บทที่ 43 : จดหมายจากเมืองหลวงของมณฑล
ถ้าพูดถึงตำแหน่งพนักงานส่งจดหมาย ตามหลักแล้วหนิวเคอเหลียนไม่น่าจะได้ทำ เพราะสถานะของเขาค่อนข้างอ่อนไหว
แต่โชคดีที่เขาทำตัวดีและขยันมาก พอว่างก็ชอบไปช่วยคนในทีมผลิตทำงานสารพัด แถมยังหัวไว หัวหน้าทีมผลิตเห็นเขาดูน่าสงสารก็เลยยอมให้เขาทำงานนี้
ความจริงหนิวเคอเหลียนมีความฝันอยากเป็นทหารปกป้องประเทศ แต่ตอนไปสมัคร ปรากฏว่าประวัติครอบครัวไม่ผ่านเกณฑ์ เขาเลยต้องพับความตั้งใจนั้นเก็บไป
ลู่ชิงชิงมองดูแล้วก็รู้สึกว่าหนิวเคอเหลียนหน้าตาดูเป็นมิตร ถึงจะไม่ได้หล่อเหลาอะไร แต่แววตาดูใจดีและอ่อนโยน ทำให้คนเห็นรู้สึกถูกชะตาได้ง่ายๆ
หนิวเคอเหลียนไม่ได้นั่งลง เขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพาย แล้วส่งให้ลู่ชิงชิง "น้องสาว นี่จดหมายของเธอ ส่งมาจากเมืองหลวงของมณฑลน่ะ"
ลู่ชิงชิงชะงักไปนิดนึง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคงเป็นเฉียวอวี้ส่งมา เพราะเธอไม่รู้จักใครที่นั่นเลย ถ้าเป็นพี่รองส่งมา ก็ต้องจ่าหน้าซองถึงพ่อกับแม่สิ
"ช่วงสองวันนี้เดินทางลำบาก ก็เลยเพิ่งมาส่งให้นี่แหละ คุณอา คุณน้า นั่งพักตามสบายนะครับ ผมขอตัวก่อนล่ะ"
พอทำหน้าที่เสร็จ หนิวเคอเหลียนก็หันหลังเดินออกไปทันที
"จะรีบไปไหนล่ะ นั่งพักก่อนสิ"
หยางซิ่วอิงรีบสวมรองเท้าแล้วลงจากเตียงเตา
ลู่ชิงชิงเดินออกไปส่งเขาที่หน้าบ้าน พอแยกย้ายกันเธอก็เดินกลับเข้ามาในห้อง
พอเปิดม่านดูก็เห็นลู่กั๋วเฉียงกำลังถือจดหมายฉบับนั้น พลิกซองดูไปมาอยู่หลายรอบ
ลู่ชิงชิงรีบคว้าจดหมายมาถือไว้ "พ่อทำอะไรคะเนี่ย นี่มันเรื่องส่วนตัวนะ พ่อห้ามดูสิคะ"
ลู่กั๋วเฉียงหัวเราะร่วน "อ้าว มีเรื่องส่วนตัวกับพ่อแม่ด้วยเหรอ?"
"ก็ใช่น่ะสิคะ นี่ต้องเป็นจดหมายที่พี่เฉียวอวี้ส่งมาแน่ เรากำลังคบหาดูใจกันอยู่นะคะ เกิดพี่เขาเขียนเรื่องส่วนตัวมา พ่อก็เห็นหมดสิคะ พ่อไม่อายหรือไงคะ?"
ลู่ชิงชิงบ่นกระปอดกระแปด
ลู่กั๋วเฉียงโบกมือปัด "รู้แล้วน่า พ่อไม่ดูหรอก นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งออกไปนะ ก็เข้าข้างคนอื่นซะแล้ว พ่อสู้ไม่ไหวจริงๆ"
ลู่ชิงชิงดึงแขนเสื้อพ่อเบาๆ "พ่อไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ถึงหนูจะแต่งกับใคร หนูก็ยังเป็นลูกสาวพ่อ จะดูแลพ่อให้ดีแน่นอนค่ะ"
"ค่อยน่าฟังหน่อย"
ลู่กั๋วเฉียงยิ้มกว้าง "เอาเถอะ ไปอ่านจดหมายไป พ่อจะไปทำกับข้าวแล้ว"
พอหยางซิ่วอิงเดินไปส่งคนเสร็จ ก็หอบฟืนกลับมาด้วย จากนั้นสองสามีภรรยาก็เริ่มทำกับข้าวกัน
ส่วนทางด้านลู่ชิงชิงที่อยู่คนเดียวในห้อง ก็หยิบจดหมายขึ้นมาจับไว้อย่างระมัดระวัง เธอทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียงเตา แล้วพลิกดูหน้าซองก่อนเป็นอันดับแรก
ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยเขียนจดหมายติดต่อกับใครเลย ตั้งแต่จำความได้ก็ใช้โทรศัพท์มือถือกับอีเมลมาตลอด การเขียนจดหมายแบบนี้มันดูโบราณมากสำหรับเธอ
ในยุคนี้ ช่องทางการติดต่อสื่อสารนอกจากเขียนจดหมายกับส่งโทรเลขแล้ว ก็มีแค่การโทรศัพท์เท่านั้น ซึ่งในหมู่บ้านเสี่ยวหม่านก็มีโทรศัพท์แค่เครื่องเดียวอยู่ที่ศูนย์บัญชาการของทีมผลิตใหญ่ ชาวบ้านธรรมดาไม่มีทางมีของแบบนี้ติดบ้านแน่นอน
เฉียวอวี้ก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดี เลยเลือกส่งจดหมายมาหาเธอ
ซองจดหมายทำจากกระดาษสีน้ำตาลธรรมดาๆ จ่าหน้าซองถึงผู้รับและผู้ส่งเอาไว้อย่างชัดเจน ลายมือเขียนเป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยตัวบรรจง ตัวอักษรมีขนาดเท่ากันทุกตัว ทุกเส้นสายดูตั้งใจเขียน ลายมือดูสะอาดตาแต่ก็แฝงความอิสระเอาไว้จางๆ พอมองดูแล้วก็รู้สึกว่าลายมือสะท้อนตัวตนของคนเขียนออกมาเลย
เธอฉีกซองจดหมายออกแล้วหยิบกระดาษด้านในออกมา ลายมือข้างในก็ดูสะอาดตาเหมือนกัน เนื้อหาในจดหมายมีความยาวประมาณหน้าครึ่ง ใจความค่อนข้างเรียบง่าย แค่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ แล้วก็เล่าเรื่องราวทางฝั่งของเขาให้ฟังนิดหน่อย
คำว่าชิงชิงที่เขียนขึ้นต้นจดหมายดูสวยงามเป็นพิเศษ ส่วนคำลงท้ายเขียนเอาไว้แค่คำว่า อวี้
ถึงจะเป็นแค่ตัวอักษรสั้นๆ ตัวเดียว แต่ลู่ชิงชิงกลับสัมผัสได้ถึงความสนิทสนมที่แฝงอยู่ ทั้งที่มันก็เป็นแค่จดหมายธรรมดาฉบับหนึ่ง ตอนที่อ่านเนื้อหาเธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแท้ๆ แต่กลับต้องมาใจเต้นแรงเพราะชื่อคนส่งท้ายจดหมายซะได้
เธออ่านข้อความในจดหมายวนไปวนมาอยู่หลายรอบ ก่อนจะพับเก็บใส่ซองให้เรียบร้อย แล้วเอาไปเก็บรักษาไว้ในตู้เก็บของส่วนตัว
ตอนนี้ลู่ชิงชิงเริ่มเข้าใจความรู้สึกที่ว่า แค่ได้เห็นตัวหนังสือก็เหมือนได้เจอหน้าคนเขียนแล้ว จดหมายนี่เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ เวลาคิดถึงก็สามารถหยิบออกมาอ่านทบทวนความทรงจำได้เรื่อยๆ
ความรู้สึกแบบนี้ อินเทอร์เน็ตไม่สามารถให้ได้หรอก ในขณะเดียวกันลู่ชิงชิงก็สรุปได้อีกอย่างหนึ่งว่า เฉียวอวี้น่าจะเป็นพวกปากแข็งแต่ลึกๆ แล้วแอบใส่ใจ เพราะเขาเป็นผู้ชายประเภทปากไม่ตรงกับใจนี่แหละ
ตอนดูตัวก็เอาแต่พูดซ้ำไปซ้ำมาว่าไม่อยากสานสัมพันธ์ต่อ แล้วตอนนี้เป็นยังไงล่ะ สุดท้ายก็เป็นฝ่ายเขียนจดหมายมาก่อนไม่ใช่หรือไง?
ต่อให้มีโอกาสแค่หนึ่งในหมื่นที่ครอบครัวจะบังคับให้เขาเขียนจดหมายฉบับนี้มา แต่คำลงท้ายนั่นคงไม่มีใครไปบังคับให้เขาเขียนหรอก เขียนมาซะสนิทสนมขนาดนั้น ผู้ชายคนนี้ปากแข็งจริงๆ
เธอเก็บความรู้สึกอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้นในใจเอาไว้ แล้วเดินออกไปที่ห้องโถง การอ่านจดหมายไม่ได้ใช้เวลามากมายอะไร ตอนนี้ข้าวเพิ่งจะถูกเทลงหม้อ
"แม่คะ เดี๋ยวหนูช่วยสุมไฟนะคะ"
"ได้สิ"
หยางซิ่วอิงตอบรับสั้นๆ ก่อนจะหันไปมองลูกสาวอยู่หลายครั้ง ท่าทางเหมือนอยากจะถามอะไรสักอย่าง
ลู่ชิงชิงหลุดขำออกมา "แม่คะ อยากถามอะไรก็ถามมาตรงๆ เถอะค่ะ ถ้าบอกได้หนูก็จะบอก"
หยางซิ่วอิงหันกลับไปหั่นผักต่อ พยายามปรับน้ำเสียงไม่ให้ดูอยากรู้อยากเห็นจนเกินไป "ชิงชิง เฉียวอวี้เขียนมาว่ายังไงบ้างล่ะ เขาชวนให้ไปเที่ยวบ้านหรือเปล่า?"
"แม่เป็นหมอดูหรือเปล่าคะเนี่ย? ทายถูกซะด้วย เขาชวนหนูไปเที่ยวที่บ้านจริงๆค่ะ" ลู่ชิงชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "แม่คิดว่าหนูควรไปไหมคะ?"
"แล้วลูกคิดว่ายังไงล่ะ?"
"หนูเหรอ...ยังไม่อยากไปเท่าไหร่ค่ะ"
นี่คือความจริง ถึงลู่ชิงชิงจะอยากออกไปจากที่นี่เต็มแก่ แต่เธอก็ไม่ได้รีบร้อนขนาดนั้น
สถานะระหว่างเธอกับเฉียวอวี้ในตอนนี้ยังไม่ค่อยชัดเจนนัก ถึงจะตกลงเรื่องงานแต่งกันไปแล้ว แต่ความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายก็ยังคลุมเครือ อย่างน้อยก็ควรมีเหตุผลที่เข้าท่าให้คนสองคนได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าทั้งคู่จะไปกันรอดไหม
เธออาจจะไม่มีประสบการณ์เรื่องความรัก แต่เธอก็เห็นมาเยอะ ทั้งเรื่องของเพื่อนรอบตัว ทั้งเรื่องซุบซิบในอินเทอร์เน็ต ประสบการณ์พวกนี้สอนเธอมาหมดแล้ว เธอจะไม่ยอมตัดสินใจอะไรเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบเด็ดขาด
หยางซิ่วอิงเห็นด้วยเต็มที่ "ลูกคิดแบบนี้ก็ถูกแล้ว เป็นผู้หญิงอย่าออกตัวแรงเกินไป ยังไงพอถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ เขาก็ต้องมารับลูกไปฉลองด้วยกันอยู่แล้ว ตอนนี้เรายังไม่ต้องไปหรอก"
"อืม หนูก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ"
เทศกาลเดือนแปดที่ชาวบ้านเรียกกันก็คือเทศกาลไหว้พระจันทร์ นับจากตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนแล้ว ถือว่าใกล้เข้ามาทุกที
หยางซิ่วอิงหั่นผักไปบ่นพึมพำไป "ชิงชิง ถ้าลูกไปที่บ้านเขาเมื่อไหร่ ก็ต้องทำตัวขยันขันแข็งหน่อยนะ ต่อให้สุดท้ายจะไม่ได้คบกัน ก็อย่าให้ใครเอาไปพูดลับหลังได้ว่าลูกทำตัวไม่ดี"
ลู่ชิงชิงยิ้ม "แม่ไม่มีความมั่นใจในตัวหนูขนาดนั้นเลยเหรอคะ? ทำไมถึงคิดว่าจะไปกันไม่รอดล่ะ?"
หยางซิ่วอิงก็รู้สึกตัวว่าพูดจาไม่ค่อยเข้าหูนัก "แม่ไม่ได้หมายความแบบนั้น ลูกสาวแม่เก่งขนาดนี้ มีแต่ลูกนั่นแหละที่จะเป็นฝ่ายเมินเขา"
ช่างเป็นความมั่นใจที่แปลกประหลาดจริงๆ สงสัยในสายตาของคนเป็นพ่อแม่ ลูกตัวเองคงดูดีที่สุดเสมอสินะ ลู่ชิงชิงรู้สึกดีใจลึกๆ ที่ได้เกิดมาสองชาติแล้วยังได้เจอครอบครัวที่มีเหตุผล ไม่ต้องไปปวดหัวกับพวกญาติพี่น้องนิสัยแย่ๆ เลย
มื้อเย็นวันนี้ก็เล่นเอาเหงื่อตกอีกตามเคย อากาศบ้าอะไรเนี่ย
กินข้าวเสร็จฟ้าก็ยังสว่างอยู่ ฤดูร้อนทางตอนเหนือฟ้าจะมืดก็ตอนประมาณสองทุ่มนู่น ตอนนี้เพิ่งจะกินข้าวเสร็จ น่าจะเพิ่งหกโมงกว่าๆ เอง
พอตกเย็นชาวบ้านที่ไม่มีอะไรทำก็มักจะออกมานั่งคุยกัน ลู่ชิงชิงเองก็วิ่งไปหาหลิวจิ้งเสียนเหมือนกัน ถ้าไม่ออกมาคุยเล่นก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะที่นี่ไม่มีกิจกรรมยามว่างให้ทำเลย
ข้างลานตากข้าวในหมู่บ้านมีต้นหลิวขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นหลิวมีแผ่นหินผิวเรียบแผ่นใหญ่ถูกเอามาวางซ้อนกันไว้ เพื่อใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้าน
ตอนนี้ใต้ต้นหลิวมีคนนั่งอยู่เต็มไปหมดแล้ว ตอนที่ลู่ชิงชิงกับหลิวจิ้งเสียนเดินไปถึง ก็เห็นว่าตรงนั้นกำลังคึกคักกันสุดๆ
ในหมู่บ้านชนบทแบบนี้ก็มีคนเก่งๆ ซ่อนตัวอยู่เหมือนกัน ลู่กั๋วเฉียงเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาเล่นเอ้อหูเป็น แถมยังเรียนรู้ด้วยตัวเองอีกต่างหาก ตอนนี้เขากำลังนั่งสีเอ้อหูอยู่ใต้ต้นหลิว ท่วงทำนองเพลงที่บรรเลงออกมาฟังดูไพเราะเสนาะหูมาก
เสียงเอ้อหูของเขาสอดประสานเข้ากับเสียงร้องงิ้วของผู้ชายอีกคนที่มีอายุไล่เลี่ยกัน บทเพลงที่ร้องเป็นทำนองพื้นบ้านที่ฟังดูเพลินดี บริเวณนั้นมีชาวบ้านมายืนมุงดูการแสดงกันอย่างเนืองแน่น
[จบบท]