บทที่ 156 : งานแต่งงาน
ความเป็นจริงแล้วลู่ชิงชิงก็ตื่นแล้วเหมือนกัน เพียงแต่เธอไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกไป ทันทีที่รอจนชายหนุ่มทั้งสองคนเดินออกไปจากห้อง เธอถึงได้ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาจากผ้าห่ม
เนื่องจากที่บ้านมีแขกมาพักด้วย เวลาปกติที่เธอนอนหลับมักจะสวมแค่เสื้อไหมพรมและถอดผ้ารัดหน้าอกออก ทว่าเมื่อคืนนี้ต้องนอนร่วมเตียงเดียวกับเว่ยเป่าจือ เธอจึงรู้สึกเกรงใจและไม่กล้าถอดออก ได้แต่ยอมทนอึดอัดฝืนนอนไปทั้งอย่างนั้นตลอดทั้งคืน
หญิงสาวเพิ่งจะคลำหาเสื้อผ้าและสวมเสื้อท่อนบนเสร็จสรรพ ทางด้านของฉือซู่ฉินที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ตื่นขึ้นมาพอดีเช่นกัน
"ชิงชิง ตื่นแล้วเหรอ? พี่จะลุกไปช่วยงานด้วยนะ"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่สะใภ้รอง พี่นอนต่ออีกหน่อยเถอ กว่าฟ้าจะสว่างก็อีกพักใหญ่เลยนะคะ"
ฉือซู่ฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ภายในห้องยังคงมืดสนิท ลู่ชิงชิงจึงมองไม่เห็นใบหน้าที่กำลังแดงระเรื่อของอีกฝ่าย ตอนนี้เธอกับลู่ชิงหวยยังไม่ได้แต่งงานกันอย่างเป็นทางการ พอโดนเรียกด้วยคำว่า 'พี่สะใภ้รอง' แบบนี้ เธอก็เลยรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากปรับอารมณ์อยู่พักหนึ่ง ฉือซู่ฉินถึงได้พูดตอบกลับไป
"ทำเป็นคนอื่นคนไกลไปได้ เมื่อก่อนพี่ก็ตื่นเช้ามาทำงานบ่อยๆ ไม่ได้เป็นคุณหนูบอบบางอะไรหรอกนะ"
ในเมื่ออีกฝ่ายพูดมาแบบนี้แล้ว ลู่ชิงชิงเองก็ไม่รู้จะปฏิเสธความหวังดีนี้ยังไง
"ถ้าอย่างนั้นฉันเปิดไฟนะคะ ยังไงก็ตื่นกันหมดแล้ว ขืนมืดแบบนี้คงใส่เสื้อผ้าลำบากแย่"
"เอาสิจ๊ะ"
ลู่ชิงชิงเอื้อมมือไปดึงเชือกเปิดไฟ แสงสว่างจ้าสาดส่องไปทั่วทั้งห้อง หญิงสาวทั้งสองคนรีบสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใส่รองเท้าแล้วเดินลงจากเตียงเตา
ทันทีที่เดินออกไปข้างนอก พวกเธอก็พบว่าคนในห้องฝั่งตะวันออกตื่นกันหมดแล้ว บางคนกำลังล้างหน้าล้างตา บางคนก็กำลังก่อไฟทำอาหาร ทุกคนต่างวุ่นวายกับการเตรียมงานกันอย่างขะมักเขม้น
ส่วนทางด้านของเฉียวอวี้กำลังยกกะละมังเตรียมจะออกไปตักน้ำ ลู่ชิงชิงจึงหันไปกำชับให้ลู่ชิงหวยช่วยดูแลฉือซู่ฉินให้ดี หลังจากนั้นเธอก็รีบเดินตามชายหนุ่มออกไป
ลู่ชิงชิงเดินตามหลังเขามาจนถึงบริเวณริมบ่อน้ำ
"ฉันช่วยตักน้ำนะคะ อากาศหนาวแบบนี้ทำคนเดียวลำบากแย่"
เฉียวอวี้หันกลับมาเห็นเธอเข้า สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที
"รีบกลับเข้าบ้านไปเลยครับ ผมทำเองได้ อากาศมันหนาวนะ"
ลู่ชิงชิงกระชับเสื้อบุนวมบนตัวให้แน่นขึ้น ความจริงแล้วตอนนี้เข้าสู่ช่วงเอ้อร์จิ่วแล้ว ช่วงนี้เธอมักจะได้ยินชาวบ้านบ่นกันอยู่บ่อยๆ ว่าอากาศช่วงนี้หนาวจนไม่อยากจะเอามือออกจากกระเป๋า พอผ่านไปอีกสักพักน้ำในแม่น้ำก็จะกลายเป็นน้ำแข็งจนลงไปเดินทับได้เลย
ตั้งแต่ตอนนี้ลากยาวไปจนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนถือเป็นช่วงเวลาที่อากาศหนาวเย็นที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังค้นพบว่า สภาพอากาศในยุคนี้ เมื่อนำไปเทียบกับยุคที่โลกเผชิญกับภาวะโลกร้อนในอนาคตแล้ว มันหนาวจับใจกว่ากันเยอะมากจริงๆ
ทว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับการที่เธอมีเสื้อผ้าสวมใส่ไม่เพียงพอด้วย เสื้อขนเป็ดหรือเสื้อกันหนาวหนาๆ อะไรพวกนั้น เธอไม่มีเลยสักตัว สิ่งเดียวที่มีก็คือเสื้อบุนวมลายดอกไม้ หน้าตามันก็คล้ายกับที่เคยเห็นในโทรทัศน์นั่นแหละ เป็นการนำผ้าลายดอกสีสันสดใสมายัดไส้ฝ้ายแล้วเย็บปิดให้เรียบร้อย แค่นี้ก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์
เสื้อบุนวมที่เธอสวมอยู่บนตัวล้วนแต่เป็นของเก่าเก็บ ไส้ฝ้ายด้านในถูกใช้งานจนบางเฉียบไปหมดแล้ว มันทั้งไม่ช่วยให้ความอบอุ่น แถมยังดูไม่สวยงามเอาซะเลย แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะถ้าไม่ใส่ก็คงหนาวตายแน่ๆ
ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ปล่อยให้เฉียวอวี้ทำงานอยู่ที่นี่คนเดียวไม่ได้เด็ดขาด นี่มันเป็นงานของบ้านเธอแท้ๆ เธอเองต่างหากที่ต้องขยันให้มากกว่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น ลึกๆ แล้วเธอก็อยากจะใช้เวลาอยู่ร่วมกับเขาให้มากขึ้นอีกสักหน่อยด้วย
หนาวเหรอ? จะหนาวแค่ไหนก็ทนเอาหน่อยแล้วกัน
"ไม่เห็นจะหนาวเท่าไหร่เลยค่ะ รีบโยกน้ำออกมาเถอะ เราจะได้กลับเข้าบ้านกัน ขืนคุณยังมัวแต่พูดต่ออีกนิด ฉันคงแข็งเป็นไอติมไปแล้ว"
พอได้ยินเธอพูดแบบนี้ เฉียวอวี้ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เขาเข้าใจนิสัยของลู่ชิงชิงดี หญิงสาวตรงหน้าดื้อรั้นเหมือนลาตัวน้อยเลยทีเดียว ถ้าเธอคิดอยากจะทำอะไรขึ้นมาแล้วละก็ ใครหน้าไหนก็รั้งเอาไว้ไม่อยู่แน่
ทั้งสองคนช่วยกันโยกเครื่องสูบน้ำจนน้ำไหลออกมา เฉียวอวี้จัดการยกถังน้ำขึ้นมาถือเอาไว้ ถือโอกาสนี้ช่วยหาบน้ำไปเติมลงในโอ่งสองใบที่อยู่ในบ้านจนเต็มเปี่ยม
ตอนแรกการกระทำของเขาก็สร้างความตกใจให้กับลู่กั๋วเฉียงและคนอื่นๆ อยู่ไม่น้อย ทุกคนพยายามเข้าไปห้ามปรามไม่ให้เขาทำงานหนัก แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวของเฉียวอวี้ที่แทบจะไม่ต่างอะไรกับลู่ชิงชิง สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครห้ามเขาได้สำเร็จ
เมื่อเว่ยเป่าจือเห็นภาพตรงหน้า เธอก็อดไม่ได้ที่จะลอบชื่นชมอยู่ในใจ ลูกชายของเธอคนนี้ใส่ใจกับเรื่องราวในครั้งนี้มากจริงๆ แค่มองจากท่าทางการทำงานของเขาก็รู้แล้ว มีตอนไหนบ้างที่เขาเคยไปช่วยครอบครัวซูทำงานหนักแบบนี้
คนเราต้องมีความรู้สึกชอบพอกันอย่างแท้จริงเท่านั้นแหละ ถึงจะยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจทำเพื่ออีกฝ่ายด้วยความเต็มใจ แถมยังไม่หวังผลตอบแทนใดๆ กลับมาอีกด้วย
ถ้าเกิดเฉียวอวี้ได้รับรู้ถึงความคิดภายในใจของผู้เป็นแม่แล้วละก็ เขาคงต้องรีบพูดแย้งขึ้นมาอย่างแน่นอนว่า ใครบอกล่ะว่าเขาไม่หวังผลตอบแทน นี่เขายังคิดอยากจะแต่งภรรยาเข้าบ้านอยู่นะ
เวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งฟ้าสาง ทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกจัดเตรียมเอาไว้เกือบจะสมบูรณ์แบบแล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกันต่างก็ทยอยเดินทางมาถึง
ทุกคนช่วยกันลงไม้ลงมือทำอาหารเช้าขึ้นมาสองโต๊ะ หลังจากรีบกินเพื่อรองท้องไปอย่างเร่งรีบแล้ว พวกเขาก็แยกย้ายกันไปวุ่นวายกับงานของตัวเองต่อทันที
ในช่วงสายของวัน หลิวจิ้งเสียนก็เดินทางมาถึง ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้ามา เธอก็ตรงดิ่งไปหาลู่ชิงชิงทันที
"เมื่อคืนฉันไม่ได้มาหา เธอไม่ได้โกรธฉันใช่ไหม? พอดีที่บ้านมีธุระนิดหน่อยน่ะ"
ลู่ชิงชิงโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
"โกรธทำไมล่ะ? เรื่องแค่นี้เอง ธุระที่บ้านเธอจัดการเสร็จแล้วเหรอ?"
หลิวจิ้งเสียนก้มหน้าลงเล็กน้อย
"อืม ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ก็แค่เมื่อวานน้าชายฉันมาหา เขาบอกว่าจะแนะนำผู้ชายให้ฉันลองไปดูตัวน่ะ"
"พออายุถึงเกณฑ์ก็เป็นแบบนี้แหละ คนในครอบครัวเอาแต่วิตกกังวลกลัวว่าฉันจะแต่งไม่ออก ทั้งที่จริงแล้วฉันไม่เห็นจะรีบร้อนตรงไหนเลย เฮ้อ เธอว่าฉันควรทำยังไงดี? ฉันรู้สึกว่าการแต่งงานมันไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเลย"
หลังจากลู่ชิงชิงได้ฟังแบบนั้น เธอก็แอบรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้างเหมือนกัน ความจริงแล้วลูกผู้หญิงพอโตขึ้นก็รั้งเอาไว้ไม่ได้หรอก อย่าว่าแต่ในยุคสมัยนี้เลย ต่อให้เป็นโลกในอนาคต เรื่องพวกนี้มันก็ไม่ได้แตกต่างกันเลยสักนิด
ลู่ชิงชิงได้แต่พูดปลอบใจเพื่อนรักออกไปแบบนั้น
"บางทีเธออาจจะยังไม่เจอคนที่ชอบก็ได้มั้ง? รอให้เธอเจอคนคนนั้นก่อนเถอะ เธอจะรู้สึกอยากอยู่กับเขาไปตลอด แล้วก็อยากแต่งงานกับเขาเองแหละ"
ตอนนี้เธอเริ่มปล่อยวางเรื่องราวของหลิวจิ้งเสียนไปได้มากแล้ว เมื่อก่อนเธออาจจะแสดงท่าทีต่อต้านโจวอวิ่นเหวินอย่างรุนแรงเกินไป ตอนนั้นเธอเอาแต่คิดทุ่มเทหาวิธีเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จนลืมไปว่าการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาตินั้นสำคัญกว่ามาก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเธอโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เริ่มคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมแล้ว หรือว่าเป็นเพราะตัวเธอเองที่เปลี่ยนไปกันแน่
หลิวจิ้งเสียนยกมือขึ้นมาปิดปากพร้อมกับหัวเราะคิกคัก
"ฟังจากที่พูดมา แสดงว่าเธอชอบผู้ชายของเธอแล้วใช่ไหมล่ะ?"
ลู่ชิงชิงตวัดสายตามองค้อนเพื่อนสาวไปหนึ่งวง
"ก็ต้องใช่น่ะสิ ไม่อย่างนั้นฉันจะตกลงคบกับเขาทำไมล่ะ?"
เวลาผ่านไปได้ไม่นาน จ้าวหลานกับหนิวเคอเหลียนก็เดินทางมาถึงเช่นกัน ตอนที่ทั้งสองคนแต่งงานกัน หลิวจิ้งเสียนไม่ได้ไปร่วมงานด้วย สาเหตุก็เป็นเพราะว่าหลิวฉางซุ่นเป็นคนในตระกูลเดียวกับเธอ เธอจึงกลัวว่าถ้าโผล่หน้าไปแล้วจะโดนคนของทั้งสองครอบครัวไล่ตะเพิดออกมา
อันที่จริงแล้วความสัมพันธ์ของพวกเธอถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว คนเรามักจะดึงดูดคนที่คล้ายกันเข้ามาหา คนที่มีนิสัยกว้างขวางโอบอ้อมอารี ส่วนใหญ่คนที่รู้จักมักคุ้นด้วยก็ล้วนแต่เป็นคนจิตใจดีมีเมตตากันทั้งนั้น
พอได้เจอหน้ากัน หลิวจิ้งเสียนก็รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย เธอพยายามอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้จ้าวหลานฟังคร่าวๆ แต่ก็กลัวว่าหนิวเคอเหลียนจะเข้าใจผิด เลยไม่ได้พูดอธิบายอะไรให้มันชัดเจนมากนัก
ทางด้านของจ้าวหลานนั้นเข้าใจดี เธอส่งยิ้มบางๆ แล้วพูดว่าไม่เป็นไร พร้อมกับบอกให้อีกฝ่ายไม่ต้องเก็บไปใส่ใจ พอเห็นว่าเวลาพูดคุยกันอีกฝ่ายยังคงทำตัวเป็นปกติเหมือนเมื่อก่อน หลิวจิ้งเสียนถึงได้รู้สึกเบาใจลงมาได้บ้าง
หลังจากเตรียมงานทุกอย่างจนเกือบจะเข้าที่เข้าทางแล้ว แขกเหรื่อก็ทยอยเดินทางมาร่วมงานกันอย่างล้นหลาม
ทางฝั่งของครอบครัวลู่ตัดสินใจตัดขั้นตอนการรับตัวเจ้าสาวทิ้งไป ทำให้งานแต่งในครั้งนี้ดูเรียบง่ายขึ้นมาก ขั้นตอนทั้งหมดภายในงานแทบจะไม่ได้แตกต่างไปจากตอนที่หนิวเคอเหลียนแต่งงานเลยสักนิด
ลู่ชิงชิงยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ แม้ว่าบรรยากาศภายในงานจะดูจืดชืดไปบ้าง แต่โชคดีที่ผู้คนต่างพากันตื่นเต้นและกระตือรือร้นกันสุดๆ
รอจนจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพเรียบร้อย ก็ถึงเวลาเริ่มต้นเปิดโต๊ะอาหารหลักแล้ว พ่อครัวที่ถูกจ้างมาต่างง่วนอยู่กับการตวัดตะหลิวและกระบวยในมือ บรรดาคนที่มาช่วยงานก็คอยยกจานชามเดินกันขวักไขว่ แม้ฝีเท้าจะดูเร่งรีบไปบ้าง แต่บนใบหน้าของทุกคนกลับประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
ผู้คนที่มาร่วมกินเลี้ยงเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนก็ตั้งใจกะเวลามาให้ตรงกับช่วงกินข้าวพอดี ซึ่งนี่ก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ แต่สิ่งที่ทำให้หยางซิ่วอิงรู้สึกโมโหมากที่สุดก็คือ กู่อวี่เพิ่งจะโผล่หน้ามาเอาป่านนี้เหมือนกัน
พวกเขาเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ ต่อให้ไม่มาช่วยงานก็ช่างเถอะ แต่นี่คิดจะมากินข้าวแค่อย่างเดียวจริงๆ งั้นเหรอ ทว่าเมื่อเห็นแก่ฤกษ์งามยามดีในวันนี้ เธอจึงไม่อยากจะเข้าไปต่อความยาวสาวความยืดอะไรอีก ยังไงซะแค่รู้ตื้นลึกหนาบางในใจก็พอแล้ว
สิ่งแรกที่ทุกคนทำหลังจากเดินทางมาถึงก็คือ การเข้าไปพูดแสดงความยินดีกับลู่ชิงหวย พร้อมกับขอดูหน้าเจ้าสาว หลังจากนั้นก็เดินไปลงชื่อมอบของขวัญ
ในยุคสมัยนี้ทุกคนต่างก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรนัก ดังนั้นพอมีงานมงคลสมรสหรืองานศพ เงินใส่ซองที่มอบให้กันจึงไม่ได้มีจำนวนมากมายอะไรนัก ถือซะว่าเป็นการแสดงน้ำใจให้กันก็พอ
อีกด้านหนึ่ง อาหารการกินภายในงานก็ไม่ได้หรูหราอลังการอะไรนัก ทุกคนแค่หวังพึ่งพาความเป็นสิริมงคลและความครึกครื้น พร้อมกับมาช่วยสร้างสีสันให้งานดูมีชีวิตชีวาก็เท่านั้น
ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังยืนมุงลงชื่อมอบเงินใส่ซองอยู่นั้น ลู่ชิงชิงก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของคนที่เธอไม่อยากจะเจอหน้ามากที่สุดเข้า
เธอรีบวิ่งไปหาหยางซิ่วอิงทันที
"แม่คะ ลองดูตรงนั้นสิ"
หยางซิ่วอิงเองก็สังเกตเห็นแล้วเหมือนกัน ภายในใจของเธอรู้สึกร้อนรนขึ้นมาทันที
"เขามาที่นี่ได้ยังไงกัน? หวังว่าจะไม่ไปพูดจาเหลวไหลต่อหน้าแม่ของเฉียวอวี้หรอกนะ"
หญิงสาวตวัดสายตามองค้อนไปทางนั้นหนึ่งที
"เขากล้าก็ลองดูสิคะ"
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่นัก จึงแอบลอบมองไปทางเฉียวอวี้อีกครั้ง พอเห็นว่าเขากับลู่ชิงหวยกำลังยืนต้อนรับแขกอยู่ที่หน้าประตู และไม่ได้หันมาสนใจทางฝั่งนี้เลย ความรู้สึกตึงเครียดในใจเมื่อครู่นี้ก็ค่อยๆ คลายลงไปบ้าง
เธอจะไปกลัวอะไรกันล่ะ? เธอกับหลี่เฉิงหยวนคนนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรกันสักหน่อย ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงได้ทำตัวเกาะติดหนึบเป็นพลาสเตอร์ยาแบบนี้
เธอจำได้แม่นว่าตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาถึงที่นี่ใหม่ๆ ผู้ชายคนนี้ยังไม่ได้มีท่าทีดึงดันขนาดนี้เลยนี่นา แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ได้ล่ะ? หรือว่ามันจะตรงกับคำพูดที่ว่า สิ่งที่ไม่ได้ครอบครองมักจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอกันนะ
ทางด้านของหลี่เฉิงหยวนนั้น ทันทีที่เขาได้ยินข่าวเรื่องงานแต่งงานของลู่ชิงหวย เขาก็ตั้งใจเดินทางมาที่นี่โดยเฉพาะ เขาคิดเอาไว้ว่า การได้เข้ามาใกล้ชิดและพูดคุยกันเท่านั้น ถึงจะทำให้ชิงชิงยอมกลับมาคืนดีกับเขาได้อีกครั้ง
ด้วยเหตุนี้ วันนี้เขาจึงยอมควักเงินจ่ายไปถึงห้าหยวน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่เยอะมากแล้ว คนที่คอยจดรายชื่อมอบของขวัญถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมามองเขาเป็นพิเศษ แต่เนื่องจากพวกเขาก็มักจะเห็นหน้าค่าตากันเป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่ได้พูดอะไรออกไป
[จบบท]