บทที่ 113: เรื่องเล่า
เยี่ยนซานเหอรู้ดีว่าจุดจบของอู๋กวนเยวี่ยและบุตรชายลงเอยอย่างไร ทว่านางกลับไม่ได้ล่วงรู้ถึงเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่เลยแม้แต่น้อย ความอยากรู้อยากเห็นภายในใจของนางจึงเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ
"แล้วหลังจากนั้นความแตกได้ยังไงล่ะ?"
"อดีตฮ่องเต้สวรรคต ฮ่องเต้พระองค์ใหม่เสด็จขึ้นครองราชย์ ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว หลังจากฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ กษัตริย์ของแคว้นใต้บังคับบัญชาจะต้องส่งคณะราชทูตเดินทางมาเพื่อแสดงความยินดี"
เซี่ยจือเฟยปรายตามองไปทางทิศที่ตั้งของเมืองหลวง น้ำเสียงของเขายังคงทุ้มต่ำราบเรียบ
"เหล่าขุนนางจากกรมพิธีการถึงเพิ่งมาสังเกตเห็นในราชสาส์นแสดงความยินดี ว่ากษัตริย์แคว้นต้าฉีไม่ได้ใช้แซ่เฉินอีกต่อไปแล้ว แต่เปลี่ยนไปใช้แซ่อู๋แทน ท้ายราชสาส์นฉบับนั้นยังมีการเขียนกำกับเอาไว้ด้วยประโยคหนึ่งว่า อู๋กวนเยวี่ยได้รับการสถาปนาให้เป็นกษัตริย์จากการสนับสนุนของชาวบ้าน หวังว่าจะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากฮ่องเต้แคว้นต้าฮวา"
เยี่ยนซานเหอรับฟังพลางวิเคราะห์ตาม "หนทางแสนยาวไกล ฮ่องเต้ไม่มีทางรู้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นภายในแคว้นต้าฉี พระองค์ย่อมต้องส่งคนเดินทางไปตรวจสอบเรื่องนี้อยู่แล้วใช่ไหม?"
"ถูกต้อง" เซี่ยจือเฟยอธิบายเหตุการณ์ต่อ "ฮ่องเต้ส่งรองเจ้ากรมพิธีการฝ่ายขวาให้เดินทางไปสืบหาความจริงที่แคว้นต้าฉี พอรองเจ้ากรมฝ่ายขวาเดินทางกลับมาถวายรายงานว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นความจริงตามนั้น ฮ่องเต้ก็เลยประทานราชโองการแต่งตั้งลงไป"
เผยเซ่าแค่นเสียงหยัน "เจ้ารองเจ้ากรมฝ่ายขวาคนนี้ร้อยทั้งร้อยต้องรับสินบนก้อนโตมาแน่ เงินทองที่ได้มาคงไม่ใช่น้อยๆ ด้วยสิ"
"แล้วหลังจากนั้นเป็นยังไงต่อล่ะ?" คราวนี้คนที่ส่งเสียงเร่งเร้าคือหลี่ปู้เหยียน นางนั่งฟังจนตาแทบไม่กะพริบ ในใจแอบนึกเสียดายว่าเรื่องราวสนุกตื่นเต้นขนาดนี้ หากเปลี่ยนคนเล่าเป็นคนอื่นคงจะดีไม่น้อย คุณชายสามเซี่ยเล่นเล่าด้วยโทนเสียงราบเรียบระดับเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบเลย
"ปีหย่งเหอที่สอง ซุนปินซึ่งเป็นขุนนางเก่าแก่ของแคว้นต้าฉีเดินทางมาที่เมืองหนานหนิงอย่างกะทันหัน เขาบอกว่ามีเรื่องด่วนต้องเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลฮ่องเต้ ผู้ว่าการเมืองหนานหนิงสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงรีบจัดส่งกำลังทหารคุ้มกันตัวเขาส่งตรงไปถึงเมืองหลวง"
เซี่ยจือเฟยยังคงเล่าต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามเดิม "พอซุนปินได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ เขาก็เอาแต่ร้องไห้ก่นด่าพฤติกรรมต่ำช้าของอู๋กวนเยวี่ย ที่ทำการสังหารหมู่กวาดล้างราชวงศ์เฉิน รวมไปถึงกวาดล้างคนในราชสำนัก แล้วยังใช้อุบายก่อกบฏชิงบัลลังก์มาเป็นของตัวเอง"
คำบอกเล่าสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ กลับทำให้ทุกคนที่ได้ฟังรู้สึกใจเต้นแรงด้วยความระทึก
ทว่าเยี่ยนซานเหอกลับมีท่าทีสงบนิ่ง นางใคร่ครวญตาม "ฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก ก็เลยจัดส่งกองทัพไปปราบปรามสินะ?"
"คราวนี้เจ้าเดาผิดแล้วล่ะ" เซี่ยจือเฟยเบือนสายตา ก้มมองเยี่ยนซานเหอ "ฮ่องเต้เป็นถึงโอรสสวรรค์ จะทรงหูเบาเชื่อคำพูดเพียงฝ่ายเดียวได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นก่อนหน้านี้ก็ยังมีคำให้การของรองเจ้ากรมพระคลังยืนยันอยู่ด้วย เพียงแต่ยังไม่ทันที่ฮ่องเต้จะจัดส่งคนเดินทางไปสืบหาเบาะแสที่แคว้นต้าฉี ก็มีบุคคลอีกคนหนึ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวงเสียก่อน พวกเจ้าลองทายดูสิว่าเป็นใคร?"
ด้วยนิสัยใจร้อนของเผยเซ่า มีหรือจะทนฟังอย่างใจเย็นไหว "เซี่ยอู่สือ ขืนเจ้ายังมัวแต่อมพะนำเล่นลีลาอยู่แบบนี้ ข้าจะบีบคอเจ้าให้ตายเลยนะ"
เซี่ยจือเฟยปรายตามองเผยเซ่าด้วยสายตาเรียบเฉย "น้องชายต่างมารดาของกษัตริย์เฉิน"
เยี่ยนซานเหอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "เขารอดชีวิตจากการสังหารหมู่ครั้งนั้นมาได้อย่างนั้นหรือ?"
เซี่ยจือเฟยพยักหน้ารับ "นับว่าดวงแข็ง โชคดีที่หนีรอดเอาชีวิตรอดมาได้"
"นี่ก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าคำพูดของขุนนางเฒ่าซุนปินเป็นความจริงทุกอย่าง คราวนี้ฮ่องเต้น่าจะส่งทหารไปจัดการแล้วใช่ไหม?" เยี่ยนซานเหอตั้งข้อสันนิษฐาน
เซี่ยจือเฟยส่ายหน้าปฏิเสธ "ราชโองการแต่งตั้งถูกประกาศออกไปให้รับรู้กันทั่วหล้าแล้ว กษัตริย์ตรัสแล้วย่อมไม่อาจคืนคำ นี่คือข้อแรก อีกทั้งการทำศึกสงครามแต่ละครั้งจะต้องสูญเสียกำลังคนและทรัพย์สินเงินทองมหาศาล นี่คือข้อที่สอง"
"หรือว่ายังมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าการทำศึกอยู่อีก?" เยี่ยนซานเหอครุ่นคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เงยหน้าสบตากับเซี่ยจือเฟย "มีสิ บีบให้อู๋กวนเยวี่ยคนนั้นยอมสละตำแหน่งไปเอง ข้อแรกสามารถรักษาหน้าตาของฮ่องเต้เอาไว้ได้ ส่วนข้อที่สองก็ไม่ต้องสูญเสียกำลังทหารแม้แต่นายเดียว"
เซี่ยจือเฟยมองใบหน้าของนางแล้วยกยิ้มบางๆ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเป็นประกายสว่างไสว เขาขำอะไรของเขา เยี่ยนซานเหอแอบเบือนหน้าหนีหลบสายตาไปทางอื่นเงียบๆ
"ฮ่องเต้จึงรับสั่งให้ส่งราชโองการเดินทางไปยังแคว้นต้าฉี ใช้อำนาจบารมีควบคู่ไปกับการหยิบยื่นพระมหากรุณาธิคุณเพื่อกดดันอู๋กวนเยวี่ย" เซี่ยจือเฟยยังคงจับจ้องสายตาไปที่นางไม่วางตา "เยี่ยนซานเหอ ถ้าเจ้าเป็นอู๋กวนเยวี่ย เจ้าจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร?"
เยี่ยนซานเหอชะงักไปกับคำถามของเขา จุดจบของอู๋กวนเยวี่ยคือการถูกล้างตระกูล จากนั้นสองพ่อลูกก็หลบหนีไป ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า... "เขายอมตายแต่ไม่ยอมทำตามใช่ไหม?"
"คราวนี้ เจ้าก็เดาผิดอีกตามเคย เขาส่งคณะราชทูตเดินทางมายังเมืองหลวงเพื่อถวายราชสาส์น เนื้อหาในสาส์นบอกว่าเขายินดีจะสละบัลลังก์ และพร้อมยอมรับบทลงโทษทุกอย่างจากแคว้นต้าฮวาด้วยความเต็มใจ"
"นี่มันเป็นแผนถ่วงเวลาชัดๆ ไม่ใช่เหรอ?" เยี่ยนซานเหอโพล่งออกไปตามที่คิด
เซี่ยจือเฟยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำพูดนั้น เพียงแค่ผ่อนจังหวะน้ำเสียงลงเล็กน้อย "ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยมาก พระองค์ทรงเรียกเหล่าขุนนางมาร่วมปรึกษาหารือ และตัดสินพระทัยยกเว้นความผิดทั้งหมดให้แก่อู๋กวนเยวี่ย อีกทั้งยังพระราชทานที่ดินศักดินาให้เพื่อเป็นการปลอบขวัญอีกด้วย"
เผยเซ่าส่ายหน้าไปมา "การตัดสินพระทัยของฮ่องเต้ช่างใจกว้างเหลือเกิน ใจกว้างเสียจนดูโอนอ่อนเกินไปหน่อย เยี่ยนซานเหอ เจ้าเห็นด้วยไหมล่ะ?"
เยี่ยนซานเหอไม่ตอบคำถามนั้น นางทำเพียงรอฟังเนื้อหาที่เซี่ยจือเฟยจะเล่าต่ออย่างเงียบๆ
"ฮ่องเต้ส่งทูตพร้อมกับกองทหารฝีมือดีจำนวนห้าพันนาย เพื่อคุ้มกันน้องชายต่างมารดาของกษัตริย์เฉินเดินทางกลับแคว้นต้าฉี เตรียมตัวไปรับมอบบัลลังก์คืนจากมืออู๋กวนเยวี่ย ใครจะไปรู้ล่ะว่า..." เซี่ยจือเฟยเลิกคิ้ว น้ำเสียงของเขาแฝงความโกรธเกรี้ยวผิดปกติ "ใครจะไปคาดคิดว่าพอข้ามแม่น้ำเป่ยชางไปได้ไม่ทันไร ก็ถูกกองกำลังของอู๋กวนเยวี่ยที่ดักซุ่มรออยู่โจมตีเข้าใส่ คณะทูตกับน้องชายของกษัตริย์เฉินถูกตัดหัวขาดกระเด็นตรงนั้น ทหารห้าพันนายถูกฆ่าตายไปสามร้อย บาดเจ็บสาหัสไปอีกหนึ่งพัน คนที่รอดชีวิตต่างพากันหนีตายข้ามแม่น้ำเป่ยชางกลับมายังฝั่งแคว้นต้าฮวา"
สิ้นประโยคบอกเล่านั้น สีหน้าของทุกคนในที่นั้นก็เปลี่ยนไป สองแคว้นทำศึกสงคราม ยังมีธรรมเนียมละเว้นชีวิตทูต...
เผยเซ่าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ "เป็นแค่แคว้นใต้บังคับบัญชาเล็กๆ แท้ๆ กลับกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ไม่รู้ว่าเจ้าคนสารเลวแซ่อู๋นั่นมันกินดีหมีหัวใจเสือเข้าไปหรือยังไง ถึงได้ใจกล้าหน้าด้านทำเรื่องพรรค์นี้ลงไปได้"
"คุณชายสาม" เส้นเลือดบนหน้าผากของหลี่ปู้เหยียนปูดโปนขึ้นมาด้วยอารมณ์คุกรุ่น "รีบเล่าต่อสิ แล้วเหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นยังไงต่อ?"
"ปีหย่งเหอที่สาม ฮ่องเต้ส่งแม่ทัพเจิ้งอวี้คุมกองทัพเดินทางไปปราบปรามแคว้นต้าฉี ศึกครั้งนั้นเราได้รับชัยชนะ ตระกูลอู๋ถูกกวาดล้างจนราบคาบ แต่อู๋กวนเยวี่ยกับบุตรชายกลับฉวยโอกาสหลบหนีรอดไปได้"
"เยี่ยนซานเหอ เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง?" เผยเซ่าตกใจแทบตาถลน
"ใช่แล้ว คุณหนู เจ้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน?"
"ข้ายังรู้อีกด้วยนะว่า ปีหย่งเหอที่แปด อู๋กวนเยวี่ยกับบุตรชายได้ส่งมือสังหารลอบเข้ามาในเมืองหลวง แล้วลงมือฆ่าล้างจวนแม่ทัพเจิ้งอวี้" เยี่ยนซานเหอมีท่าทีเรียบเฉยขณะเล่าต่อ "คนในจวนแม่ทัพเจิ้งอวี้ทั้งหมดร้อยแปดสิบชีวิต ไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว"
"เจ้า เจ้า เจ้า..." เผยเซ่าตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก หรือว่าแม่หมอเยี่ยนคนนี้จะมีวิชาหยั่งรู้คำนวณทำนายอนาคตกับเขาด้วย?
"เยี่ยนซานเหอ" เซี่ยจือเฟยมองใบหน้าซีดเผือดของนาง พลางสะกดกลั้นความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่านเอาไว้ "ท่านพ่อของข้าเล่าจุดจบของอู๋กวนเยวี่ยกับบุตรชายให้เจ้าฟัง แต่ไม่ได้เล่าเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังพวกนี้ให้รับรู้สินะ ตอนนี้เจ้าเข้าใจกระจ่างแล้วใช่ไหม?"
"ขอบใจเจ้ามากนะที่ช่วยคลายความสงสัยให้ข้า" เยี่ยนซานเหอสบสายตาดำขลับของเซี่ยจือเฟย "ความจริงแล้ว เรื่องราวในครั้งนี้ข้าสามารถปล่อยวางได้แล้วล่ะ"
"เจ้าปล่อยวางได้ก็ดีแล้ว" บางที สิ่งที่พูดได้ง่ายที่สุดบนโลกใบนี้ก็คือการปล่อยวาง แต่สิ่งที่ทำได้ยากที่สุด... ก็คือการปล่อยวางเช่นเดียวกัน!
เซี่ยจือเฟยเบือนหน้าไปทางอื่น เขาทอดสายตามองทอดยาวไปยังสายน้ำที่คดเคี้ยวของแม่น้ำเป่ยชางซึ่งอยู่ไกลออกไป โดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
เยี่ยนซานเหอมองตามเขาตาไม่กะพริบ นางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะนางคิดไปเองหรือเปล่า แต่กลับมีความรู้สึกว่าเซี่ยจือเฟยในเวลานี้ดูแตกต่างไปจากคุณชายสามเซี่ยคนก่อนอยู่บ้าง ดูคล้ายจะกลายเป็นคนที่สุขุมลุ่มลึกมากจนเกินไป
"อมิตาภพุทธะ!" พระสงฆ์จื้อทงยกมือพนมขึ้นระดับอก "ในเมื่อคุณชายสามเล่าเรื่องจบแล้ว พวกเราก็ลงเขากันเถอะ"
"ลงเขาๆ ไปจัดการเรื่องสำคัญของเรากันดีกว่า" เผยเซ่าจับมือหวงฉีพยุงตัวลุกขึ้นยืน "เซี่ยอู่สือ เจ้ามาช่วยประคองข้าหน่อยสิ"
"เจ้าไม่มีหวงฉีคอยประคองหรือยังไงกัน?"
"ข้าอยากให้เจ้ามาพยุง ไม่ได้หรือไงล่ะ?"
เซี่ยจือเฟยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรไปจู่ๆ ถึงได้รบเร้าเช่นนี้ เขาทำเพียงเดินเข้าไปหา พร้อมกับยื่นมือไปช่วยประคองพลางถามเสียงเบา "เรียกข้ามาทำไม?"
เสียงของเผยเซ่าแทบจะเล็ดลอดออกมาจากจมูก "เมื่อกี้เจ้าเป็นอะไรกันแน่?"
"ข้าเป็นอะไรล่ะ?"
"เจ้าไม่ต้องมาทำเป็นแกล้งโง่เลย" เผยเซ่าขบกรามแน่น "อย่าลืมสิว่าพวกเราโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังใส่กางเกงเจาะก้น แค่เจ้าขยับตัวข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าคิดจะทำอะไร ไม่มีทางรอดพ้นสายตาข้าไปได้หรอกนะ"
เซี่ยจือเฟยหลุดขำกับท่าทางเอาจริงเอาจังนั้น "ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองบอกข้ามาสิ ว่าข้ากำลังคิดจะทำอะไร?"
"ในใจเจ้ามีเรื่องปิดบังอยู่"
"ข้าจะมีเรื่องปิดบังอะไรล่ะ?"
เผยเซ่าเบะปากส่งเสียงหัวเราะหยันในลำคอ ชี้มือไปที่แผ่นหลังของเยี่ยนซานเหอที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า "เจ้าอุตส่าห์ไปสืบเรื่องราวเก่าแก่เมื่อแปดร้อยปีก่อนซะทะลุปรุโปร่งเพื่อนางขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไรอยู่อีกเหรอ?"
เซี่ยจือเฟยทำเพียงยืนเงียบ
"เอาล่ะ!" มุมปากเผยเซ่ายกยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า "สารภาพกับพี่น้องอย่างข้ามาซะดีๆ เถอะน่า"
เซี่ยจือเฟยยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง สีหน้าไม่เปลี่ยน "ในสำนักหมอหลวง หมอคนไหนรักษาโรคเก่งที่สุดล่ะ?"
"ก็ต้องเป็นท่านพ่อข้าอยู่แล้วสิ!"
"พอกลับไปถึงแล้ว ก็ให้ท่านพ่อของเจ้าช่วยตรวจชีพจรดูหน่อยนะ"
"ข้าป่วยเป็นโรคอะไร?"
"โรคสติฟั่นเฟือนไงล่ะ!"
[จบบท]