้งานหนักและยอมทนลำบาก จะไปทำกินที่ไหนมันก็ไม่อดตายหรอก เพียงแต่พอลองคิดดูว่าถ้างานดูตัวครั้งนี้มันไม่สำเร็จ งานของพี่รองก็อาจจะหลุดมือไปด้วย พ่อก็เลยแอบรู้สึกเสียดายนิดหน่อยน่ะ"
"ลูกเอ๊ย เรื่องพวกนี้พ่อไม่ควรจะเอามาเล่าให้ฟังเลย ลูกเองก็ต้องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจนะว่า ท้ายที่สุดแล้วคนที่ตัดสินใจก็คือตัวลูกเอง แต่ลูกจะมาปฏิเสธการดูตัวครั้งนี้เพียงเพราะนายหลี่เฉิงหยวนคนนั้นไม่ได้ ต่อให้พ่อจะต้องเลี้ยงดูลูกไปตลอดชีวิต ลูกห้ามไปแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นเด็ดขาด"
"หนูรู้แล้วค่ะ หนูเคยบอกไปแล้วไงว่าจะไม่กลับไปข้องเกี่ยวกับเขาอีก"
เด็กสาวนึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้ตัวเธอจะได้รับรู้ข้อเท็จจริงเรื่องนี้เพิ่มเติม ในยุคสมัยแบบนี้ การได้เกิดมาและมีครอบครัวที่รักและคอยปกป้องคอยเอาใจใส่กันมากขนาดนี้ มันช่างเป็นเรื่องที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขเหลือเกิน
ชาวบ้านส่วนใหญ่ในยุคนี้มักจะมีค่านิยมให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว สำหรับครอบครัวทั่วไปแล้ว เด็กผู้หญิงเป็นเพียงแค่แรงงานเอาไว้ใช้งานภายในบ้าน หรือไม่ก็เป็นเพียงเครื่องมือที่เอาไว้ใช้แลกเปลี่ยนผลประโยชน์เท่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น เงินค่าสินสอดที่ได้จากการแต่งลูกสาวออกเรือนไป ก็จะถูกเก็บรวบรวมเอาไว้เพื่อนำไปใช้เป็นค่าสินสอดทองหมั้นสำหรับให้ลูกชายไปแต่งเมียเข้าบ้าน
หรือไม่ก็บังคับให้ลูกสาวแต่งงานกับผู้ชายที่สามารถมาช่วยแบ่งเบาภาระงานในครอบครัวของตัวเองได้ เรียกได้ว่าเด็กผู้หญิงในสมัยก่อนแทบจะไม่มีสิทธิหรือปากเสียงอะไรในการเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองเลย
แน่นอนว่าเรื่องราวทำนองนี้มันเป็นเพียงแค่ภาพรวมของคนส่วนใหญ่เท่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกครอบครัวจะเป็นแบบนั้นไปเสียหมด ยังมีอีกหลายครอบครัวที่มีมุมมองต่อเด็กผู้หญิงด้วยทัศนคติแบบเรียบง่าย
พวกเขามองว่าเด็กผู้หญิงพอโตขึ้นก็ต้องแต่งงานออกไปเป็นคนของบ้านอื่นอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องไปทุ่มเทหรือให้ความใส่ใจอะไรมากมายนัก
จดหมายฉบับนี้ถูกส่งออกมาหลายวันแล้ว คาดว่าตั้งแต่ตอนที่หย่อนจดหมายลงตู้ ทางฝั่งนั้นก็น่าจะคำนวณวันและเวลาออกเดินทางเอาไว้ล่วงหน้าอย่างดิบดีแล้ว ดังนั้นเมื่อลองนับนิ้วคำนวณดูให้ดี พวกเขาก็น่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ในวันมะรืนอย่างแน่นอน
"พ่อคะ แล้วพวกพี่รองจะเดินทางกันมายังไงเหรอคะ?"
ลู่ชิงชิงยังไม่ค่อยคุ้นชินกับระบบการคมนาคมและยานพาหนะในยุคสมัยนี้สักเท่าไรนัก ประกอบกับตัวเธอเองก็ยังไม่ได้เปิดอ่านเนื้อหาในจดหมายฉบับนั้นเลยด้วย
"ปกติตอนที่พี่รองเดินทางกลับบ้านเขาก็มักจะนั่งรถไฟมา คาดว่าครั้งนี้ก็น่าจะใช้บริการรถไฟเหมือนเดิมนั่นแหละ ช่วงนี้เพิ่งจะผ่านพ้นช่วงฝนตกหนักมา ถนนหนทางค่อนข้างจะเละเทะและสัญจรลำบาก นั่งรถไฟน่าจะสะดวกสบายที่สุดแล้ว พอไปถึงสถานีรถไฟ พวกเขาก็ค่อยหารถต่อเข้ามาที่บ้านเราอีกที"
"อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ"
หญิงสาวพอจะคุ้นเคยกับตำแหน่งของสถานีรถไฟอยู่บ้าง มันตั้งอยู่ในตัวอำเภอซึ่งมีระยะทางห่างจากหมู่บ้านของพวกเธอไม่ไกลมากนัก หากหานั่งรถแทรกเตอร์หรือรถรับจ้างทั่วๆ ไปเพื่อเดินทางต่อ ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็น่าจะถึงบ้านแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน แต่พอหวนนึกถึงเรื่องที่ตัวเองกำลังจะต้องไปเข้าร่วมการดูตัว ภายในใจของลู่ชิงชิงก็แอบรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อย เธอไม่เคยผ่านประสบการณ์อะไรทำนองนี้มาก่อนเลยในชีวิต มันจึงเป็นความรู้สึกที่แสนจะแปลกใหม่สำหรับเธอมากๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่าขั้นตอนของการดูตัวในยุคนี้มันเป็นยังไงบ้างนะ มันคือการเอาคนแปลกหน้าสองคนที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อนมานั่งจับเข่าคุยกันเฉยๆ อย่างนั้นเหรอ?
ในยุคนี้มันยังไม่มีร้านกาแฟสวยๆ ให้ไปนั่งชิลเสียด้วยสิ จะออกไปเดินเล่นช็อปปิ้ง กินข้าว หรือเดินทอดน่องตามริมถนนก็ไม่ได้ ยิ่งโรงภาพยนตร์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย มันช่างเป็นยุคสมัยที่แห้งแล้งและน่าเบื่อหน่ายอะไรขนาดนี้
เดี๋ยวก่อน ลู่ชิงชิงเริ่มจะรู้ตัวแล้วว่าเธอกำลังคิดฟุ้งซ่านเตลิดเปิดเปิงไปไกลจนเกินเหตุแล้ว
ลู่ชิงหวยเป็นพี่ชายแท้ๆ ที่คลานตามกันมา คนที่เขายอมออกหน้าแนะนำให้มารู้จักก็คงจะต้องเป็นผู้ชายที่ดูพึ่งพาได้และมีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง คาดว่าคงจะมีบุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่และพึ่งพาได้
ทว่าเธอกลับไม่ได้มีความรู้สึกพิศวาสผู้ชายสไตล์รุ่นลุงที่ดูเคร่งขรึมสักเท่าไรเลยนี่สิ แต่ก็ช่างมันเถอะ ยังไงเสียการดูตัวครั้งนี้มันก็เป็นเพียงแค่แผนการถ่วงเวลาไปก่อน เธอไม่จำเป็นต้องไปเก็บเอารายละเอียดพวกนั้นมาใส่ใจให้ปวดหัวหรอก
ณ เมืองหลวงของมณฑล
"แม่ แม่พูดว่ายังไงนะครับ?!"
บนโต๊ะอาหารมื้อค่ำ จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังลั่นแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
"แกจะโวยวายเสียงดังไปทำไมเนี่ย?"
เว่ยเป่าจือค่อยๆ วางชามข้าวและตะเกียบในมือลงบนโต๊ะอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลูกชายคนที่สองของตัวเอง
"อายุอานามของแกก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ การจะแต่งงานมีครอบครัวมันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ? จะมาทำท่าทางตกอกตกใจอะไรขนาดนั้น "
สีหน้าของเฉียวอวี้ดูย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
"แม่ก็รู้สถานการณ์ของผมดีไม่ใช่เหรอครับ ตอนนี้คนเขาลือกันให้แซดว่าผมมีดวงกินเมีย ใครหน้าไหนก็ไม่อยากจะเสี่ยงเอาชีวิตมาทิ้งด้วยการแต่งงานกับผมทั้งนั้นแหละ”
“ผมเองก็ไม่อยากจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ลูกสาวบ้านไหนเหมือนกัน แม่อย่ามามัวเสียเวลาวุ่นวายกับเรื่องนี้เลย ผมใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวแบบนี้มันก็ดีอยู่แล้ว สบายใจดีออก ไม่มีใครมาคอยบ่นคอยจู้จี้ด้วย"
พอได้ยินลูกชายพูดจาตัดพ้อถึงเรื่องนี้ ภายในใจของเว่ยเป่าจือก็พลันรู้สึกอึดอัดและเจ็บปวดขึ้นมา
"คนอื่นเขาปั้นน้ำเป็นตัวพูดจาส่งเดชไปเรื่อย แล้วแกยังจะไปบ้าจี้พูดเหลวไหลตามพวกนั้นอีกเหรอ?”
“ยุคสมัยนี้เขารณรงค์ให้ทำลายล้างความเชื่อเก่าๆ ทิ้งไปตั้งนานแล้วนะ เขาไม่มานั่งเชื่อเรื่องงมงายไร้สาระพวกนั้นกันหรอก ดวงกินเมียอะไรกันไร้สาระ มันก็แค่เป็นจังหวะบังเอิญที่พวกเธอมีเคราะห์จนต้องมาเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นพอดีก็เท่านั้นเอง"
เฉียวอวี้ได้แต่ก้มหน้านิ่ง เขาไม่ได้เอ่ยปากตอบโต้อะไรกลับไป
"แม่รู้นะว่าเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ เสี่ยวอวิ๋นถึงกับยอมทำเรื่องเสี่ยงอันตรายจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะไม่อยากจะแต่งงานกับแก ภายในใจของแกก็คงจะรู้สึกย่ำแย่และรู้สึกผิดมาก แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ใช่ความผิดของแกเลยสักนิด จะให้แม่ทนมองดูแกใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไปจนแก่เฒ่าได้ยังไงกัน"
"แม่"
เฉียวอวี้ยกมือขึ้นมานวดคลึงบริเวณขมับของตัวเองเพื่อหวังจะบรรเทาความปวดร้าว
"ในบรรดาคนรู้จักของเราตอนนี้ มันยังจะเหลือใครที่กล้าเอาชีวิตมาทิ้งด้วยการแต่งงานกับผมอีกเหรอครับ แล้วคราวนี้แม่ไปทาบทามลูกสาวบ้านไหนมาอีกล่ะเนี่ย ทำไมแม่ถึงไม่ยอมปริปากบอกเรื่องสำคัญแบบนี้ให้ผมรู้ล่วงหน้าบ้างเลย เล่นแอบไปซื้อตั๋วรถไฟมาเสร็จสรรพแล้วค่อยมาบอกกันแบบมัดมือชกแบบนี้ แม่นี่มัน…!"
เมื่อบทสนทนาบนโต๊ะอาหารเริ่มจะตึงเครียด เฉียวเฟิ่งซานก็พลอยกินข้าวไม่ลงตามไปด้วย
"พอได้แล้ว แม่เขาพูดถูกแล้วล่ะ แกยังหนุ่มยังแน่น จะมาปล่อยให้ตัวเองต้องทนอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตได้ยังไงกัน”
“เอาเป็นว่าในเมื่อเรื่องราวมันเดินมาจนถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าแกดื้อดึงไม่ยอมเดินทางไปดูตัวสักรอบ มันก็คงจะเป็นการหักหน้าและเสียมารยาทกับฝ่ายหญิงเขามากจนเกินไป พรุ่งนี้แกก็จัดกระเป๋าแล้วเดินทางไปพร้อมกับแม่เขาก็แล้วกัน"
เว่ยเป่าจือรีบฉวยโอกาสที่สามีช่วยพูดสนับสนุน รีบเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมลูกชายต่อทันที
"ใช่แล้วล่ะ คนที่แม่ไปทาบทามมาก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนหรอก น้าซูเขาอุตส่าห์เป็นธุระจัดการทำหน้าที่แม่สื่อให้เลยนะ รับประกันได้เลยว่าต้องเป็นผู้หญิงที่มาจากครอบครัวที่ดีแน่นอน"
"น้าซูเป็นแม่สื่อให้งั้นเหรอครับ? ถ้าอย่างนั้นผมก็ยิ่งไม่อยากไปเข้าไปใหญ่เลย"
เฉียวอวี้ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หมดอารมณ์จะกินข้าวต่อแล้ว
เว่ยเป่าจือแทบจะยกมือขึ้นมาตบปากตัวเอง เธอรู้ตัวดีว่าเผลอพูดจาไม่เข้าหูลูกชายเข้าให้แล้ว แต่มาถึงขั้นนี้มันก็คงจะกลับตัวไม่ทันแล้วเหมือนกัน
"เรื่องที่เสี่ยวอวิ๋นปฏิเสธการแต่งงาน แม่ของเธอก็รู้สึกผิดและละอายใจต่อแกมาก เขาก็เลยอุตส่าห์ช่วยเป็นหูเป็นตาตามหาผู้หญิงที่เหมาะสมให้แกเป็นกรณีพิเศษ ถือซะว่าพรุ่งนี้แกแค่เดินทางไปดูหน้าค่าตากันหน่อยก็พอ ถ้าไปเห็นหน้าแล้วไม่ถูกใจก็ค่อยว่ากันใหม่ ตกลงไหม?"
เมื่อนึกถึงว่าพ่อกับแม่ที่อายุอานามก็ปูนนี้แล้ว แต่กลับยังต้องมาคอยวิ่งเต้นเหน็ดเหนื่อยจัดการเรื่องราววุ่นวายของเขาอีก เฉียวอวี้ก็รู้สึกละอายใจจนไม่อาจจะใจแข็งปฏิเสธได้ลงคอ
"ก็ได้ครับ แต่ขอตกลงกันก่อนนะว่าเรื่องของผม ผมจะต้องเป็นคนตัดสินใจเอง ถ้าผมดูแล้วรู้สึกไม่ชอบ แม่ก็ห้ามมาเซ้าซี้บังคับผมเด็ดขาดเลยนะ"
"วางใจเถอะน่า เรื่องนี้แม่จะยอมตามใจแกทุกอย่างเลย ดีไหมล่ะ?"
เมื่อเห็นว่าลูกชายยอมอ่อนข้อให้แล้ว ภูเขาที่ทับอกของเว่ยเป่าจืออยู่ก็ค่อยๆ สลายหายไป
อารมณ์ขุ่นมัวของเฉียวอวี้เริ่มจะสงบลงบ้างแล้ว ช่างมันเถอะ อย่างมากก็แค่เสียเวลาเดินทางไปสักรอบ พอเจอหน้าก็แค่หาข้ออ้างบอกไปว่าไม่ถูกใจก็สิ้นเรื่อง ขอแค่มันสามารถรักษาหน้าตาของทั้งสองฝ่ายเอาไว้ได้ก็พอแล้ว
หรือถ้ากลัวว่ามันจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของฝ่ายหญิงล่ะก็ เขาอาจจะยอมลงทุนทำตัวแย่ๆ ให้น่าเกลียดสักหน่อย เพื่อบีบให้ฝ่ายหญิงเป็นคนเอ่ยปากปฏิเสธเขาเองก็ยังได้ สรุปง่ายๆ ก็คือ ยังไงเสียการนัดดูตัวในครั้งนี้จะต้องไม่มีทางสำเร็จเด็ดขาด
"ว่าแต่แม่ครับ เจ้าสี่หายไปไหนล่ะ?"
หลังจากดึงสติกลับมาจากความคิดของตัวเอง เฉียวอวี้ก็เอ่ยถามหาน้องชาย
เว่ยเป่าจือส่ายหน้าไปมาด้วยความเอือมระอา
"ใครจะไปรู้ล่ะว่าป่านนี้แอบหนีออกไปเที่ยวเล่นซนที่ไหนอีก ในบรรดาลูกๆ ทั้งหมดนี่นะ ก็เห็นจะมีแค่น้องสาวแกคนเดียวนี่แหละที่ทำตัวดีจนแม่ไม่ต้องคอยมานั่งปวดหัวตามเช็ดตามล้าง"
เฉียวเฟิ่งซานเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
"แม่หนูคนนั้นเป็นเด็กชนบทเหรอ?"
"ก็ใช่น่ะสิ นี่คุณรังเกียจเด็กชนบทเหรอ?"
เว่ยเป่าจือหันไปมองค้อนสามีตัวดีของตัวเองวงใหญ่
"จะบ้าเหรอ ผมก็แค่ถามไถ่เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์เอาไว้ก่อนก็เท่านั้นเอง"
เฉียวเฟิ่งซานหัวเราะร่วนออกมา
"ถ้าลองมองย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ใครบ้างล่ะที่ไม่ใช่คนบ้านนอกคอกนา ผมไม่ได้เป็นคนตื้นเขินขนาดนั้นสักหน่อย การจะมองคนให้ออกน่ะ นิสัยใจคอต่างหากล่ะคือสิ่งที่สำคัญที่สุด"
เว่ยเป่าจือแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ
"พูดแบบนี้ค่อยน่าฟังขึ้นมาหน่อย จะว่าไปแล้วเด็กคนนี้ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนหรอก ในโรงงานของพวกคุณมีพนักงานหนุ่มคนหนึ่งที่ขยันขันแข็งและมีผลงานโดดเด่นมาก เขาชื่อว่าลู่ชิงหวย พวกคุณพ่อลูกน่าจะรู้จักเขาดีใช่ไหมล่ะ?"
"รู้จักครับ"
เฉียวอวี้ตอบรับกลับไปทันที ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลู่ชิงหวยนับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดีทีเดียว แถมช่วงเวลาปกติพวกเขาก็มักจะเดินสวนกันในโรงงานอยู่บ่อยๆ ด้วย
ท่าทางของเว่ยเป่าจือดูมีชีวิตชีวาและกระตือรือร้นขึ้นมาทันตาเห็น
"แม่หนูคนนั้นก็คือน้องสาวแท้ๆ คลานตามกันมาของลู่ชิงหวยนั่นแหละ เขาเล่าลือกันว่าหน้าตาสะสวยน่ารักน่าชังมากเลยนะ! ถ้าแม่หนูคนนี้มีรูปร่างหน้าตาที่สะสวยโดดเด่นสู้เสี่ยวอวิ๋นได้ก็ยิ่งดี แม่ล่ะอยากจะรอดูจริงๆ ว่าพอถึงเวลานั้น น้าซูจะทำหน้ายังไง"
[จบบท]