บทที่ 170 : ความฝันของเฉียวซือ
กว่าจะเดินทางมาถึงบ้าน เว่ยเป่าจือก็รออยู่นานแล้ว พอรับทั้งสองคนเข้ามาด้านในเธอก็บ่นขึ้นมาทันที
"แม่คิดว่าพวกเธอสองคนจะไม่กลับมาวันนี้แล้วเสียอีก อีกเดี๋ยวก็ว่าจะไปนอนแล้ว"
เฉียวอวี้วางของในมือลงให้เข้าที่ ก่อนจะหันไปถามมารดา
"แม่ครับ มีน้ำร้อนไหมครับ?"
"มีสิ แม่เตรียมไว้หมดแล้ว มีน้ำขิงต้มน้ำตาลด้วย มาสิ ชิงชิงดื่มสิ อุณหภูมิกำลังดีเลย"
ลู่ชิงชิงรับชามมาพร้อมกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็ดื่มจนหมดในรวดเดียว
เมื่อครู่นี้อากาศด้านนอกหนาวมากจริงๆ พอตอนนี้น้ำขิงร้อนๆ ตกถึงท้อง ทั่วทั้งร่างก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันตา หลังจากดื่มหมดไปหนึ่งชาม หน้าผากของเธอก็มีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อย
ทางด้านเฉียวอวี้เองก็ดื่มไปหนึ่งชามเช่นกัน ในขณะเดียวกันเว่ยเป่าจือก็นำอาหารมาวางบนโต๊ะ ส่วนเฉียวซือกับเฉียวเมิ่งซีที่ยังไม่นอนก็เข้ามาช่วยจัดเตรียมด้วย
เฉียวเฟิ่งซานก็นั่งรออยู่บนโซฟา เขาพูดคุยกับลู่ชิงชิงสองสามประโยคก่อนจะขอตัวไปอ่านหนังสือ
ส่วนเฉียวซือนั้นเดินวนไปวนมารอบโต๊ะ ท่าทางเหมือนอยากจะกินด้วย แต่ทว่าเว่ยเป่าจือกลับไม่ยอม
"ตอนเย็นแกก็กินไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ถึงอยากกินอีก"
"ก็มันหิวอีกแล้วนี่ครับ"
เฉียวซือตอบกลับอย่างมีเหตุผล
"แม่พูดแล้วไม่นับหรอก วันนี้พี่สะใภ้มา พี่สะใภ้เป็นคนตัดสิน พี่สะใภ้ครับ พี่ให้ผมกินข้าวด้วยไหมครับ?"
เฉียวซือเท้าแขนทั้งสองข้างไว้ที่ขอบโต๊ะ พลางส่งสายตาอ้อนวอน
ลู่ชิงชิงหลุดขำออกมา
"งั้นก็กินน้อยหน่อยแล้วกัน เป็นผู้ชายอย่ากินให้อ้วนเกินไปนักเลย"
"รับทราบครับ!"
เฉียวซือรีบนั่งลงทันที ก่อนจะร่วมวงกินข้าวด้วย
ทางด้านเฉียวเมิ่งซีนั้นนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ โดยไม่ได้ร่วมวงด้วย
"พวกพี่กินกันไปเถอะ ฉันยังอยากลดน้ำหนักอยู่เลย"
เมื่อได้ยินดังนั้นเว่ยเป่าจือก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจ
"เป็นผู้หญิงจะลดน้ำหนักไปทำไม อ้วนหน่อยสิถึงจะดี ลูกก็มากินด้วยกันสิ ดูแขนเล็กๆ ของลูกสิ เล็กนิดเดียวเอง ลมพัดแรงหน่อยจะไม่ปลิวไปเหรอ?"
เฉียวซือได้ยินดังนั้นก็โวยวายขึ้นมาทันที
"แม่ไม่ให้ผมกิน แต่แม่กลับตามใจน้อง แม่ลำเอียงเกินไปแล้ว!"
เว่ยเป่าจือปรายตามองลูกชาย คร้านจะสนใจเขา
"แม่คะ ตอนนี้ไม่ใช่ยุคราชวงศ์ถังนะคะที่จะถือว่าความอ้วนคือความงาม อ้วนท้วนก็ดีอยู่หรอกค่ะ แต่ว่าผอมเพรียวก็ดูดีเหมือนกันนะคะ อีกอย่างแม่เองก็ไม่อ้วน แล้วหนูจะอ้วนได้ยังไง? ไม่มีพันธุกรรมเลยสักนิด"
เว่ยเป่าจือก้มมองรูปร่างของตัวเอง
"ถึงอย่างนั้นแม่ก็ยังแข็งแรงกว่าลูกก็แล้วกัน รีบเลย มากินข้าว"
"ไม่ไปค่ะ"
ลู่ชิงชิงมองดูพวกเขาทุ่มเถียงกัน ในใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ครอบครัวแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
หลังจากกินข้าวเสร็จ ทุกคนก็พูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง จากนั้นลู่ชิงชิงก็ไปล้างหน้า แช่เท้าในน้ำอุ่น แล้วเอนตัวลงนอนพักผ่อน
เช้าวันต่อมาทันทีที่ฟ้าสาง ลู่ชิงชิงก็ตื่นขึ้นมา ฤดูหนาวในแถบทางเหนือนั้นสว่างช้า ตอนนี้ก็เป็นเวลาเจ็ดนาฬิกากว่าแล้ว
ช่วงนี้ใกล้จะถึงเทศกาลตรุษจีนแล้ว โรงงานต่างก็หยุดงานกันหมด ดังนั้นคนในครอบครัวเฉียวจึงอยู่บ้านกันพร้อมหน้า
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ เฉียวอวี้ก็เสนอว่าจะพาลู่ชิงชิงออกไปเดินเล่นข้างนอก ทว่าเด็กสองคนกลับอยู่ไม่สุข ร้องโวยวายจะขอตามไปด้วย สุดท้ายจึงกลายเป็นว่าทั้งสี่คนออกไปข้างนอกด้วยกัน
เนื่องจากใกล้เทศกาลตรุษจีน บนถนนจึงคึกคักเป็นพิเศษ ในเวลานี้มักจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นขายกลอนคู่เทศกาลตรุษจีน ขายภาพอักษรพู่กันจีน ขายขนมกินเล่นต่างๆ แล้วก็ยังมีพวกเครื่องรางของประดับชิ้นเล็กๆ ด้วย
เฉียวอวี้ซื้อถังหูลู่มาสามไม้ เขาแบ่งให้อีกสามคนคนละไม้ ส่วนตัวเองกลับเดินตัวเปล่า
เมื่อเห็นเช่นนั้นลู่ชิงชิงก็รู้สึกสงสัย
"คุณไม่ชอบกินของหวานเหรอคะ?"
เฉียวอวี้มองเธอพร้อมกับส่งยิ้มให้
"ผมไม่ชอบกินของเปรี้ยวครับ"
"อ้อ"
ลู่ชิงชิงพยักหน้ารับ ถังหูลู่ก็เป็นแบบนี้จริงๆ มีรสเปรี้ยวอมหวาน หวานซ่อนเปรี้ยว รสชาติชัดเจนมากทีเดียว
ทั้งสองคนก้าวเดินกันไม่เร็วนัก จึงค่อยๆ ทิ้งระยะห่างจากสองพี่น้องเฉียวซือที่เดินนำหน้าไป
ในตอนนั้นเองลู่ชิงชิงก็พลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
"ช่วงนี้คุณซูโผล่มาบ้างไหมคะ?"
สำหรับผู้หญิงคนนี้แล้ว เธอยังรู้สึกกังวลอยู่บ้าง หากไม่มีเธอโผล่มาเป็นตัวแปรแทรกกลาง ตามกฎเกณฑ์ที่ตายตัวของคนที่เกิดใหม่ ครั้งนี้ซูรั่วอวิ๋นก็คงจะพิชิตใจเฉียวอวี้ได้สำเร็จแล้ว
เรื่องของโชคชะตาเป็นสิ่งที่พูดยากจริงๆ ต่อให้เฉียวอวี้จะไม่ได้ไปชอบซูรั่วอวิ๋นเพราะการปรากฏตัวของเธอ แต่ซูรั่วอวิ๋นก็เหมือนกับเหาบนหัว ถึงจะไม่กัดคนแต่ก็สร้างความรำคาญใจให้ไม่น้อย
เมื่อพูดถึงซูรั่วอวิ๋น เฉียวอวี้ก็ปวดหัวมากเช่นกัน
"ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้เจอเธอเลยครับ เดาว่าคงจะเลิกวุ่นวายไปแล้ว หวังว่าจะไม่โผล่มาอีก"
ลู่ชิงชิงขมวดคิ้วเรียวเข้าหากัน นี่ไม่ใช่ลางดีเลย ซูรั่วอวิ๋นคนนี้พอไม่มีเรื่องอะไรก็ชอบวิ่งมาหาเฉียวอวี้ ถึงจะไม่ได้สร้างความประทับใจอะไร แต่อย่างน้อยก็ดึงดูดความสนใจของเขาได้
หรือว่านี่จะเป็นจุดประสงค์ของซูรั่วอวิ๋นกัน การจดจำใครสักคน ไปจนถึงการเปลี่ยนมุมมอง แล้วค่อยขยับไปถึงขั้นยอมรับคนคนหนึ่ง ระหว่างทางจะมีอุปสรรคมากแค่ไหน และต้องใช้เวลามากเท่าไรกัน
แต่ทว่าน่าเสียดาย รออีกไม่กี่เดือนพอเธอแต่งงานเข้ามา ตัดความหวังเล็กๆ น้อยๆ ของซูรั่วอวิ๋นไปได้จนหมดก็คงดีเอง โทษได้เพียงโชคชะตาที่เล่นตลก ผู้หญิงที่เกิดใหม่คนนี้ดันมาเจอกับเธอ ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องพ่ายแพ้
พอคิดแบบนี้ ลู่ชิงชิงก็พบว่าตัวเองเหมือนกำลังรับบทเป็นคนร้ายเลยหรือเปล่า กลายเป็นตัวร้ายที่คอยขัดขวางไม่ให้ 'นางเอก' พลิกสถานการณ์ได้งั้นเหรอ?
จะเป็นคนร้ายก็ช่างเถอะ เธอไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไรซะหน่อย ไม่ได้ทำลายความรู้สึกของคนอื่น แล้วก็ไม่ได้ไปยั่วยวนใครด้วย ถ้าเกิดว่าเฉียวอวี้ชอบซูรั่วอวิ๋น เธอก็ไม่คิดจะลดตัวไปแย่งมาหรอก
หลังจากเดินเล่นกันอยู่นานและซื้อของมานิดหน่อย เฉียวอวี้ก็พาพวกเขาทั้งสามคนไปกินข้าวที่ร้านอาหารรัฐ
เมื่อเห็นว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกันทั้งหมด ไม่มีคนนอกอยู่ด้วย จึงสั่งอาหารพื้นบ้านมาสองสามอย่างแบบเรียบง่าย
ในช่วงเที่ยงวัน ผู้คนในร้านอาหารค่อนข้างพลุกพล่าน มีทั้งคนที่มาจากต่างถิ่นเพื่อมาเยี่ยมญาติ คนที่มาทำธุระ แล้วก็มีครอบครัวที่ออกมาเฉลิมฉลองด้วย
ในระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟ เฉียวซือก็บ่นพึมพำขึ้นมา
"มิน่าถึงมีคำกล่าวว่าปากท้องคือเรื่องใหญ่ที่สุดของประชาชน ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่นี่ก็ขาดคนไม่ได้เลยจริงๆ"
เมื่อได้ยินดังนั้นลู่ชิงชิงก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที จึงหันไปถามเขา
"เธอมีความคิดอะไรดีๆ งั้นเหรอ?"
เฉียวซือยกมือขึ้นเกาหัวตัวเอง พลางชำเลืองมองลู่ชิงชิงด้วยความเขินอายเล็กน้อย
"อืม... ก็มีนิดหน่อยครับ แต่ตอนนี้เขาไม่อนุญาตให้ทำธุรกิจส่วนตัว ไม่อย่างนั้นเปิดร้านอาหารคงทำเงินได้แน่นอนเลย"
เฉียวเมิ่งซีหัวเราะเยาะพี่ชาย
"ความฝันของพี่เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่? ฉันจำได้ว่าพี่อยากเป็นหมอไม่ใช่เหรอคะ?"
"ความฝันก็คือความฝันสิ แต่ความเป็นจริงก็คือความเป็นจริง ด้วยวุฒิการศึกษาอย่างพี่ จะไปเป็นหมอที่ไหนได้? ยกเว้นแต่ว่าจะไปหาหมออาวุโสสักคน แล้วขอเรียนรู้วิชากับเขามาสักหน่อย"
ตอนนั้นเองลู่ชิงชิงก็นึกถึงตอนที่เป่าฮาร์โมนิกาเมื่อคราวก่อนขึ้นมาได้ บนชั้นหนังสือในห้องของสองพี่น้องตระกูลเฉียว นอกเหนือจากหนังสือภาษาอังกฤษกับหนังสือเฉพาะทางของเฉียวอวี้แล้ว ก็ยังมีหนังสือที่เกี่ยวกับทางการแพทย์อยู่บ้าง เดาว่าน่าจะเป็นของเฉียวซือนั่นเอง
ลู่ชิงชิงนึกไม่ถึงเลยว่าความฝันของเด็กหนุ่มตรงหน้าคือการเป็นหมอ เธอรู้สึกนับถือเขาอยู่ไม่น้อย เพราะคนที่เรียนหมอล้วนต้องพบเจอกับความยากลำบาก
"เธออยากเป็นหมอเหรอ? มันเหนื่อยมากเลยนะ"
เฉียวซือไหวไหล่เบาๆ
"บนโลกนี้มีเรื่องอะไรที่ไม่เหนื่อยบ้างครับ? ตอนนี้ประเทศกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีหลายอย่างที่ต้องได้รับการฟื้นฟู การแพทย์ก็สำคัญไม่แพ้อุตสาหกรรมอาหารนี่แหละครับ"
เขาพยักพเยิดหน้าไปทางคนที่เข้ามากินอาหาร
"อย่างที่เขาว่ากันว่าโรคภัยไข้เจ็บเข้าทางปาก เกิดมาเป็นคนไม่มีใครที่ไม่เคยป่วยไปตลอดชีวิตหรอกครับ ในเมื่อตอบสนองความอยากอาหารของตัวเองแล้ว หลังจากนั้นก็ต้องมีคนมารับผิดชอบ ซึ่งผมก็อยากจะเป็นคนคนนั้นแหละครับ"
เฉียวซือสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดต่อ
"แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากทำไม่ใช่หมอระบบทางเดินอาหารธรรมดานะครับ ผมอยากจะเอาชนะปัญหาทางการแพทย์ที่แก้ไขได้ยาก อยากเป็นคนที่สามารถช่วยชีวิตคนได้จริงๆ เป็นเปี่ยนเชวี่ยแห่งยุคปัจจุบันไงครับ!"
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและฮึกเหิม ราวกับว่านี่เป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิตที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด
ลู่ชิงชิงปรบมือให้กำลังใจ
"มีความมุ่งมั่นดีมาก เชื่อพี่สิ เธอจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน และวันนั้นก็คงอยู่อีกไม่ไกลหรอก"
ดวงตาของเฉียวซือเป็นประกายขึ้นมาทันที
"พี่สะใภ้ พี่เชื่อผมจริงๆ เหรอครับ?"
"เชื่อสิ ขอแค่เธอพยายาม ก็ไม่มีเรื่องไหนที่ทำไม่สำเร็จหรอก เพราะฉะนั้นอย่าทิ้งเรื่องความรู้ ต้องเรียนรู้ต่อไปนะ"
"พี่สะใภ้ พี่เป็นคนแรกที่เชื่อมั่นและสนับสนุนผมขนาดนี้เลยนะครับ!"
เฉียวซือรู้สึกตื่นเต้นดีใจมากจนแทบอยากจะพุ่งเข้าไปจับมือพี่สะใภ้เอาไว้ นี่สิถึงจะเรียกว่าเพื่อนรู้ใจของเขา
แต่ทว่าภายใต้สายตาที่ดุดันราวกับหมาป่าของพี่รอง เขาก็ยังไม่กล้าทำแบบนั้นอยู่ดี จึงได้แต่มองลู่ชิงชิงด้วยสายตาเป็นประกาย
"แม่ชอบบ่นว่าผมเป็นพวกมักใหญ่ใฝ่สูง ให้ผมไปตั้งใจเรียนรู้งานในโรงงานของเรา แต่พวกนั้นผมไม่สนใจเลยสักนิด! พี่สะใภ้ ถ้าพี่สนับสนุนผมละก็ แม่คงไม่บ่นผมอีกแน่นอน พี่เป็นผู้ช่วยชีวิตผมเลยนะครับ!"
[จบบท]