บทที่ 95 : ช่วยเหลือ
เสียงของผู้หญิงคนนั้นฟังดูยังเด็กมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอถูกปิดปากเอาไว้จนร้องขอความช่วยเหลือไม่ได้ พอตอนนี้หลุดตะโกนออกมาได้เสียงจึงดังกังวาน ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ฟังดูก็รู้ว่าเธอกำลังหวาดกลัวมากแค่ไหน
"รีบปล่อยคนเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่ปล่อยฉันจะตะโกนเรียกคนมาช่วยนะ!" ลู่ชิงหวยตะคอกขู่เสียงกร้าวพร้อมกับค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้า
ชายทั้งสามคนหันมองหน้ากันไปมาโดยไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะแค่นหัวเราะเยาะเหยียดหยาม "เรียกคนเหรอ? ฝันหวานไปหน่อยมั้ง! แถวนี้ไม่มีใครหรอก เขากลับบ้านไปนอนกันหมดแล้ว ต่อให้นายตะโกนให้ตายก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้ามาหรอก!"
กลุ่มอันธพาลพากันหัวเราะเสียงแหลมอย่างชอบใจในชัยชนะของตัวเอง
ทางด้านหญิงสาวคนนั้นก็ถูกปิดปากเอาไว้อีกครั้ง เธอจึงทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ที่ฟังไม่ได้ศัพท์ร้องประท้วงอยู่ในลำคอด้วยความหวาดกลัว
ชายสามคนนั้นได้ใจเพราะคิดว่าไม่มีใครกล้าทำอะไร พวกเขาถึงขั้นเตรียมจะลงมือลวนลามหญิงสาวต่อหน้าต่อตาลู่ชิงหวยเลยทีเดียว
ลู่ชิงหวยยังเป็นวัยรุ่น เลือดลมพลุ่งพล่าน พอเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าแบบนี้เขาจะทนดูอยู่เฉยๆ ได้ยังไง ชายหนุ่มสบถด่าเสียงต่ำ ก่อนจะโยนข้าวของในมือทิ้งแล้วพุ่งตัวเข้าไปหาพวกมันทันที
พวกอันธพาลไม่คิดว่าเขาจะกล้าพุ่งเข้ามาจริงๆ ชายคนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดจึงไม่ได้ระวังตัวและถูกถีบเข้าอย่างจังจนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น
พอเห็นเพื่อนโดนทำร้าย อีกสองคนที่เหลือก็หุบยิ้มกวนประสาททันที คนหนึ่งคอยจับตัวหญิงสาวเอาไว้ ส่วนอีกคนก็พุ่งตรงเข้ามาจัดการกับลู่ชิงหวย
ลู่ชิงหวยเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่และมีโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรงมาก ถึงเขาจะไม่มีทักษะศิลปะการต่อสู้ แต่ด้วยพละกำลังที่มากกว่าจึงถือว่าได้เปรียบ ในช่วงแรกแม้จะโดนชกไปบ้างแต่เขาก็ไม่ได้เพลี่ยงพล้ำเลย
ทว่าหลังจากที่คนที่ล้มลงไปตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาสมทบ สถานการณ์ก็กลายเป็นสองรุมหนึ่ง ลู่ชิงหวยเริ่มถูกดันจนต้องถอยร่น ทว่าเขากลับไม่มีท่าทีหวาดหวั่น ซ้ำยังไม่สนใจที่จะปัดป้องตัวเอง เอาแต่บุกตะลุยเดินหน้าแลกหมัดอย่างบ้าบิ่น เรียกได้ว่ายอมเจ็บตัวเพื่อแลกกับการได้อัดพวกมันเลยทีเดียว
"ระวังนะคะ! ระวังข้างหลัง! ฮือ... คุณหนีไปเถอะค่ะ ไม่ต้องช่วยฉันแล้ว..." หญิงสาวที่ถูกจับตัวไว้ทั้งร้องไห้ทั้งตะโกนบอกด้วยความเป็นห่วง
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไวมาก ตำแหน่งของชายสามคนนั้นอยู่ใกล้กับลู่ชิงหวย พอเฉียวอวี้วิ่งตามมาถึง พวกเขาก็เปิดศึกแลกหมัดกันอุตลุดไปแล้ว
ในเมื่อมีคนถูกรังแก เขาจะยืนดูอยู่เฉยๆ ไม่ยอมช่วยเหลือได้ยังไง ยิ่งคนที่กำลังโดนรุมทำร้ายคือว่าที่พี่เขยของตัวเอง เฉียวอวี้ก็ยิ่งต้องเข้าไปช่วย
โชคดีที่พวกอันธพาลไม่ได้พกอาวุธติดตัวมา ทุกคนล้วนสู้กันด้วยมือเปล่า ส่วนหญิงสาวคนนั้นก็แค่ถูกจับตัวเอาไว้ ยังไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต
เฉียวอวี้ประเมินสถานการณ์ในหัวอย่างรวดเร็ว สองเท้าไม่ยอมหยุดนิ่ง เขาพุ่งตรงเข้าไปสมทบกับลู่ชิงหวยทันที
พอเข้าไปใกล้ เขาก็คว้าคอเสื้อของชายคนหนึ่งเอาไว้แน่นแล้วเหวี่ยงร่างของมันไปด้านหลังอย่างแรงโดยไม่สนใจเสียงร้องโอดโอยของอีกฝ่าย จากนั้นก็หันไปจัดการกับชายอีกคนต่อ
พวกนี้ก็แค่กลุ่มอันธพาลกระจอกๆ ไม่ได้มีฝีมือเก่งกาจอะไร จะทนหมัดของเฉียวอวี้ได้ยังไง โดนอัดไปแค่ไม่กี่หมัดก็ล้มลงไปกองกับพื้นหมดสภาพ
พอเฉียวอวี้หันกลับมามอง ก็เห็นว่าลู่ชิงชิงเข้าไปประคองหญิงสาวคนนั้นเดินเข้ามาหาแล้ว ส่วนไอ้คนที่คอยจับตัวหญิงสาวเอาไว้ในตอนแรก ตอนนี้กำลังนอนร้องโอดครวญพร้อมกับเอามือกุมขาตัวเองอยู่บนพื้น
เฉียวอวี้หรี่ตามองภาพตรงหน้า ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินเข้าไปหาพร้อมกับกวาดสายตาสำรวจลู่ชิงชิงตั้งแต่หัวจรดเท้า "คุณเป็นอะไรไหมครับ?"
"ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ ก็แค่พวกไม่มีน้ำยาคนหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ" ลู่ชิงชิงส่ายหน้าเบาๆ พลางหันไปมองลู่ชิงหวยที่กำลังเดินเข้ามาใกล้
"พี่รอง พี่เป็นยังไงบ้างคะ?"
สภาพของลู่ชิงหวยในตอนนี้ดูสะบักสะบอมไม่น้อย ถึงจะสู้กันแค่แป๊บเดียว แต่อีกฝ่ายมีคนเยอะกว่าแถมเขายังมีตัวคนเดียว ช่วงที่ชุลมุนกันเขาเลยโดนชกไปหลายหมัด ตอนนี้โหนกแก้มซ้ายเริ่มบวมเป่ง มุมปากฝั่งหนึ่งแตกจนมีเลือดซึมออกมา แถมตอนเดินยังกะเผลกนิดๆ อีกต่างหาก
"พี่ไม่เป็นอะไร!" ลู่ชิงหวยพยายามฝืนยิ้ม แต่พอขยับปากก็สะเทือนไปถึงแผลที่มุมปากจนต้องสูดปากด้วยความเจ็บ
ลู่ชิงชิงกำลังจะอ้าปากถามต่อ แต่หางตากลับเหลือบไปเห็นชายสามคนนั้นกำลังพยุงร่างอันบอบช้ำลุกขึ้นยืน พวกมันมองหน้ากลุ่มของเธอด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะหันหลังแล้วสับเท้าวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
เฉียวอวี้ขมวดคิ้วมุ่น "พวกคุณรอผมอยู่ตรงนี้นะครับ ผมจะตามไป"
"เดี๋ยวค่ะ..." ลู่ชิงชิงตั้งใจจะร้องห้ามไม่ให้เขาตามไป แต่ยังไม่ทันพูดจบเขาก็วิ่งออกไปไกลแล้ว พอเธอลองคิดดูดีๆ เฉียวอวี้คงมีแผนการในใจอยู่แล้ว เธอปล่อยให้เขาจัดการเองน่าจะดีกว่า
ยังไงซะพวกนั้นก็ไม่ใชคนดี ถ้าปล่อยไปเฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย วันหน้าพวกมันก็คงไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก หรือไม่ก็อาจจะกลับมาหาเรื่องลู่ชิงหวยอีกครั้ง เรื่องแบบนี้ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
ทางด้านหญิงสาวที่เพิ่งถูกช่วยเหลือไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นเลย เธอเอาแต่จ้องมองบาดแผลของลู่ชิงหวยด้วยความรู้สึกผิด "คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ? คุณบาดเจ็บนี่นา แผลลึกไหมคะ?"
ลู่ชิงหวยไม่ได้ใส่ใจบาดแผลของตัวเองนัก "ไม่เป็นอะไรหรอกครับ กระดูกยังอยู่ดี ก็แค่โดนชกมานิดหน่อย ไม่เจ็บเลยครับ แล้ว...แล้วคุณล่ะครับ ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"
"ค่ะ..." หญิงสาวก้มหน้าลงด้วยความเขินอายพลางใช้มือดึงเสื้อผ้าที่สวมอยู่ให้กระชับขึ้น
ในช่วงที่ชุลมุนกันเมื่อกี้ กระดุมเสื้อตัวนอกของเธอถูกดึงจนหลุดไปหลายเม็ด ถ้าไม่เอามือจับเสื้อเอาไว้ เสื้อผ้าชิ้นในก็จะโผล่ออกมาให้คนอื่นเห็น
ลู่ชิงชิงที่ประคองหญิงสาวอยู่เพิ่งจะมีโอกาสได้สังเกตอีกฝ่ายอย่างจริงจัง แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทำให้เธอมองเห็นใบหน้าของหญิงสาวได้อย่างชัดเจน
หญิงสาวคนนี้ยังดูเด็กมาก รูปร่างหน้าตาของเธอดูน่ารักสดใสสมกับน้ำเสียง ถึงตอนนี้เธอจะก้มหน้าด้วยความขวยเขิน แต่ก็ยังมองเห็นลักยิ้มตื้นๆ ที่มุมปากทั้งสองข้างได้อย่างชัดเจน
ดูจากรูปลักษณ์ภายนอก เธอคนนี้คงเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและมีความรู้ นิสัยก็ต้องดีมากแน่ๆ ลู่ชิงชิงจ้องมองอีกฝ่ายพลางเกิดความรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาขึ้นมาอย่างประหลาด ราวกับว่าเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน แต่...มันจะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะ? เธอเพิ่งเคยมาเมืองหลวงของมณฑลแค่ครั้งเดียว แถมยังไม่ได้ไปคลุกคลีกับใครที่ไหนเลยด้วย!
ลู่ชิงหวยถูมือไปมาแก้เก้อ ยังไงเขาก็เป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ แถมยังโสดสนิท พอได้มาเจอกับหญิงสาวหน้าตาดีแบบนี้ ในใจก็ต้องมีหวั่นไหวกันบ้างเป็นธรรมดา "เอ่อ... คุณชื่ออะไรครับ? ให้ผมเดินไปส่งที่บ้านไหม? นี่ก็ดึกมากแล้วด้วย"
"อ๊ะ..." หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งได้สติ เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา "ฉัน...ฉันชื่อฉือซู่ฉินค่ะ บ้านอยู่ถัดไปอีกไม่ไกลนี่เอง ถ้าอย่างนั้น...คงต้องรบกวนคุณช่วยเดินไปส่งแล้วล่ะค่ะ ฉันไม่กล้าเดินกลับเองแล้วจริงๆ"
"ไม่รบกวนเลยครับ ไม่รบกวนเลย... คือว่า..." ลู่ชิงหวยหันไปมองหน้าน้องสาว
เขาหยุดคำพูดไว้แค่นั้นเมื่อสังเกตเห็นว่าลู่ชิงชิงกำลังจ้องมองฉือซู่ฉินด้วยสายตาเหม่อลอย จึงเอ่ยปากเรียก "ชิงชิง?"
"คะ? พี่รอง มีอะไรเหรอคะ?" ลู่ชิงชิงดึงสติกลับมาทันที
"เธอเป็นอะไรหรือเปล่า? พวกเราเดินไปส่งคุณผู้หญิงคนนี้ที่บ้านกันเถอะ จะปล่อยให้เขากลับเองคนเดียวได้ยังไง ทางมันเปลี่ยวไม่ปลอดภัยหรอก"
"อ๋อ... รอเดี๋ยวเถอะค่ะ ถ้าพวกเราเดินไปตอนนี้ เดี๋ยวพอเฉียวอวี้กลับมาจะหาพวกเราไม่เจอนะคะ" ลู่ชิงชิงแย้งขึ้นมาเบาๆ
ในตอนนี้สภาพจิตใจของเธอเริ่มสงบลงบ้างแล้ว เธอจึงหันไปจ้องหน้าฉือซู่ฉินอีกครั้ง
ฉือซู่ฉิน... นี่มันชื่อคุณย่าแท้ๆ ของเธอนี่นา! มิน่าล่ะเมื่อกี้เธอถึงรู้สึกคุ้นหน้านัก ที่แท้ก็เป็นเพราะแบบนี้นี่เอง! ถึงแม้ภาพจำของคุณย่าในหัวเธอจะเป็นหญิงชราวัยไม้ใกล้ฝั่ง แต่โครงหน้าของผู้ใหญ่ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนสาวๆ มากนักหรอก ถ้าลองสังเกตดูดีๆ ก็ยังพอดูออกอยู่
เพียงแต่เมื่อกี้เธอไม่ได้คิดเชื่อมโยงไปถึงเรื่องนั้นเลย ต่อให้คุณย่าจะยังคงมีเค้าโครงหน้าตาเหมือนสมัยสาวๆ อยู่บ้าง แต่ยังไงคนแก่ก็คือคนแก่ คงไม่มีใครสามารถมองปราดเดียวแล้วจำได้ทันทีหรอก
ในขณะเดียวกัน ลู่ชิงชิงก็อดทอดถอนใจไม่ได้ ชีวิตคนเรานี่มันช่างมหัศจรรย์จริงๆ! ใครจะไปคิดล่ะว่าสมัยหนุ่มสาวคุณปู่กับคุณย่าจะมีตำนานวีรบุรุษช่วยสาวงามแบบนี้ด้วย!
สมัยก่อนเธอไม่เคยรู้เรื่องความรักของคุณปู่เลย แถมพวกผู้ใหญ่ก็ไม่เคยเอาเรื่องแบบนี้มาเล่าให้ฟัง นึกไม่ถึงเลยว่าตอนนี้เธอจะได้กลายมาเป็นพยานรักในการพบกันครั้งแรกของพวกท่าน!
ถ้าอย่างนั้น ไม่ว่าเรื่องราวต่อจากนี้จะดำเนินไปในทิศทางไหน ลู่ชิงชิงก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า เธอจะต้องช่วยลู่ชิงหวยจีบฉือซู่ฉินให้ติดให้ได้!
พอคิดมาถึงตรงนี้ ลู่ชิงชิงก็รู้สึกอ่อนใจขึ้นมาอีกครั้ง เธอแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ได้หรือไง? ทำไมสวรรค์ถึงต้องลิขิตให้เธอมาเจอเรื่องวุ่นวายพวกนี้ด้วย! ทั้งๆ ที่เรื่องพวกนี้มันเป็นอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้วแท้ๆ แต่เธอกลับต้องมาคอยระแวดระวังไม่ให้การปรากฏตัวของเธอไปทำให้หน้าประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปอีก ชีวิตเธอมันช่างลำบากยากเย็นเหลือเกิน!
ลู่ชิงหวยคิดว่าสิ่งที่น้องสาวพูดก็มีเหตุผล เขาจึงเลิกล้มความคิดที่จะรีบออกเดิน แล้วหันไปพูดกับฉือซู่ฉินแทน "รอให้น้องเขยของผมกลับมาก่อน แล้วพวกเราค่อยเดินไปส่งคุณพร้อมกันได้ไหมครับ? ผมกลัวว่าถ้าเขากลับมาแล้วไม่เจอใครเขาจะร้อนใจเอาได้น่ะครับ"
"ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นรออีกสักพักก็แล้วกันค่ะ!" ฉือซู่ฉินตอบรับอย่างว่าง่าย
ลู่ชิงชิงมองออกว่าฉือซู่ฉินกำลังทำตัวไม่ถูก เพราะเสื้อคลุมตัวนอกถูกดึงจนขาด แถมยังต้องมายืนต่อหน้าชายหนุ่มแปลกหน้าอีก เป็นใครก็ต้องรู้สึกขัดเขินเป็นธรรมดา เพียงแต่ตอนนี้ลู่ชิงหวยเองก็กำลังเกร็งอยู่เหมือนกัน เขาถึงไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
[จบบท]