บทที่ 126: ล่องูออกจากถ้ำ
เวลาผ่านไปราวครึ่งถ้วยชา
พวกเขาก็หาถนนหลวงที่กว้างขวางและโล่งเตียนพบ มองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา นอกจากภูเขาสูงลิบลิ่วแล้วก็ไม่มีสิ่งกีดขวางอื่นใดให้เห็น
คนที่ทำงานในที่ว่าการได้ ล้วนแต่ฉลาดแกมโกง ซานพั่งและลูกน้องจงใจเดินห่างออกไปไกลๆ
หลี่ปู้เหยียน จูชิง และหวงฉี ต่างแยกย้ายกันไปยืนอยู่บนที่สูงเพื่อสังเกตการณ์รอบๆ ถนนหลวง
สามคนที่เหลือต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดเย็นชา
ไม่มีใครยอมปริปาก พวกเขาต่างยังคงตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งเกิดขึ้น
หลายปีมานี้ เซี่ยจือเฟยและเผยเซ่าติดตามองค์ไท่ซุน เผชิญกับอันตรายมาไม่น้อย
แต่เหตุการณ์เฉียดตายที่เกิดขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยและไร้เหตุผลอย่างวันนี้ พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อน
เผยเซ่าตาลอยเคว้งคว้าง
"พวกเจ้าสองคนคิดยังไงกับเรื่องนี้?"
เซี่ยจือเฟยมองใบหน้าซีดเซียวของเยี่ยนซานเหอ
"เป้าหมายต้องเป็นพวกเราแน่ๆ"
เยี่ยนซานเหอไม่ได้ตอบอะไร เสียงแหบแห้งของเผยเซ่าจึงดังขึ้นแทน
"เรามาที่นี่ไม่ได้ไปผูกใจเจ็บหรือมีเรื่องบาดหมางกับใครเลยนะ"
เซี่ยจือเฟยเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น
"ถูกของเจ้า แล้วคนพวกนี้เป็นใคร? ทำไมถึงต้องมาฆ่าพวกเรา? แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้ล่าถอยไป?"
คำถามสามข้อที่ถูกสาดออกมารวดเดียวราวกับแส้ที่เฆี่ยนตีลงบนจิตวิญญาณของคนทั้งสาม
ไม่มีใครสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้
"เยี่ยนซานเหอ เราต้องมาวิเคราะห์กันหน่อยแล้ว"
สีหน้าของเผยเซ่าดูจริงจัง
"ถูกต้อง! ถ้าเราวิเคราะห์ไม่ออก เราก็ก้าวเดินต่อไปไม่ได้ ข้างหน้ายังมีดักซุ่มอยู่อีกเท่าไหร่ มีมือสังหารอีกกี่คน ก็ไม่มีใครรู้"
เยี่ยนซานเหอมักจะใช้การตั้งคำถาม เพื่อค่อยๆ ค้นหาความจริงทีละนิด
"มา เริ่มวิเคราะห์กัน เซี่ยจือเฟย เป้าหมายที่เรามาที่นี่คืออะไร?"
"เพื่อคลายปมวิญญาณแก้ปมในใจให้ฮูหยินผู้เฒ่าจี้"
"ก่อนหน้านี้เดินทางกันมาอย่างปลอดภัย ทำไมพอข้ามสะพานเป่ยชางเข้ามาในเขตแคว้นต้าฉี ปัญหาก็พุ่งชนทันทีเลยล่ะ?"
เซี่ยจือเฟยจ้องมองดวงตาที่ลึกล้ำราวกับสระน้ำของเยี่ยนซานเหอ เขาเงียบไปพักใหญ่
คำถามนี้ เขาครุ่นคิดวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็หาคำตอบไม่ได้
สายตาของเยี่ยนซานเหอเบนความสนใจไปทางอื่น ก่อนจะหันขวับไปมองเผยเซ่า
"เจ้าลองตอบมาสิ?"
เผยเซ่าขบกรามแน่นไม่ยอมปริปาก ผ่านไปสักพัก เขาจึงยื่นปลายเท้าไปแตะที่เท้าของเซี่ยจือเฟยเบาๆ
เซี่ยจือเฟยรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการสื่อความหมายอะไร
จะเป็นคนจากเมืองหลวงหรือเปล่า?
จะเป็นคนของฮั่นอ๋องไหม?
ฮั่นอ๋องเก่งกาจเรื่องการศึก ถนัดตำราพิชัยสงคราม และเบื้องหลังก็เลี้ยงดูนักรบเดนตายไว้กลุ่มหนึ่งจริงๆ แต่ทว่า...
มันไม่มีแรงจูงใจนี่นา!
พวกเขาไม่ใช่ไท่จื่อ ไม่ใช่องค์ไท่ซุน ต่อให้พวกเขาสองคนต้องตายไปสักกี่ร้อยครั้ง ก็ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาเลย
เซี่ยจือเฟยส่ายหัวอย่างหนักแน่น
เมื่อตัดความเป็นไปได้เรื่องคนในเมืองหลวงออกไป ข้อสันนิษฐานในใจของเผยเซ่าก็เริ่มชัดเจนขึ้น
"หรือว่าจะมีใครบางคนไม่อยากให้เราตามหาอู๋กวนเยวี่ยเจอ?"
ดวงตาของเยี่ยนซานเหอเปล่งประกายขึ้นมา
"ใครล่ะ? ใครกันที่ไม่อยากให้เราเจออู๋กวนเยวี่ย?"
เซี่ยจือเฟยขมวดคิ้วเข้าหากัน
"ก็มีแค่อู๋กวนเยวี่ยตัวจริง หรือไม่ก็ลูกหลานของเขาเท่านั้นแหละ ที่ไม่อยากให้เราหาเขาจนพบ นอกเหนือจากนี้ ข้าก็มองไม่เห็นทางเลือกอื่นแล้ว"
เผยเซ่าครุ่นคิด
"มือสังหารที่มีฝีมือระดับนั้นได้ จะต้องเป็นผู้มีอำนาจล้นฟ้าเท่านั้นถึงจะเลี้ยงดูไหว ต้องเป็นสองพ่อลูกอู๋กวนเยวี่ยนั่นแหละ"
เยี่ยนซานเหอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วตั้งคำถามต่อไป
"พวกเราเดินทางมายังเมืองหนานหนิง โดยไม่มีใครรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงเลย การไปที่หมู่บ้านตระกูลหู เราก็ใช้ข้ออ้างว่าไปเยี่ยมเยือนบ้านเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าจี้ ข้าพูดถูกไหม?"
"ถูก!"
"ถูก!"
"นับตั้งแต่เข้าเมืองหนานหนิงมาจนถึงวันนี้ เป็นเวลาสิบเอ็ดวันเต็ม พวกเราปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน ทุกอย่างราบรื่นมาตลอด จนกระทั่งมาถึงวันนี้ ข้าพูดถูกไหม?"
"ถูก!"
"ถูก!"
"นอกจากพวกเราทั้งหกคนแล้ว มีใครรู้จุดประสงค์ของการเดินทางในครั้งนี้อีกบ้าง?"
"คนที่รู้ว่าเราจะออกเดินทางในวันนี้ มีแค่สองกลุ่มเท่านั้น กลุ่มแรกคือคนของวัดกวนอิมฉาน ส่วนอีกกลุ่มก็คือที่ว่าการเมืองหนานหนิง"
"เราอยู่ที่ว่าการเมืองรวมแล้วยังไม่ถึงครึ่งชั่วยามเลยด้วยซ้ำ"
"ถ้าอย่างนั้นก็เหลือความเป็นไปได้เพียงข้อเดียว"
เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงตรงนี้ เยี่ยนซานเหอก็เป็นคนสรุปฟันธง
"นั่นก็หมายความว่า สองพ่อลูกอู๋กวนเยวี่ยมีโอกาสที่จะซ่อนตัวอยู่ในวัดสูงมากใช่ไหม?"
น้ำเสียงของเซี่ยจือเฟยสั่นเทาเล็กน้อย
"ในวัดมีพระสงฆ์อยู่เยอะมาก ทั้งที่ขึ้นทะเบียนและไม่ได้ขึ้นทะเบียน หากคิดจะซ่อนตัวใครสักคนจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย"
คราวนี้เผยเซ่ากลับมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป
"ข้ามีเรื่องสงสัยอยู่เรื่องหนึ่ง"
"ว่ามาสิ"
"เราพักค้างแรมอยู่ที่วัด หากพวกเขาต้องการจะสังหารพวกเราจริงๆ แค่วางยาในอาหารก็สิ้นเรื่อง ทำไมต้องทำเรื่องให้มันเอิกเกริกวุ่นวายด้วย?"
เซี่ยจือเฟยมองหน้าเขา
"ก็เพราะว่ามีใต้เท้าเผยอย่างเจ้าอยู่ที่นั่นด้วยยังไงล่ะ"
หัวใจของเผยเซ่าเต้นกระตุก
จริงด้วยสิ!
มีเขาอยู่ด้วย
ในสายตาของพวกหัวโล้นเหล่านั้น เขาคือตัวแทนที่ฮ่องเต้จากเมืองหลวงส่งมาเพื่อตรวจสอบวัดในเมืองกว่างซีโดยเฉพาะ หากเขาเกิดเป็นอะไรขึ้นมาในวัด เรื่องราวจะต้องใหญ่โตแน่
แต่ถ้าข้ามแม่น้ำเป่ยชางมาแล้ว ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป
ชาวแคว้นต้าฉีมีนิสัยดุร้ายป่าเถื่อน แถมยังมีอคติกับชาวต้าฮวาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
หากเขามาจบชีวิตลงที่นี่ ทุกคนก็คงจะคิดว่าเป็นฝีมือของชาวแคว้นต้าฉี นอกเหนือจากนี้ ก็คงไม่มีใครคิดเป็นอื่นไปได้
และมันก็ช่างบังเอิญเหลือเกิน ที่หลี่ปู้เหยียนและอีกสองคนมีฝีมือเก่งกาจ แถมผู้ว่าการเมืองหนานหนิงยังส่งเจ้าหน้าที่ที่ว่าการมาคุ้มกันพวกตนอีกแปดคน...
เมื่อคิดตกในจุดนี้ เผยเซ่าก็พยักหน้ายอมรับ
"ข้าหมดข้อสงสัยแล้ว พวกเจ้าวิเคราะห์กันต่อไปเถอะ"
ยังมีอะไรให้ต้องวิเคราะห์อีกหรือ?
เรื่องราวมันกระจ่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว
เสียงของเยี่ยนซานเหอราบเรียบ
"ต่อไป ก็มาปรึกษากันว่าเราจะเอายังไงต่อ?"
น้ำเสียงของเซี่ยจือเฟยแฝงความดีใจเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด
"เยี่ยนซานเหอ ข้าคิดว่านี่เป็นเรื่องดีนะ ก่อนหน้านี้เจ้าเพิ่งจะบอกข้าว่าอยากจะล่องูออกจากถ้ำ แล้วงูมันก็โผล่หัวออกมาเองจริงๆ ด้วย"
เยี่ยนซานเหอพยักหน้าเห็นด้วย
"เป็นเรื่องดีจริงๆ นั่นแหละ มองในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าสองพ่อลูกอู๋กวนเยวี่ยยังมีชีวิตอยู่จริงๆ"
"พวกเขาซ่อนตัวอยู่ข้างๆ พวกเรานี่เอง อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก หรือไม่ก็กำลังแอบจับตาดูพวกเราอยู่"
เยี่ยนซานเหอพยักหน้าอีกครั้ง
"ถูกต้อง"
เผยเซ่ามองหน้าคนนี้ทีมองคนนั้นที
"แต่ว่า... พวกเจ้าก็ยังไม่ได้บอกเลยนี่นา ว่าต่อไปควรจะทำยังไง?"
เซี่ยจือเฟยใช้สายตาที่ยากจะอธิบายจ้องมองเยี่ยนซานเหออยู่ครู่ใหญ่
"เยี่ยนซานเหอ เจ้าว่าเราควรจะทำยังไงดี?"
ข้าขอคิดดูก่อน!
ต้องคิดให้รอบคอบ!
เยี่ยนซานเหอหันหลังกลับไปมองภูเขาสีเขียวขจีและก้อนเมฆสีขาวที่ลอยล่องอยู่ไกลๆ นางเงียบไปนานมากก่อนจะยอมเปิดปาก
"แทนที่จะไปงมเข็มในมหาสมุทรที่แคว้นต้าฉี ข้าคิดว่าสู้เราเกาะติดเบาะแสเล็กๆ น้อยๆ นี้เอาไว้ แล้วใช้แผนในที่มืดและที่สว่างจัดการพวกเขา ไม่ดีกว่าหรือ?"
เซี่ยจือเฟยและเผยเซ่าหันขวับมามองนางพร้อมกันทันที
"ที่มืดคืออะไร แล้วที่สว่างคืออะไรล่ะ?"
"สองพ่อลูกอู๋กวนเยวี่ยเป็นฆาตกรในคดีฆ่าล้างตระกูลเจิ้ง ทางเมืองหนานหนิงจะต้องมีภาพวาดใบหน้าของพวกเขาสองคนเก็บเอาไว้อย่างแน่นอน"
"แล้วยังไงต่อ?"
"นำภาพวาดของพวกเขาไปให้หลี่ปู้เหยียนและจูชิงลอบเข้าไปสืบในวัดกวนอิมฉานอย่างลับๆ นี่คือแผนในที่มืด"
"แล้วแผนในที่สว่างล่ะ?"
เยี่ยนซานเหอเน้นเสียงหนักแน่นทีละคำ
"แสดงไมตรีจิตต่อสองพ่อลูกอู๋กวนเยวี่ย"
พอเซี่ยจือเฟยได้ยินประโยคนี้ เขาก็ราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางกบาล ไม่รอให้เผยเซ่าเอ่ยปากถาม เขาก็โพล่งออกไปก่อน
"จะแสดงไมตรีจิตแบบไหนกัน?"
"หาทางบอกพวกเขา ว่าเราไม่ใช่องครักษ์เสื้อแพร และไม่ได้เป็นตัวแทนของราชสำนักต้าฮวาด้วย"
เยี่ยนซานเหออธิบายต่อ
"เราไม่มีเจตนาร้ายต่อสองพ่อลูกเลยแม้แต่น้อย แค่อยากจะช่วยสานฝันของฮูหยินผู้เฒ่าจี้ให้เป็นจริงก็เท่านั้นเอง"
ใบหน้าของเซี่ยจือเฟยเขียวคล้ำขึ้นมาทันที
"แล้วจะไปบอกพวกเขาได้ยังไง?"
เยี่ยนซานเหอค่อยๆ หันตัวกลับมา ดวงตาของนางจับจ้องไปที่เผยเซ่า
"เจ้าไปสิ"
"ข้านี่นะ?"
เผยเซ่าร้องในใจ แม่หมอเยี่ยน เจ้าล้อข้าเล่นหรือไง ข้าไม่ได้มีสามหัวหกแขนนะ จะเป็นไปได้ยังไง...
ความคิดบางอย่างแล่นแปลบเข้ามาในหัวกะทันหัน
ดวงตาทั้งสองข้างของเผยเซ่าเบิกกว้าง
"เยี่ยนซานเหอ หรือว่าเจ้าหมายถึง?"
[จบบท]