บทที่ 150 : งานมงคล
จ้าวหลานเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหา เอื้อมมือมาจับมือของลู่ชิงชิงเอาไว้ด้วยท่าทีสนิทสนม
"ชิงชิง วันนี้เธอสมควรมานั่งตรงนี้ที่สุดเลยนะ เรื่องอื่นพี่จะไม่พูดถึงแล้วกัน พี่รู้ว่าเธอไม่อยากป่าวประกาศให้ใครรู้ แต่เธอมานั่งตรงนี้เถอะ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงรู้สึกผิดแย่เลย"
ทางด้านหนิวเคอเหลียนก็รีบพยักหน้าสมทบ
"ใช่ๆ วันนี้เป็นวันมงคลของพวกเราทั้งสองคน เธอคงไม่อยากเห็นพวกเราไม่มีความสุขใช่ไหม?"
เมื่อโดนหว่านล้อมหนักเข้า ลู่ชิงชิงก็จนปัญญาที่จะปฏิเสธ
"ถ้าอย่างนั้น...ก็ได้ค่ะ"
ความจริงแล้วหากเป็นไปได้ ลู่ชิงชิงไม่อยากทำตัวโดดเด่นสะดุดตาใครนัก แต่คิดว่าวันนี้คงไม่เป็นที่จับตามองเท่าไร เพราะที่ผ่านมาเธอก็ช่วยงานมาตลอด ประกอบกับครอบครัวของเธอและครอบครัวตระกูลหนิวก็ไปมาหาสู่กันดี ยิ่งเธอขลุกตัวอยู่ที่นี่มาตั้งแต่แรก ชาวบ้านคนอื่นคงไม่คิดอะไรลึกซึ้งหรอก
ต่อให้มีใครแอบคิดอกุศล ตราบใดที่เธอไม่ปริปากยอมรับ มันจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นได้ อีกอย่างเธอแค่ไม่อยากทำตัวเด่น ไม่ได้แปลว่าหวาดกลัวใคร
ถึงหลิวฉางซุ่นจะรู้ความจริงว่าคนที่คอยชักใยเป็นแม่สื่อให้หนิวเคอเหลียนกับจ้าวหลานคือเธอ แล้วหมอนั่นจะทำอะไรเธอได้
ขนาดคนตัวใหญ่บ้าพลังอย่างซุนหย่งเธอยังไม่เกรงกลัว นับประสาอะไรกับหลิวฉางซุ่นที่เก่งแต่เรื่องลักกินขโมยกินลับหลังคนอื่น จะไปกลัวคนแบบนั้นทำไม
ส่วนตื้นลึกหนาบางของเรื่องราว ตัวต้นเรื่องทั้งสองฝ่ายรวมถึงคนในครอบครัวย่อมรู้อยู่แก่ใจดีที่สุด
พอหย่อนก้นนั่งลง หูฟางซึ่งเป็นแม่ของจ้าวหลานก็รีบขยับตัวเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงเบา
"ชิงชิง เรื่องของหลานจื่อ น้าต้องขอบใจเธอมากจริงๆ นะ ถ้าไม่ได้เธอช่วยไว้ ป่านนี้ชีวิตของพี่เขาคงหาไม่แล้ว เธอคือผู้มีพระคุณของครอบครัวเราเลยนะ!"
ได้ยินแบบนั้น หญิงสาวจึงยิ้มรับ
"คุณน้าคะ น้าพูดเกินไปแล้วค่ะ ฉันบังเอิญไปเจอพอดี จะเห็นคนกำลังจะตายแล้วไม่ช่วยได้ยังไงคะ อีกอย่างก็ถือว่าพี่หลานจื่อดวงดีด้วย คุณน้าว่าไหมคะ?"
หูฟางพยักหน้ารับ ยิ้มกว้าง
"ใช่เลย หลานจื่อดวงดีมากจริงๆ น้าดูออกนะว่าหนิวจื่อจริงใจกับพี่เขา พอเห็นแบบนี้น้าก็วางใจ น้าขอพูดความจริงกับเธอตรงๆ เลยนะ ตอนที่หลานจื่อยังไม่เลิกกับหลิวฉางซุ่น น้าแอบกังวลเรื่องนี้มาตลอดเลย”
“เธอก็รู้ใช่ไหมว่าหลานจื่อยังไม่มีลูก มีบ้านไหนบ้างที่ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ตอนนั้นน้าเห็นหลิวฉางซุ่นชอบกลอกตาไปมาดูมีพิรุธ ดูยังไงก็รู้ว่าไม่ได้หวังดีแน่ๆ"
ลู่ชิงชิงฟังแล้วก็เออออไปตามน้ำ
"คุณน้าดูคนแม่นมากเลยค่ะ แต่ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้นแล้ว คุณน้าไม่ต้องกังวลแล้วนะคะ พี่หนิวจื่อเขาไม่เก็บเรื่องพวกนี้มาคิดเล็กคิดน้อยหรอก ชีวิตคู่ของพวกเขาต้องดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนค่ะ"
คนเป็นแม่ได้ยินคำมงคลก็ยิ้มเบิกบาน
"ใช่ไหมล่ะ ถึงได้บอกไงว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะบารมีของเธอแท้ๆ เลย!"
ภายนอกลู่ชิงชิงเพียงส่งยิ้มบางๆ ตอบรับ ทว่าภายในใจกลับไม่ได้คล้อยตามเลยแม้แต่น้อย แน่นอนว่าหากจ้าวหลานกับหนิวเคอเหลียนครองรักกันราบรื่นไปตลอดรอดฝั่ง เธอในฐานะแม่สื่อย่อมได้รับความซาบซึ้งใจจากทั้งสองครอบครัว
แต่ในทางกลับกัน หากวันใดวันหนึ่งความสัมพันธ์ของทั้งคู่เกิดพลิกผันหรือเลวร้ายลง แม่สื่ออย่างเธอก็คงกลายเป็นที่รังเกียจ แล้วสถานะผู้มีพระคุณที่ยกย่องกันนักหนาก็คงสูญสลายกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ
สันดานมนุษย์ก็เป็นเรื่องจริงที่โหดร้ายแบบนี้ พอถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ทุกคนมักจะหาทางปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวเสมอ โดยไม่มีใครจำเลยว่าคนที่ตัดสินใจเลือกทางเดินในตอนแรกก็คือตัวเอง ไม่ใช่คนที่คอยให้คำแนะนำสักหน่อย
ดังนั้นคำพะเน้าพะนอของหูฟาง เธอจึงทำเพียงฟังหูไว้หูปล่อยผ่านไป ชีวิตคนอื่นเธอคงยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ ขอแค่ตัวเธอทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจก็พอแล้ว
งานแต่งงานดำเนินไปอย่างราบรื่น ในช่วงจัดเลี้ยงอาหาร หยางซิ่วอิงบังเอิญพบกับกู่อวี่เข้าพอดี เมื่อสะใภ้ทั้งสองต้องมาร่วมนั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทักทายกันตามประสา
ฝ่ายน้องสะใภ้อย่างกู่อวี่เริ่มเปิดประเด็นขึ้นก่อน
"พี่สะใภ้รอง ทำไมชิงชิงถึงไปนั่งตรงนั้นได้ล่ะ ไปนั่งเป็นเพื่อนฝั่งญาติเจ้าสาวเหรอ?"
หยางซิ่วอิงรู้ไส้รู้พุงน้องสะใภ้คนนี้ดีว่าหล่อนเป็นคนช่างพูดแถมยังชอบทำตัวเสแสร้ง ลึกๆ เธอไม่อยากจะเสวนาด้วยเท่าไร แต่เมื่อเจอหน้ากันจังๆ จะแกล้งทำเป็นใบ้ไม่ตอบก็คงดูไม่งาม จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
"อืม ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน สงสัยชิงชิงกับหลานจื่อคงสนิทกันมากมั้ง?"
กู่อวี่เดาะลิ้นเบาๆ ก่อนจะถามเรื่องที่ไปได้ยินมา
"จุ๊ๆ ฉันได้ยินมาว่าเรื่องของหนิวเคอเหลียนกับจ้าวหลาน ชิงชิงบ้านพี่เป็นคนจับคู่ให้เหรอ?"
หยางซิ่วอิงได้ยินก็รีบปฏิเสธเสียงแข็ง
"จะมีเรื่องแบบนั้นได้ยังไง เธอไปฟังใครพูดจาเหลวไหลมาเนี่ย ชิงชิงยังเป็นแค่เด็กสาวธรรมดา จะไปยุ่งจัดการเรื่องพวกนี้ได้ยังไงกัน!"
อันที่จริงเหตุการณ์ที่หนิวเคอเหลียนและจ้าวหลานตัดสินใจกระโดดน้ำฆ่าตัวตายในวันนั้น มีชาวบ้านรู้เพียงหยิบมือเท่านั้น สาเหตุก็เพราะเวลาเดียวกันนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างพากันไปรวมตัวมุงดูเรื่องสนุกที่บ้านหลิวฉางซุ่นกันหมด ทุกคนมุ่งความสนใจไปที่ฉากเด็ดว่าจ้าวชิงจะสั่งสอนอดีตน้องเขยคนนี้ยังไง
ดังนั้นเรื่องราวที่กู่อวี่รู้มา จึงเป็นเพียงแค่คำนินทาป้องปากที่หลุดรอดมาจากป้าอู๋เท่านั้น
แต่ในเมื่อข่าวลือมันแพร่สะพัดออกไปแล้ว ก็ยากที่จะห้ามไม่ให้คนเชื่อ กู่อวี่เองก็ปักใจเชื่อเรื่องนี้สนิทใจ เธอทำหน้าจริงจังแล้วพูดต่อ
"เลิกปิดบังเถอะพี่สะใภ้ ไม่ต้องมาแก้ตัวเลย เรื่องมันก็เป็นแบบนั้นแหละ พูดก็พูดเถอะ สิ่งที่ชิงชิงทำมันก็ถือเป็นเรื่องดีนะ แต่หลิวฉางซุ่นเป็นพวกใจแคบ หมอนั่นคงไม่พาลมาหาเรื่องพวกเราทีหลังใช่ไหม?"
สีหน้าของหยางซิ่วอิงเย็นชาขึ้นมาทันที
"ถึงหมอนั่นจะมาหาเรื่อง ก็คงไม่ลามไปถึงบ้านเธอหรอก เรื่องนี้เธอวางใจได้เลย"
แต่กู่อวี่ยังคงไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ ร้องโวยวายเบาๆ
"โธ่ พี่สะใภ้ พี่พูดแบบนี้ได้ยังไง ฉันเป็นอาของชิงชิงนะ ถ้าเป็นสมัยก่อนตอนขึ้นศาลไต่สวน พวกเราก็ต้องโดนร่างแหรับโทษไปด้วยกันอยู่ดี!"
เมื่อเห็นว่าหยางซิ่วอิงแสดงท่าทีไม่อยากเสวนาด้วย กู่อวี่ก็ไม่ได้สะทกสะท้าน ยังคงพ่นคำพูดต่ออย่างไม่ลดละ
"ชิงชิงก็หลานฉันเหมือนกันนะ เรื่องนี้ฉันไม่ได้เอาไปพูดกับคนนอกสักหน่อย ฉันก็แค่อยากถามพี่ดู ทำไมพี่ถึงต้องทำท่าทางไม่พอใจใส่ฉันด้วยล่ะ?"
ความอดทนของหยางซิ่วอิงขาดสะบั้น เธอไม่คิดจะรักษามารยาทอีกต่อไป สวนกลับเสียงขุ่น
"กู่อวี่ เธอเลิกพูดจาปั้นน้ำเป็นตัวได้แล้ว ตอนแรกที่เธอรู้ข่าวลือเรื่องของเฉียวอวี้ ทำไมเธอถึงไม่รีบมาบอกฉันเป็นคนแรกล่ะ? กว่าเธอจะยอมปริปากบอก เรื่องมันก็ตกลงกันเสร็จสรรพไปหมดแล้ว ป่านนี้ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้วมั้ง?"
กู่อวี่แสร้งทำตาโตตกใจ โอดครวญแก้ตัวพัลวัน
"อ้าว พี่สะใภ้ ที่แท้พี่ก็เก็บเรื่องนี้มาโกรธฉันนี่เอง พี่ปรักปรำฉันเกินไปแล้วนะ ฉันก็นึกว่าพี่กับพี่รองรู้เรื่องนี้ตั้งนานแล้วเสียอีก ใครจะไปคิดล่ะว่าพวกพี่จะไม่รู้เรื่องอะไรเลย ถ้าฉันไม่ยอมพูดออกมา เกรงว่าจนถึงป่านนี้พี่คงยังถูกปิดหูปิดตาอยู่นั่นแหละ"
คำพูดแทงใจดำของน้องสะใภ้ทำเอาหยางซิ่วอิงถึงกับสะอึก ลึกๆ แล้วเธอยังคงหนักใจและว้าวุ่นกับเรื่องนี้อยู่ไม่คลาย
หากย้อนเวลากลับไปได้ ถ้ารู้เรื่องข่าวลือของเฉียวอวี้ตั้งแต่แรก พวกเขาก็คงกีดกันไม่ให้ทั้งสองคนมีโอกาสพบหน้ากัน และคงไม่มีเรื่องราววุ่นวายตามมาจนถึงตอนนี้แน่นอน
ถึงแม้ในใจลึกๆ เธอจะค่อนข้างพอใจในตัวว่าที่ลูกเขยคนนี้อยู่ไม่น้อย ทว่าเรื่องข่าวดวงกินเมียของเขาก็ยังเป็นเสี้ยนหนามทิ่มแทงกวนใจเธอเสมอ
ต่อให้ในอนาคตลู่ชิงชิงแต่งงานออกเรือนไปแล้วแคล้วคลาดปลอดภัยไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เธอก็อดที่จะกังวลไม่ได้อยู่ดี ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่าดวงกินเมียจะส่งผลเฉพาะกับคู่หมั้นที่ยังไม่ได้แต่งงานเท่านั้น ในเมื่อที่ผ่านมาเฉียวอวี้เองก็ยังไม่เคยเข้าพิธีแต่งงานกับใครเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักครั้ง
พอนึกย้อนไปถึงวันก่อนที่เธอตั้งใจจะให้ชายตาบอดช่วยทำนายดวงชะตาของลู่ชิงชิง แต่กลับไม่ได้ความกระจ่างอะไรกลับมาเลย หยางซิ่วอิงก็ยิ่งกระวนกระวายใจ เมื่อดูจากท่าทางของชายตาบอดคนนั้น เขาคงมีเรื่องที่อยากพูดแต่ยังไม่ได้พูดออกมาแน่ๆ ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้การ วันหลังเธอต้องหาเวลาไปหาเขาด้วยตัวเองเพื่อเค้นถามความจริงให้กระจ่างจงได้
เมื่อเห็นพี่สะใภ้รองเอาแต่เงียบ กู่อวี่ก็ยิ่งได้ใจ เชิดหน้าขึ้นพูดจาถากถางต่อ
"ฉันพูดถูกใช่ไหมล่ะ? ความจริงพี่สะใภ้ก็อย่าโลภมากไปหน่อยเลย ชิงชิงบ้านพี่น่ะ ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะซ้ำเติมหรอกนะ แต่ถ้าวีรกรรมที่เธอทำหลุดรอดออกไป ต่อให้หาทั่วทั้งแปดหมู่บ้านสิบลี้ ก็คงไม่มีผู้ชายหน้าไหนกล้าเอาไปทำเมียหรอก!"
พอได้ยินคนวิจารณ์ลูกสาวในแง่ลบ หยางซิ่วอิงก็ของขึ้น
"ลูกฉันไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อน?!"
กู่อวี่ยังคงลอยหน้าลอยตาตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน
"ไปทำอะไรมาพวกพี่จะไม่รู้ได้ยังไง? การที่เธอไปคบหาดูใจกับปัญญาชนคนนั้น ก็ถือว่าใจกล้าหน้าด้านมากพอแล้วนะ แถมตอนหลังยังไปกระโดดน้ำตายอีก ถ้าไม่ได้ดวงแข็งป่านนี้คงจมน้ำตายกลายเป็นผีเฝ้าคลองไปแล้ว ถึงตอนนั้นพวกพี่คงได้อับอายขายขี้หน้าชาวบ้านมากกว่านี้อีกมั้ง?!"
หยางซิ่วอิงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ตอกกลับเสียงกร้าว
"เธออย่ามาพูดจาพล่อยๆ นะ ชิงชิงบ้านเราไม่เคยไปคบหาดูใจกับใครทั้งนั้น!"
กู่อวี่แสร้งถอนหายใจ ยกมือขึ้นโบกไปมาปัดรำคาญ
"เอาล่ะๆ ถือซะว่าฉันพูดจาเหลวไหลก็แล้วกัน ฉันก็แค่หวังดีนะ พี่สะใภ้ ฉันล่ะเห็นใจพี่จริงๆ บ้านพี่มีลูกสาวตั้งสองคน แต่ไม่มีใครทำให้พี่สบายใจได้เลยสักคนเดียว ฉันได้ยินมาว่าเมื่อหลายวันก่อนพี่เพิ่งถูกซุนหย่งลงไม้ลงมือใส่ไม่ใช่เหรอ?"
หยางซิ่วอิงตวัดสายตามองน้องสะใภ้ด้วยแววตาเหยียดหยัน
"ฉันก็นึกว่าเธอจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยซะอีก"
เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างครอบครัวเธอกับซุนหย่ง ในเวลาต่อมาก็กลายเป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้าน แม้กระทั่งหัวหน้าทีมผลิตหน่วยใหญ่ยังต้องสละเวลามาเยี่ยมเยียนไต่ถามความเป็นอยู่ แถมยังถามด้วยความสงสัยว่าทำไมตอนนั้นพวกเธอถึงไม่ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านละแวกนั้น
ทว่าในความเป็นจริง สถานการณ์ตอนนั้นมันเกิดขึ้นกะทันหันจนตั้งรับไม่ทัน พวกเธอจึงไม่มีจังหวะผละตัวออกไปตะโกนเรียกใครเลย หากเป็นไปได้ คนในครอบครัวก็แทบอยากจะเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยกันรุมประชาทัณฑ์หมอนั่นให้รู้แล้วรู้รอดไปด้วยซ้ำ
หลังจากเหตุการณ์สงบลง เมื่อบรรดาเพื่อนบ้านที่สนิทชิดเชื้อรู้ข่าวว่าหยางซิ่วอิงถูกทำร้าย ทุกคนต่างก็พากันแวะเวียนมาดูอาการด้วยความเป็นห่วง บางคนถึงขนาดหอบหิ้วไข่ไก่มามอบให้เพื่อใช้บำรุงร่างกายให้ฟื้นตัวโดยเร็ว
เมื่อพิจารณาตามหลักเหตุผล ขนาดคนนอกที่ไม่ได้เกี่ยวพันทางสายเลือดเลยยังอุตส่าห์มีน้ำใจมาเยี่ยมเยียน แล้วนับประสาอะไรกับลู่เหล่าซานและกู่อวี่ซึ่งถือเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ควรจะโผล่หน้ามาดูดำดูดีกันบ้าง ไม่ใช่นิ่งดูดายเหมือนคนแปลกหน้าแบบนี้
[จบบท]