บทที่ 106: กินข้าว
เยี่ยนซานเหอไม่ได้ใส่ใจกับสายตาขอบคุณของคุณชายสามเซี่ยเลยสักนิด ตระกูลเซี่ยมีกิจการใหญ่โต ทรัพย์สินมากมายก่ายกอง มีหรือจะกลัวว่าเขาไม่มีเงินมาคืนให้นาง?
"ไปสั่งเหล้าขาวมาสักครึ่งจินสิ พวกเราจะได้แบ่งกันจิบคนละนิด จะได้ช่วยไล่ความหนาวเย็นออกไปบ้าง"
เซี่ยจือเฟยเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า หลังจากที่หลี่ปู้เหยียนดึงดาบกลับมาแล้ว ท่าทีของนางก็ดูอิดโรยลงไปถนัดตา ร่างบางฟุบหน้าลงกับโต๊ะ สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก
"เสี่ยวเอ้อ เอาเหล้าขาวมาครึ่งจิน" ชายหนุ่มหันไปสั่งเด็กรับใช้ ก่อนจะก้มหน้าลงถามสตรีที่ฟุบอยู่ "เจ้าโดนลมหนาวจนไม่สบายแล้วใช่ไหม?"
หลี่ปู้เหยียนฝืนยิ้มบางๆ "ข้าไม่ได้เป็นอะไรหรอก แค่ได้ดื่มเหล้าร้อนๆ สักสองสามอึกก็คงดีขึ้นแล้วล่ะ"
ใต้โต๊ะ เผยเซ่าใช้เท้าเตะเซี่ยจือเฟยเบาๆ เป็นเชิงตั้งคำถามว่า คนที่มีวรยุทธ์สูงส่งขนาดนั้นทำไมถึงล้มป่วยไปได้ง่ายๆ มันช่างน่าแปลกประหลาดจริงๆ!
เซี่ยจือเฟยเตะสวนกลับไปทันควัน เป็นการเตือนให้รู้ว่า ไม่ว่าจะมีเรื่องแปลกประหลาดอันใดเกิดขึ้นกับสตรีสองคนนี้ ก็จงเก็บความสงสัยนั้นเอาไว้ในใจเงียบๆ เสีย
เมื่อเด็กรับใช้ยกเหล้ามาส่งให้ ทั้งสี่คนก็รินแบ่งกันไปคนละครึ่งชาม เยี่ยนซานเหอจัดการเทเหล้าในส่วนของตนเองลงในชามของหลี่ปู้เหยียนจนหมด
หลี่ปู้เหยียนยกชามเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ตามด้วยน้ำแกงร้อนๆ อีกหนึ่งชาม ร่างบางหยัดกายลุกขึ้นยืน "คุณหนู ข้าขอตัวไปนอนพักก่อนนะเจ้าคะ จะได้ห่มผ้าให้เหงื่อออกสักหน่อย"
"ห่มผ้าให้มิดชิดล่ะ เดี๋ยวข้ากินข้าวเสร็จแล้วเอาเสื้อผ้าไปผิงไฟให้แห้ง จะตามขึ้นไปนะ"
เยี่ยนซานเหอมองตามแผ่นหลังที่เดินขึ้นบันไดไป จนกระทั่งได้ยินเสียงปิดประตูห้องดังลอยมา จึงค่อยหยิบตะเกียบขึ้นมาก้มหน้าก้มตากินข้าว
อาหารของสถานีม้าเร็วนั้นรสชาติสู้โรงเตี๊ยมเล็กๆ ตามรายทางไม่ได้เลยสักนิด กับข้าวหลายอย่างก็เย็นชืดไปหมดแล้ว แต่ในเมื่อต้องเดินทางรอนแรมอยู่ข้างนอกเช่นนี้ ก็ไม่มีใครสามารถเรื่องมากหรือเลือกกินได้
กินไปได้สักพัก เยี่ยนซานเหอก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ราวกับมีสายตาคู่หนึ่งคอยจดจ้องมาที่นางอยู่ตลอดเวลา นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างกะทันหัน เซี่ยจือเฟยที่ตั้งตัวไม่ทันจึงไม่อาจหลบสายตาได้พ้น นัยน์ตาของทั้งสองสบประสานกันอย่างจัง
"คุณชายสามเซี่ยเอาแต่จ้องมองข้าทำไมหรือ?"
"ปกติเจ้ากินข้าวช้าแบบนี้ตลอดเลยหรือเปล่า?"
เยี่ยนซานเหอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "แล้วมันมีปัญหาตรงไหนหรือ?"
มุมปากของคุณชายสามเซี่ยยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ "กินช้าๆ น่ะดีแล้วล่ะ อาหารจะได้ย่อยง่าย ไม่ทรมานกระเพาะด้วย"
ถ้าอย่างนั้นแล้วจะมาแอบมองข้าทำไมกัน? เยี่ยนซานเหอรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ พอได้มานั่งร่วมโต๊ะอาหารทีไร ก็มักจะมีท่าทีประหลาดๆ ที่อธิบายไม่ถูกอยู่เสมอ ตอนที่อยู่หอชุนเฟิงก็เป็นแบบนี้ ตอนที่กินมื้อเที่ยงที่จวนตระกูลจี้ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
เซี่ยจือเฟยดึงสายตากลับมาที่ชามข้าวของตน แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ยังคงไม่ยอมแพ้ ลอบปรายตามองเยี่ยนซานเหอไปอีกหนึ่งที จู่ๆ ก็มีคนเตะขาเขาจากใต้โต๊ะ ชายหนุ่มปรือตาขึ้นมอง ก็เห็นเผยเซ่ากำลังกะพริบตาส่งสัญญาณมาให้ เป็นเชิงถามว่า เจ้าจะไปนั่งจ้องแม่นางเขากินข้าวทำไมกัน?
คุณชายสามเซี่ยส่งสายตาดุๆ กลับไป ทำไมเจ้าต้องเข้ามายุ่งวุ่นวายไปเสียทุกเรื่องด้วย รีบๆ กินข้าวของเจ้าไปเถอะ!
เผยเซ่ายังคงไม่ยอมเลิกรา ส่งสายตากลับมาอีกครั้งว่า เมื่อกี้ข้าเห็นนะว่าเจ้าแอบมองนางอีกแล้ว
เซี่ยจือเฟยขบกรามแน่น นึกด่าในใจว่า เจ้ารีบๆ ตาบอดไปเสียเถอะ!
บรรยากาศรอบโต๊ะเริ่มดูแปลกไป เยี่ยนซานเหอจึงเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ทว่าบุรุษทั้งสองที่นั่งอยู่ด้านข้าง คนหนึ่งกำลังคีบข้าวเข้าปาก อีกคนกำลังคีบกับข้าว สีหน้าของทั้งคู่ดูเรียบเฉยและสงบนิ่งเป็นปกติ
ไม่เสียแรงที่เป็นถึงทายาทตระกูลใหญ่ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี แม้ว่าเวลาปกติคนหนึ่งจะดูหยิ่งยโสโอหัง ส่วนอีกคนก็ดูเป็นคุณชายเสเพลรักสนุก แต่พอถึงเวลานั่งร่วมโต๊ะอาหาร มารยาทที่พึงมีก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่องไปเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มทั้งสองไม่ได้กินข้าวส่งเสียงดังน่าเกลียดออกมาให้ได้ยินเลย
ท่ามกลางความเงียบสงบ ในที่สุดเยี่ยนซานเหอก็กินมาถึงข้าวคำสุดท้าย นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ริมฝีปากบางยื่นออกมาก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็หลับตาปี๋ แล้วฝืนกลืนข้าวคำสุดท้ายนั้นลงคอไปจนได้
เมื่อเคี้ยวเม็ดข้าวในปากจนละเอียดแล้วกลืนลงคอเรียบร้อย นางก็วางตะเกียบลงบนโต๊ะ "พวกเจ้าค่อยๆ กินกันไปเถอะ ข้าขอตัว..."
"เยี่ยนซานเหอ!" เซี่ยจือเฟยร้องเรียกนางเอาไว้กะทันหัน "ตอนที่เจ้ากินข้าวคำสุดท้ายเมื่อกี้ ทำไมถึงต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยล่ะ? แล้วทำไมถึงต้องหลับตาด้วย?"
แอบมองข้าอีกแล้วหรือ? เยี่ยนซานเหอชักจะเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว "เซี่ยจือเฟย นี่เจ้าจะมาคอยจับจ้องเรื่องการกินข้าวของข้าทำไมกันแน่?"
เจอคำถามนี้สวนกลับมา เซี่ยจือเฟยถึงกับสะอึกไปชั่วขณะ แววตาของเขาลุกหลิกลอกแลกอยู่ชั่วครู่ "ไม่ได้ทำไมหรอก ก็แค่บังเอิญเห็นเข้าพอดี เลยถามดูเล่นๆ เท่านั้นเอง"
เยี่ยนซานเหอเกลียดที่สุดเวลาที่คนอื่นมาทำเหมือนนางเป็นตัวประหลาด คอยจ้องจับผิดแล้วถามนั่นถามนี่ นางผุดลุกขึ้นยืน นัยน์ตาคู่สวยทอประกายเย็นชา "คุณชายสามเซี่ย ข้าไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเจ้า เจ้าเองก็ไม่ควรจะมาตั้งคำถามอะไรส่งเดชแบบนี้ ต่างคนต่างรักษามารยาทและไว้หน้ากันบ้าง มันจะส่งผลดีต่อเราทั้งสองฝ่ายนะ"
สิ้นคำพูดนั้น นางก็สะบัดแขนเสื้อ เดินหันหลังสับเท้าจากไปทันที ชุดบุรุษที่สวมใส่อยู่นั้นดูหลวมโพรกเกินกว่าขนาดตัวของนางไปมาก พอเอามาสวมทับร่างบอบบางก็ดูคล้ายกับจีวรของพระสงฆ์ แขนเสื้อที่ยาวรุ่มร่ามแกว่งไกวไปมาตามจังหวะการก้าวเดิน ดูแล้วช่างน่าขบขันอยู่ไม่น้อย
เซี่ยจือเฟยถอนสายตาจากแผ่นหลังบาง ก็บังเอิญไปสบเข้ากับดวงตาของเผยเซ่าอีกครั้ง เมื่อสตรีทั้งสองคนลุกจากโต๊ะไปแล้ว เผยเซ่าก็สามารถอ้าปากพูดคุยได้อย่างเปิดเผยเสียที
"เซี่ยอู่สือ วันนี้ท่าทางของเจ้าดูแปลกๆ ไปนะ!"
"แปลกตรงไหนกัน?"
เผยเซ่ายื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ "เจ้าบอกความจริงข้ามาเถอะ นี่เจ้าคิดอะไรกับแม่หมอเยี่ยนนางใช่ไหม..."
"อย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ!" ใบหน้าที่มักจะประดับไปด้วยรอยยิ้มของเซี่ยจือเฟยแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงขึ้นมาในทันตา "ข้าไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับนางเลยสักนิด!"
"พูดจริงหรือ?"
"จริงแท้แน่นอน!"
"จริงแท้แน่นอนแบบไม่ปิดบังเลยใช่ไหม?"
เซี่ยจือเฟยกระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดังปัง คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันแน่น "เผยหมิงถิง มารดาเจ้าเถอะ..."
"เอาล่ะๆ ถือเสียว่าข้าปากมากไปเองก็แล้วกัน" เผยเซ่ายกมือทั้งสองข้างขึ้นยอมแพ้ "ข้าจะไปผิงไฟให้เสื้อผ้าแห้งอยู่ข้างหลังหน่อย เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ชุดนี้ เนื้อผ้าก็หยาบกระด้าง การตัดเย็บก็ไม่ได้เรื่อง สู้กลับไปใส่เสื้อผ้าของตัวเองก็ไม่ได้ สบายตัวกว่าตั้งเยอะ เจ้ากินอิ่มแล้วหรือยังล่ะ ไปด้วยกันไหม?"
"อิ่มอะไรกัน เหล้ายังดื่มไม่หมดเลย!" เซี่ยจือเฟยจัดการเทเหล้าที่เหลืออยู่ในชามของเผยเซ่ามาใส่ชามตัวเองจนหมด แล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวคำใหญ่
ฤทธิ์ของสุราที่ไหลผ่านลำคอลงไปนั้นร้อนผ่าวราวกับจะแผดเผา ลามลงไปถึงอวัยวะภายใน ก่อให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านจนอธิบายไม่ถูก มันร้อนรุ่มเหมือนมีกองไฟสุมอยู่ในอก ชายหนุ่มวางชามกระแทกกับโต๊ะเสียงดัง ก่อนจะลุกพรวดเดินตรงไปยืนอยู่ใต้ชายคา
สายฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพักเลยแม้แต่น้อย ลมหนาวที่พัดโชยมาปะทะร่างทำเอาเขาถึงกับสะท้านเยือก เขารู้ดีแก่ใจว่าตัวเองกำลังหงุดหงิดเรื่องอะไรอยู่
ท่าทีของนางตอนที่ลังเลว่าจะกินข้าวคำนั้นดีหรือไม่ มันดูคล้ายกับคนผู้นั้นเสียเหลือเกิน เริ่มจากขมวดคิ้ว จากนั้นก็เม้มริมฝีปากนิดๆ แล้วค่อยทำหน้าเหมือนคนเตรียมใจยอมรับชะตากรรม สุดท้ายก็หลับตาปี๋แล้วกลืนมันลงไป ทุกการกระทำ ทุกท่วงท่า ดูมีเค้าโครงเหมือนกันเลย แต่เห็นได้ชัดว่าสตรีตรงหน้านี้ไม่ใช่คนผู้นั้น คนผู้นั้นจากโลกนี้ไปตั้งนานแล้ว...
เสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากเบื้องหลัง
"เผยหมิงถิง มารดาเจ้าเถอะ เจ้าจะปล่อยให้ข้าอยู่เงียบๆ..." เซี่ยจือเฟยหันขวับกลับไปหมายจะต่อว่า
เยี่ยนซานเหอถอยหลังไปครึ่งก้าว สีหน้าของนางดูแข็งค้างไปเล็กน้อย "ข้าแค่จะมาบอกเจ้าว่า พรุ่งนี้พวกเราออกเดินทางให้สายหน่อยก็แล้วกัน"
เซี่ยจือเฟยรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว "เจ้ากลัวว่าหลี่ปู้เหยียนนางจะ..."
"ใช่"
"เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ต้องมาบอกข้าหรอก เจ้าตัดสินใจเองได้เลย" น้ำเสียงของเขาเจือความเย็นชา ทว่าน้ำเสียงของเยี่ยนซานเหอนั้นกลับเย็นเยียบยิ่งกว่า
"สำหรับข้าแล้ว อะไรก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง ล้วนไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยทั้งนั้น ข้าไม่รบกวนเวลาคิดอะไรเพลินๆ ของคุณชายสามเซี่ยแล้วล่ะ"
เอาล่ะสิ คราวนี้หงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ต่อให้ลมหนาวพัดมาแรงแค่ไหนก็ไม่อาจดับไฟในอกได้เลย หน้าอกของเซี่ยจือเฟยกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรงด้วยความขุ่นเคือง
….
เตาไฟตั้งอยู่ในห้องครัว เยี่ยนซานเหอยกม้านั่งยาวมาวางไว้ใกล้ๆ แล้วจัดการนำเสื้อผ้าของทั้งสองคนไปพาดไว้ทีละชิ้น เสื้อผ้านั้นแห้งง่าย แต่รองเท้ากลับแห้งยากกว่ามาก เยี่ยนซานเหอถือรองเท้าผ้าไหมสองคู่ไว้ในมือ คอยพลิกไปพลิกมาอังไฟอยู่เหนือเตา
"เยี่ยนซานเหอ" เสียงของเผยเซ่าดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่ย่อตัวลงนั่งยองๆ ในมือของเขาถือรองเท้าผ้าสีดำมาสองคู่ "ขยับที่ให้ข้าหน่อยสิ"
เยี่ยนซานเหอชักมือกลับมาเล็กน้อย เผยเซ่าจึงถือโอกาสยื่นมือออกไปอังไฟบ้าง ต่างคนต่างอยู่ ไม่ก้าวก่ายกัน! แม้จะไม่มีเรื่องบาดหมางอะไรกัน แต่มันก็ไม่มีบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองเช่นกัน
ใต้เท้าเผยน่ะกลัวความเงียบที่สุด ปล่อยให้เงียบแบบนี้มันน่าอึดอัดจะตายไป ชายหนุ่มกระแอมไอออกมาเบาๆ "เอ่อ... เรื่องตอนกินข้าวเมื่อกี้ ข้าขอโทษแทนเซี่ยอู่สือด้วยก็แล้วกันนะ"
เยี่ยนซานเหอไม่ได้แม้แต่จะปรายตามอง
"ปกติหมอนั่นไม่ได้เป็นคนแบบนี้หรอกนะ เวลาปกติปากหวานเจื้อยแจ้วอย่างกับอาบน้ำผึ้งมา จะเอาหวานแค่ไหนก็ได้ ข้ายังเคยล้อเลยว่าหมอนั่นต้องเป็นปีศาจผึ้งมาเกิดแน่ๆ" ใต้เท้าเผยหัวเราะแห้งๆ สองเสียง "ก็นี่พวกเราเดินทางรอนแรมอยู่ข้างนอก สงสัยตากฝนมากไปหน่อย สมองก็เลยเพี้ยนๆ ไปบ้างน่ะ"
เยี่ยนซานเหอตวัดสายตาเย็นชาขึ้นมอง
"เรื่องจริงนะ ข้าไม่ได้โกหกเลย" ใต้เท้าเผยพยักหน้าอย่างจริงจัง "หมอนั่นน่ะเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว พอตากฝนเมื่อไหร่ สมองก็มักจะเพี้ยนไปเมื่อนั้น ป่วยเอาทุกที แถมไม่ใช่ป่วยธรรมดาด้วยนะ"
"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?"
"อ้าว ทำไมเจ้าพูดจาแบบนี้ล่ะ" ใต้เท้าเผยชักจะไม่สบอารมณ์ขึ้นมาบ้างแล้ว "โบราณเขาว่าไว้ ต้องทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันกันมาเป็นร้อยปีถึงจะได้ลงเรือลำเดียวกัน พวกเราหนีฝนมาด้วยกัน หนีตายมาด้วยกัน นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน แถมยังมานั่งผิงรองเท้าที่เตาเดียวกันอีก วาสนาแบบนี้ต่อให้บำเพ็ญเพียรมาสักห้าร้อยปีก็คงไม่พอหรอกมั้ง"
เยี่ยนซานเหอไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าบุรุษผู้นี้พูดจาวกไปวนมา ไร้สาระหาแก่นสารไม่ได้ เขาต้องการจะสื่อถึงอะไรกันแน่
"แล้วยังไงต่อล่ะ?"
[จบบท]