บทที่ 38 : รอยร้าวในใจพี่สาวคนโต
ไป๋เยี่ยนกำลังง่วนอยู่กับการทำมื้อเที่ยง ส่วนลู่ชิงชิงก็อาสาช่วยดูแลเด็กๆ ให้ เธอชอบเด็กอยู่แล้ว ช่วงนี้ก็สนิทกับลู่เสี่ยวเยวี่ยพอสมควร พอได้มาเห็นเด็กน้อยอีกสองคนเธอก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดู
ลู่เสี่ยวเยวี่ยเองก็อยู่บ้าน เด็กหญิงตัวน้อยจึงวิ่งเล่นสนุกสนานอยู่กับลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคน
ปกติแล้วทางบ้านสามีของลู่อีอีค่อนข้างเข้มงวด เธอจึงแทบไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเดิมเลย เว้นเสียแต่ว่าทางพ่อผัวแม่ผัวจะสั่งให้กลับมาขอยืมข้าวของหรือยืมเงิน ลำพังแค่คิดถึงพ่อแม่แล้วอยากจะกลับมาหานั้นถือเป็นเรื่องที่ยากมาก
นานๆ ทีลู่กั๋วเฉียงกับภรรยาถึงจะเดินทางไปเยี่ยมลูกสาวที่หมู่บ้านข้างๆ ทว่าทุกครั้งที่พวกท่านไปเยือน คนตระกูลซุนก็จะเสแสร้งเล่นละครตบตาเก่งมากจนพวกท่านหลงคิดไปว่าลู่อีอีใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างสุขสบาย
ด้วยเหตุนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนในครอบครัวลู่จึงไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของลู่อีอีมากนัก
ทุกคนรู้แค่เพียงว่าการที่เธอไม่มีลูกชายให้ตระกูลนั้นทำให้ชีวิตรักไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรนัก แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าสถานการณ์มันจะเลวร้ายจนถึงขั้นลงไม้ลงมือทุบตีกันแบบนี้
เรื่องพวกนี้เวลาลู่อีอีกลับมาบ้านเธอก็ไม่กล้าเล่ารายละเอียดให้ใครฟัง เพราะกลัวว่าถ้าทางบ้านสามีรู้เข้าแล้วจะยิ่งทำร้ายเธอหนักกว่าเดิม เธอโดนตีจนหวาดกลัวไปหมดแล้ว
แต่ทว่าวันนี้มันสุดจะทนแล้วจริงๆ เธอถึงได้โกรธจัดจนหนีกลับมาที่บ้านเกิด นั่นก็เป็นเพราะว่าลูกสาวคนโตโดนทุบตี หัวอกคนเป็นแม่น่ะ ต่อให้ตัวเองจะต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหนก็รับได้ แต่จะให้ทนมองลูกแท้ๆ โดนรังแกนั้นทำใจรับไม่ได้จริงๆ
ระหว่างที่ลู่ชิงชิงกำลังเลี้ยงเด็กไปพร้อมกับนั่งคุยกับพี่สาวคนโต เธอก็หลอกถามข้อมูลจนได้รู้ความจริงว่าทำไมพี่สาวถึงหนีกลับมา พอได้ยินสาเหตุแล้วลึกๆ ในใจของเธอก็ยิ่งรู้สึกโมโห
ถ้าเรื่องมันเป็นแบบนี้ พี่เขยที่เธอยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาคนนั้นก็คงไม่ใช่คนดีอะไรหรอก ทำร้ายเมียไม่พอ ยังกล้าลงไม้ลงมือกับเด็กอีก ผู้ชายพรรค์นี้มีลูกมีเมียไปก็เปล่าประโยชน์ คนแบบนี้สมควรใช้ชีวิตโดดเดี่ยวตัวคนเดียวไปจนตายถึงจะถูก
ชื่อของเด็กคนโต ลู่ชิงชิงเพิ่งจะได้ยินไป๋เยี่ยนเรียกไปเมื่อครู่นี้ว่าซุนอ้ายหนาน ลองฟังชื่อดูสิ บ้านนั้นคงอยากได้ลูกชายจนแทบจะเป็นบ้าไปแล้ว
ทำไม ตระกูลซุนมีบัลลังก์ฮ่องเต้ให้สืบทอดหรือยังไง ถึงแม้ว่าแนวคิดการให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิงมันจะฝังรากลึกในหัวของคนประเทศนี้มานานหลายปี แต่ก็ไม่ควรจะเกลียดชังลูกสาวตัวน้อยๆ แบบนี้ไหม ยังไงนั่นก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองแท้ๆ
ลู่ชิงชิงได้แต่ถอนหายใจพึมพำอยู่เงียบๆ เธอเอื้อมมือไปอุ้มลูกสาวคนรองของลู่อีอีขึ้นมา เด็กคนนี้น่ารักน่าเอ็นดู ผิวพรรณขาวสะอาดสะอ้าน ดวงตากลมโตคู่สวยนั้นดูคล้ายกับคนเป็นแม่มากทีเดียว
"คนเก่ง ทำตัวดีๆ นะคะ คุณยายกำลังทำของอร่อยให้กินอยู่ หนูชื่ออะไรคะ? บอกน้าหน่อยสิ ลืมชื่อตัวเองไปหรือยังเอ่ย"
ลู่ชิงชิงลูบหัวเกลี้ยกล่อมเด็กน้อยด้วยความอ่อนโยน
"หนูชื่อซุนเสี่ยวอวี๋ ปลาตัวน้อยที่ว่ายน้ำเป็นค่ะ"
เด็กน้อยวัยสองขวบพอจะฟังผู้ใหญ่พูดรู้เรื่องแล้ว จึงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเล็กแหลม
"โอ้โห ชื่อของหนูเพราะมากเลย"
ลู่ชิงชิงยิ้มรับ ทว่าลึกๆ ในใจกลับเข้าใจที่มาของชื่อนี้ได้ในทันที
เมื่อกี้ตอนที่ได้ยินพี่สาวพูดถึงเธอก็พอจะเดาออกแล้ว เสี่ยวอวี๋เหรอ เกรงว่าคงจะหมายถึงส่วนเกินล่ะสิ ถ้าลองคิดตามตรรกะของบ้านซุนหย่ง มันก็คงมีความหมายประมาณนี้แหละ
ทางด้านลู่อีอี เธอมองดูน้องสาวคนเล็กที่อยู่ตรงหน้า ราวกับว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เธอจ้องมองอีกฝ่ายอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ในความทรงจำของเธอ ชิงชิงน้องสาวคนเล็กเป็นคนที่โดดเด่นมาตั้งแต่เด็ก ทั้งหน้าตาสวยและฉลาด เด็กที่ถูกคนทั้งบ้านคอยตามใจมาตั้งแต่เกิดก็ย่อมจะมีนิสัยเอาแต่ใจอยู่บ้าง ซึ่งในจุดนี้พวกเธอสองพี่น้องก็มีนิสัยคล้ายๆ กัน
แต่ทว่า ความหยิ่งยโสในตัวของเธอนั้นมันถูกคนตระกูลซุนทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีไปตั้งนานแล้ว เหมือนกับที่ชิงชิงเพิ่งจะพูดไปเมื่อครู่นี้ว่าเธอทำได้แค่ระบายอารมณ์ใส่คนในครอบครัวตัวเองเท่านั้น นั่นก็เป็นเพราะมีแค่คนในครอบครัวเท่านั้นที่จะยอมรับและให้อภัยเธอได้ทุกอย่าง
สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจก็คือ ชิงชิงดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมือนเดิมแล้ว พวกเธอสองพี่น้องอายุห่างกันถึงแปดปี ตามหลักแล้วก็น่าจะรักใคร่กลมเกลียวกันดี แต่ตั้งแต่เด็กจนโตเธอแทบจะไม่เคยใส่ใจดูแลชิงชิงเลย
ในเศษเสี้ยวความทรงจำอันน้อยนิด แม่ของเธอเป็นคนที่อ่อนโยนและสวยมาก นั่นคือสิ่งที่ดีงามที่สุดในชีวิตของเธอ แต่หลังจากนั้นแม่ก็จากไป แล้วน้าเล็กก็แต่งงานเข้ามาแทน
ทำไมถึงต้องเป็นน้าเล็กด้วยล่ะ ถ้าเป็นคนอื่นเธออาจจะพอยอมรับได้ แต่ทำไมต้องเป็นน้องสาวแท้ๆ ของแม่ น้าเล็กดูแลเธอดีมาตั้งแต่เด็ก พอแต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านก็ยิ่งดูแลเธอดีกว่าเดิม แต่ลึกๆ ในใจของเธอมันก็ยังข้ามผ่านความรู้สึกนี้ไปไม่ได้สักที
ตอนที่พ่อกับน้าเล็กแต่งงานกัน ลู่อีอีเริ่มรู้ความแล้ว ทุกครั้งที่ออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ คนอื่นมักจะชอบเอาเรื่องนี้มาล้อเลียน ราวกับว่าการที่น้องสาวแต่งงานกับพี่เขยตัวเองมันเป็นเรื่องที่น่าอับอายขายหน้ามาก
จิตใจดวงน้อยๆ จึงจดจำเรื่องราวเหล่านี้ฝังใจ มันเป็นเหมือนตราบาปที่ทำให้เธอรู้สึกอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าใคร ด้วยเหตุนี้ ลู่อีอีจึงไม่เคยยอมเปลี่ยนสรรพนามเรียกขานอีกฝ่ายเลย เธอยังคงเรียกคุณน้าเหมือนเดิม
สำหรับน้องๆ ทั้งสองคนที่เกิดจากน้าเล็ก เธอยิ่งไม่ชอบหน้าเข้าไปใหญ่ แต่ถึงยังไงก็มีพ่อคนเดียวกัน สายใยความผูกพันทางสายเลือดมันตัดกันไม่ขาดหรอก
คนในบ้านมักจะดูแลเด็กผู้หญิงเป็นอย่างดี พวกเขาตามใจเธอ และแน่นอนว่าก็ต้องตามใจชิงชิงด้วย ลู่อีอีไม่เคยยอมลงให้น้องสาวเลยสักครั้ง ถึงแม้ว่าพวกเธอจะอายุห่างกันมากก็ตาม
จนกระทั่งชิงชิงโตขึ้น เธอก็ไม่ค่อยชอบหน้าพี่สาวคนนี้เหมือนกัน สองพี่น้องจึงเข้ากันไม่ค่อยได้ จนกระทั่งเมื่อตอนอายุยี่สิบปี ลู่อีอีแต่งงานและย้ายออกจากบ้านไป ทุกอย่างถึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
หลังจากแต่งงานและคลอดลูกสาวคนแรก ท่าทีของครอบครัวสามีที่มีต่อเธอก็เริ่มเปลี่ยนไป งานบ้านหลายอย่างก็ตกมาเป็นภาระของเธอทั้งหมด
ทั้งๆ ที่ทุกคนก็ออกไปทำงานในแปลงนาเหมือนกันหมด แต่พอกลับมาถึงบ้านเธอกลับต้องเป็นคนเข้าครัว ในขณะที่คนอื่นนอนพักผ่อนสบายใจอยู่ในห้อง เธอต้องทำอาหารเลี้ยงคนทั้งบ้านเพียงลำพัง ไหนจะต้องล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักเสื้อผ้า และทำงานจุกจิกอีกสารพัด
ความจริงแล้วผู้หญิงในหมู่บ้านชนบทส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตกันแบบนี้ทั้งนั้น ถ้าเป็นคนอื่นก็คงจะชินไปแล้ว แต่สำหรับลู่อีอีแล้วมันไม่ใช่
ตั้งแต่เล็กจนโต เธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ไม่เคยต้องมาทำงานหนักหนาสาหัสขนาดนี้มาก่อน ช่วงแรกๆ เธอไม่กล้าปริปากบ่นกับแม่สามี ก็เลยเอาไประบายให้ผู้ชายของตัวเองฟัง อย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุดและเป็นที่พึ่งพาในชีวิตของเธอ
สำหรับผู้ชายที่ชื่อซุนหย่ง ก่อนแต่งงานลู่อีอีไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรเขานักหรอก ก็แค่เคยเจอกันตามช่วงเทศกาลปีใหม่ เธอเห็นว่าฐานะทางบ้านของเขาก็พอๆ กับบ้านเธอ แถมรูปร่างหน้าตาก็สูงใหญ่ดูดี คุยไปคุยมาก็เลยตกลงแต่งงานกันไป
พอแต่งงานใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ลู่อีอีก็คิดแค่ว่าเขาเป็นผู้ชายอาจจะไม่ค่อยละเอียดอ่อนนัก มีอะไรที่เขาดูแลไม่ทั่วถึงเธอก็พยายามอดทนเอาไว้ จนกระทั่งวันที่เธอเริ่มบ่นให้เขาฟัง ซุนหย่งกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาทำหน้าบึ้งตึงใส่และด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายสารพัด
เมื่อก่อนเคยคิดว่ารูปร่างสูงใหญ่คือข้อดี แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นข้อเสียไปแล้ว พอมองไปที่ร่างกายอันสูงใหญ่กำยำของซุนหย่ง ลู่อีอีก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ ขอแค่เขาถลึงตาใส่ หัวใจของเธอก็จะหดเกร็ง ความรู้สึกที่เรียกว่าความหวาดกลัวมันเริ่มกัดกินเข้าไปในใจ
ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ เธอก็ทำได้แค่ก้มหน้าอดทนต่อไป เนื่องจากลูกคนแรกเป็นผู้หญิง ทางบ้านสามีก็เลยเร่งรัดอยากให้เธอมีลูกคนที่สอง แต่รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มีวี่แวว ท่าทีที่พวกเขาปฏิบัติต่อเธอก็เลยยิ่งแย่ลงไปอีก
จนกระทั่งเธอคลอดเสี่ยวอวี๋ออกมา เธอก็หมดอำนาจในการต่อรองในบ้านสามีอย่างสิ้นเชิง ทุกคนสามารถชี้นิ้วสั่งการเธอได้ตามใจชอบ โดยไม่จำเป็นต้องให้เกียรติอะไรเธออีกต่อไป
มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอทนไม่ไหวจริงๆ ลู่อีอีเถียงแม่สามีกลับไปแค่ประโยคเดียว ผลปรากฏว่าเธอโดนด่ากลับมาจนเสียศูนย์ พอเธอไปพยายามจะคุยด้วยเหตุผลกับซุนหย่ง แม่สามีก็คอยพูดยุยงอยู่ข้างๆ จนในที่สุดซุนหย่งก็ลงไม้ลงมือตบตีเธอ
เรื่องแบบนี้มันเหมือนกับการเปิดสวิตช์ พอมีครั้งแรกมันก็ต้องมีครั้งที่สอง ซุนหย่งเริ่มตีเธอหนักมือขึ้นเรื่อยๆ ส่วนความกล้าของลู่อีอีก็ลดน้อยถอยลงไปทุกวัน
วันนี้ที่หนีกลับมาบ้านเกิด ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะโดนตีเป็นครั้งแรกเสียเมื่อไหร่ บางครั้งตอนที่โดนตีจนทนไม่ไหว เธอยังแอบคิดเลยว่า ถ้าเธอกระโดดลงไปในแม่น้ำชิงสุ่ย บางทีมันอาจจะช่วยให้เธอหลุดพ้นจากขุมนรกนี้ไปได้
เมื่อไม่นานมานี้ เรื่องที่ชิงชิงกระโดดน้ำก็ลอยไปเข้าหูคนบ้านเธอเหมือนกัน ตอนนั้นซุนหย่งยังพูดจาถากถางเลยว่า น้องสาวของเธอช่างสร้างชื่อเสียงให้ตระกูลได้ดีเสียจริงๆ
ความจริงแล้วเธอควรจะกลับมาดูอาการน้องสาวบ้าง แต่ช่วงนั้นดันเป็นช่วงที่งานยุ่งพอดี เธอต้องคอยหัวปั่นทำทั้งงานในบ้านและงานนอกบ้านจนปลีกตัวไปไหนไม่ได้ ก็เลยไม่ได้กลับมา
ตอนนี้ชิงชิงเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน ดูเหมือนว่าเธอจะร่าเริงสดใสขึ้น แล้วก็ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนในครอบครัวมากขึ้นด้วย ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่เธอโดนรังแก ชิงชิงคงจะยืนหัวเราะเยาะคอยดูเรื่องสนุกของเธอไปแล้ว
ใครจะไปคิดล่ะว่าวันนี้คนที่ออกอาการโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแทนเธอมากที่สุด จะกลายเป็นน้องสาวที่เธอไม่ค่อยชอบหน้าคนนี้ไปได้ หรือว่าเมื่อก่อนเธอจะทำตัวแย่กับน้องมากเกินไปจริงๆ บนโลกใบนี้คนที่พึ่งพาและไว้ใจได้มากที่สุด ก็คงมีแค่คนในครอบครัวนี่แหละ!
[จบบท]