บทที่ 7 : สำรวจรูปลักษณ์ใหม่
เดิมทีเป็นเพราะพ่อแม่สามีตามใจลูกสาวมาก ลู่ชิงชิงถึงจะมีนิสัยอ่อนโยนแต่ก็ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเองอยู่ไม่น้อย เธอแทบจะไม่ค่อยได้หยิบจับทำงานอะไรเลย เวลาถึงมื้ออาหารก็ยังเลือกกินเก่งอีกต่างหาก ถึงอย่างนั้นไป๋เยี่ยนก็ไม่ได้เก็บเรื่องพวกนี้มาใส่ใจ เพราะคนในครอบครัวของสามีก็ดีกับเธอมากเช่นกัน
หลังจากที่เธอคลอดลูกสาวอย่างลู่เสี่ยวเยวี่ยออกมา คนในบ้านก็ไม่ได้ว่าอะไร ทั้งยังส่งต่อความรักที่เคยมีให้ลูกสาวมาถึงหลานสาวด้วย ทุกคนดีกับลู่เสี่ยวเยวี่ยมาก ไม่เหมือนกับบ้านอื่นที่ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ดังนั้นเธอจึงเข้าใจได้ว่าทำไมคนในบ้านถึงได้รักและตามใจน้องสาวของสามีทั้งสองคนมากขนาดนั้น
แต่ลู่ชิงชิงที่เพิ่งฟื้นจากการตกน้ำ ดูเหมือนจะไม่ได้เอาแต่ใจตัวเองเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แถมยังมีมารยาทขึ้นมากด้วย หรือว่าพอผ่านความเป็นความตายมา นิสัยของคนเราก็จะเปลี่ยนไป?
ส่วนทางด้านลู่ชิงชิง ย่อมไม่รู้ถึงความคิดของพี่สะใภ้ใหญ่ ตอนนี้เธอมีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของตัวเองเอามากๆ
ก่อนที่จะทะลุมิติมา เธอมักจะเป็นตัวแทนของคนหน้าตาดีเสมอ จัดอยู่ในกลุ่มคนผิวขาว หน้าตาสวย ขาเรียวยาวอย่างแน่นอน
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือใบหน้าค่อนข้างกลม ทำให้ดูเด็กกว่าอายุจริง ซึ่งมันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นข้อเสียอะไรหรอก ตรงกันข้าม เธอรู้สึกว่าท่ามกลางบรรดาคนหน้าวีเชฟ หน้ากลมๆ ของเธอมันดูมีเอกลักษณ์และจำง่ายกว่ามาก
ไม่รู้ว่าหน้าตาในตอนนี้จะเป็นยังไง?
ในขณะที่เดินตรงไปที่กระจก ลู่ชิงชิงก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่เล็กน้อย เธอค่อนข้างมั่นใจว่าหน้าตาของตัวเองคงไม่ได้ดูแย่อะไรนักหรอก แค่ดูจากหน้าตาของลู่ชิงซงที่เป็นพี่ใหญ่ก็พอจะเดาได้แล้ว
เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงหน้าตู้ ลู่ชิงชิงหยิบกระจกขึ้นมาโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย มันเป็นของที่ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามยุคสมัย ตัวกระจกเป็นทรงกลม มีขอบพลาสติกสีชมพูล้อมรอบ ขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยนึง
พอยกกระจกขึ้นมาส่อง ใบหน้าสวยหวานก็ปรากฏขึ้นในสายตาของลู่ชิงชิง
อย่างแรกเลยคือผิวของเธอดูขาวสะอาดมาก แล้วอายุ 18 ปีก็เป็นช่วงวัยที่กำลังดี บนใบหน้าเต็มไปด้วยคอลลาเจน ถึงแม้จะไม่ได้ทาครีมอะไรเลย ผิวพรรณก็ยังดูขาวเนียนละเอียด
ลู่ชิงชิงได้ยินมาว่าคนในบ้านนี้รักเด็กผู้หญิงกันทุกคน พอมาดูสภาพร่างกายก็รู้ได้เลยว่าคุณย่าคนเดิมน่าจะไม่ค่อยได้ทำงานหนักสักเท่าไหร่ ผิวพรรณถึงไม่ได้ดำคล้ำจากแดด จะมีก็แค่มือที่แอบหยาบกร้านไปบ้างนิดหน่อย
ดวงตารูปทรงเมล็ดซิ่งดูกลมโตและฉ่ำวาว ตาดำมีขนาดใหญ่เหมือนใส่คอนแทคเลนส์มาตั้งแต่เกิด จมูกเล็กโด่งเป็นสัน ริมฝีปากสีแดงระเรื่อ ปากไม่ได้กว้างมากนักแต่ดูอวบอิ่ม
ลู่ชิงชิงลองลูบแก้มตัวเองดู คนในกระจกก็ลูบแก้มตาม
อื้อ ดูดีเลยทีเดียว เค้าโครงหน้ามีความคล้ายกับหน้าตาเดิมของเธออยู่หลายส่วน คล้ายกันถึงแปดส่วนเลยด้วยซ้ำ สงสัยคงเป็นเพราะพันธุกรรมล่ะมั้ง!
อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกแปลกหน้า กลับกัน เธอรู้สึกคุ้นเคยและพอใจกับหน้าตานี้มาก แบบนี้ก็ทำให้เธอสามารถยอมรับตัวตนในตอนนี้ได้ง่ายขึ้น
ขืนต้องมาอยู่ในร่างที่มีใบหน้าแปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง มันคงจะไม่อินเอาซะเลย เผลอๆ อาจจะอยากตายวันละหลายรอบแน่ๆ
จนถึงตอนนี้ สิ่งเดียวที่ทำให้ลู่ชิงชิงไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ก็คือ ร่างกายนี้ดันโตดีกว่าร่างเดิมของเธอซะอีก โดยเฉพาะตรงหน้าอกหน้าใจ มิน่าล่ะถึงต้องเอาผ้ามาพันเอาไว้ ถ้าไม่ทำแบบนั้นมันคงจะดูสะดุดตาเกินไป ยิ่งมาอยู่ในยุคที่ยังมีความคิดหัวโบราณแบบนี้ด้วยแล้ว มันยิ่งดูเตะตาเข้าไปใหญ่
พอวางกระจกลง ลู่ชิงชิงก็เดินกลับไปที่ห้องฝั่งตะวันออกด้วยความเบิกบานใจ ปิดประตูห้องให้สนิท แล้วจัดการหยิบเสื้อกล้ามตัวเล็กมาสวมแทนผ้าพันอก
ทำแบบนี้ค่อยพอดูได้ขึ้นมาหน่อย ถึงแม้มันจะไม่ได้แบนราบเหมือนตอนที่ใช้ผ้าพันไว้ แต่ก็ยังโชคดีที่เสื้อผ้าในยุคนี้ตัวค่อนข้างใหญ่โคร่ง เลยพอจะกลบเกลื่อนไปได้บ้าง
ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าหายใจได้โล่งขึ้นเยอะ ลู่ชิงชิงเผยรอยยิ้มออกมาอย่างพอใจ อากาศร้อนอบอ้าวขนาดนี้ เธอไม่ยอมให้ตัวเองต้องมาทนอึดอัดหรอก!
ทันทีที่เปิดประตูเดินออกมา หยางซิ่วอิงก็ชี้มือไปที่กะละมังบนเตาไฟ
"ชิงชิง ไปล้างหน้าล้างตาก่อนสิลูก"
"ค่ะ"
ลู่ชิงชิงรับคำ เธอมองดูพื้นที่รอบๆ ที่ไม่ได้กว้างมากนัก ก็เลยตัดสินใจยกกะละมังออกไปวางไว้บนพื้นข้างนอก พอมองดูกะละมังเคลือบที่สีถลอกปอกเปิก เธอก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนออกมา
เมื่อกี้เธอลองกวาดสายตามองดูทั้งในห้องและนอกห้องแล้ว ไม่เห็นมีแปรงสีฟันกับยาสีฟันเลย ในยุคนี้ชาวบ้านในชนบทส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยแปรงฟันกันหรอก คนที่รักความสะอาดหน่อยก็อาจจะใช้น้ำเกลือบ้วนปาก ส่วนคนที่ไม่คิดอะไรมากก็ใช้น้ำเปล่าบ้วนปากแทน
เธอแอบเดินกลับเข้าห้องไปตอนที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่ แล้วเอานิ้วไปแตะเกลือป่นในกระปุกมานิดหน่อย ไม่แอบทำก็ไม่ได้นี่นา เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เขาใช้เกลือเม็ดใหญ่ทำกับข้าวกัน เกลือป่นถือว่าเป็นของราคาแพงและหายากมากเลยทีเดียว
พอจัดการล้างหน้าล้างตาเสร็จ กับข้าวทางฝั่งนั้นก็เสร็จพอดี
เนื่องจากช่วงนี้เข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว อากาศในบ้านเลยอบอ้าวมากกว่าข้างนอก หลายๆ ครอบครัวจึงมักจะออกมาตั้งโต๊ะกินข้าวกันที่ลานบ้าน เช้าวันนี้ครอบครัวลู่ก็ยังคงนั่งกินข้าวกันใต้ต้นพุทราเหมือนเดิม
ลู่เสี่ยวเยวี่ยเองก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา เด็กน้อยนั่งอยู่ข้างๆ แม่ของตัวเองอย่างว่าง่าย ดวงตากลมโตคู่นั้นแอบชำเลืองมองลู่ชิงชิงอยู่เป็นระยะ
อาหารเช้ามื้อนี้มีข้าวฟ่างหุงสุก มันฝรั่งตุ๋นฟักทอง แล้วก็ผักดองอีกหนึ่งจาน
หยางซิ่วอิงเพิ่งจะคีบข้าวเข้าปากไปได้คำเดียว พอหันไปเห็นลู่ชิงชิงกินข้าวช้าๆ ค่อยๆ เคี้ยวเหมือนแมว ก็อดรู้สึกเป็นห่วงไม่ได้
"ชิงชิง ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายตรงไหนหรือเปล่าลูก?"
"หา? ไม่ค่ะ หนูไม่ได้เป็นอะไร"
ลู่ชิงชิงส่งยิ้มบางๆ ให้ เพียงแต่ข้าวเม็ดหยาบๆ พวกนี้มันกลืนลงคอยากเหลือเกิน โชคดีที่มันฝรั่งกับฟักทองยังพอนิ่มอยู่บ้าง เธอเลยหันมาเน้นกินแต่กับข้าวแทน
ลู่กั๋วเฉียงเหลือบมองลูกสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหน้าหยางซิ่วอิง
"วันนี้คุณอยู่บ้านเป็นเพื่อนลูกเถอะ"
ลู่ชิงชิงรีบวางตะเกียบลงทันที
"ไม่ต้องหรอกค่ะ! พ่อกับแม่ไปทำงานตามปกติเถอะ อย่าให้หนูต้องทำให้เสียงานเลย หนูไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ แค่รู้สึก...ยังตื่นไม่เต็มตาก็แค่นั้นเอง"
ในใจลึกๆ แล้วครึ่งหนึ่งมันก็เป็นแค่ข้ออ้าง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคือเธอแอบนอนไม่ค่อยหลับจริงๆ เมื่อคืนนี้นอนพลิกไปพลิกมาตั้งนานกว่าจะหลับลงได้ แถมพอฟ้าเริ่มสางก็ดันถูกเสียงไก่ขันปลุกให้ตื่นซะอีก
พอเห็นลูกสาวทำท่าทางขึงขัง หยางซิ่วอิงก็พยักหน้ารับ
"เอาอย่างนั้นก็ได้ ตอนกลางวันก็อยู่บ้านดูแลเสี่ยวเยวี่ยไปนะ ยังไงในไร่ก็ไม่ได้มีงานอะไรเยอะแยะ ไม่ต้องไปทำงานหรอก"
"...ได้ค่ะ"
ลู่ชิงชิงตอบรับโดยไม่ได้ปฏิเสธ
หลังจากกินข้าวเสร็จ ลู่ชิงชิงก็อยู่บ้านดูแลลู่เสี่ยวเยวี่ยผู้เป็นหลานสาว ส่วนคนอื่นๆ อีกสี่คนก็มุ่งหน้าออกไปทำงาน
ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน อากาศตอนเช้ากับตอนเย็นยังพอรับได้ แต่ตอนกลางวันจะร้อนเอามากๆ แถมงานในไร่ก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเท่าไหร่
ช่วงก่อนหน้านี้พวกเขาเพิ่งจะไถพรวนดินไป ตอนนี้หน้าที่หลักก็คือคอยเกี่ยวหญ้ากับดายหญ้าเท่านั้น
หยางซิ่วอิงถูกแบ่งให้มาดูแลไร่ถั่วลิสง ด้วยความที่มันเป็นพืชต้นเตี้ย เธอเลยสามารถพูดคุยกับคนที่อยู่แปลงข้างๆ ได้
คนที่อยู่แปลงฝั่งซ้ายของเธอคืออู๋จวน แม่ของหลิวจิ้งเสียน ส่วนแปลงฝั่งขวาคือกู่อวี่ ภรรยาของน้องสามตระกูลลู่
ในตอนแรกหยางซิ่วอิงกับอู๋จวนอยู่ใกล้กัน ทั้งคู่ก็เลยกระซิบกระซาบพูดคุยกันเบาๆ พอทำไปได้สักพัก กู่อวี่ก็ขยับมาอยู่ข้างๆ เธอพอดี
"พี่สะใภ้รอง ชิงชิงเป็นยังไงบ้าง? เมื่อวานฉันกลับบ้านดึก กว่าจะรู้เรื่องก็ค่ำแล้ว กลัวจะกวนเวลานอนก็เลยไม่ได้แวะไปหาเลย"
หยางซิ่วอิงมีสีหน้าเรียบเฉย
"ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว"
เธอไม่ค่อยอยากจะเสวนาด้วยเท่าไหร่นัก น้องสะใภ้คนนี้มีนิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบาย ถ้าไม่ได้เอาเปรียบคนอื่นก็เหมือนตัวเองขาดทุน แล้วยังชอบทำตัวเป็นคนดีบังหน้า ดูแล้วแม่ของจิ้งเสียนที่เป็นคนซื่อๆ ยังจะดีกว่าซะอีก
หยางซิ่วอิงแอบสบถอยู่ในใจ ปากหวานแต่ใจร้ายซะไม่มี! ขนาดเมื่อคืนจิ้งเสียนยังแวะมาดูอาการเลย แล้วคนเป็นอาสะใภ้อย่างกู่อวี่จะโผล่หน้ามาหน่อยไม่ได้เชียวเหรอ?
พูดจาซะฟังดูดีเชียว กลัวจะกวนเวลานอนอย่างนั้นเหรอ เป็นคนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ แถมยังมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น จะมาอ้างเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ไปทำไมกัน? อีกอย่างนะ ถึงน้องสามกับภรรยาจะไม่มา แต่ที่บ้านก็ยังมีเด็กอยู่อีกตั้งสามคน ลูกคนโตก็อายุมากกว่าชิงชิงซะอีก ทำไมถึงไม่ยอมให้แวะมาดูกันบ้างล่ะ?
ตอนนี้ต่อให้หยางซิ่วอิงต้องควักลูกตาออกข้างนึง เธอก็ไม่มีทางมองกู่อวี่ในแง่ดีได้หรอก ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ทั้งสองบ้านเคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงเรื่องการดูแลพ่อเฒ่า ความสัมพันธ์ในตอนนี้ก็เป็นแค่คนที่เจอกันแล้วทักทายกันไม่กี่ประโยคเท่านั้น ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นญาติพี่น้องกันเลยด้วยซ้ำ
แต่กู่อวี่ดันไม่รู้ตัวเลยสักนิด เธอดูไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยากจะคุยด้วย ก็ยังคงพูดจ้อต่อไปเรื่อยๆ แถมเสียงยังดังไม่เบาอีกต่างหาก
"ฉันว่าชิงชิงนี่ก็แปลกคนนะ มีเรื่องอะไรให้คิดสั้นถึงขั้นต้องกระโดดน้ำกัน? เด็กผู้หญิงบ้านเราถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงม คนนอกเห็นก็อิจฉากันตาร้อนผ่าวๆ แล้วยังมีอะไรที่ไม่พอใจอีก? ถ้าจะให้พูดนะ พี่นั่นแหละที่ตามใจลูกจนเสียคนไปหมด..."
หยางซิ่วอิงถึงกับทนฟังต่อไปไม่ไหว จะด่าเธอว่ายังไงก็ได้ แต่มาว่าลูกของเธอแบบนี้มันยอมไม่ได้
"ไปฟังใครเขามา? ชิงชิงแค่พลัดตกน้ำ ใครบอกว่ากระโดดน้ำ? ตัวเองเป็นถึงอาสะใภ้แท้ๆ ถ้ามีคนมาพูดแบบนี้ก็ควรจะด่าสวนกลับไปสิ ไม่ใช่มาพูดจาให้ร้ายหลานตัวเองแบบนี้!"
กู่อวี่ไม่คิดเลยว่าพี่สะใภ้รองที่เคยเป็นคนซื่อๆ จะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้ พอเห็นว่ามีคนอื่นอยู่แถวนี้ด้วย เธอก็ทำหน้าเจื่อนๆ แล้วฝืนยิ้มออกมา
"พี่ก็รู้นี่นา ว่าฉันเป็นคนซื่อๆ ใครพูดอะไรมาก็เชื่อไปหมดนั่นแหละ"
[จบบท]