บทที่ 139: ประลองปัญญา
รูปแบบการจัดวางในที่แห่งนี้...
ปลายนิ้วของเซี่ยจือเฟยแตะลงบนแผ่นหลังของเยี่ยนซานเหออย่างแผ่วเบา นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาพร้อมกับส่ายหน้าตอบกลับไปแทบมองไม่เห็น
นางทำได้เพียงคลายปมวิญญาณแก้ปมในใจ ไม่มีความรู้เรื่องฮวงจุ้ย และยิ่งมองไม่ออกถึงความหมายแฝงที่ซ่อนอยู่ภายในจวนแห่งนี้เลยสักนิด
เวลานั้นโจวเหยี่ยเดินไปถึงใต้ชายคาเรือนแล้ว เขานำมือไพล่หลังพลางหันตัวกลับมา
"จวนสกุลโจวของข้ามีกฎอยู่ว่า เจ้านายสามารถเข้าไปด้านในได้ ส่วนบ่าวรับใช้ต้องเฝ้าอยู่ด้านนอกลานเรือน ทว่าข้ารู้ดีว่าเซี่ยเกอเอ๋อร์คือมือขวามือซ้ายของใต้เท้าเผย เชิญเข้าไปด้านในด้วยกันเถิด"
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้สีหน้าของคนทั้งหกเปลี่ยนไปพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ดูจากภายนอกแล้วมีเพียงสองพี่น้องตระกูลเผยที่เป็นเจ้านาย ส่วนอีกสี่คนที่เหลือล้วนเป็นบ่าวรับใช้ แต่โจวเหยี่ยกลับจงใจเรียกชื่อเซี่ยจือเฟยขึ้นมาท่ามกลางคนทั้งสี่...
เรื่องนี้ต้องมีความหมายแอบแฝงอย่างแน่นอน
หัวใจของเซี่ยจือเฟยเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งก้าว ทว่าบนใบหน้ากลับแสร้งทำเป็นสงบนิ่งเยือกเย็น เขาหยัดแผ่นหลังตรงและตอบกลับไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
"ใต้เท้าโจว สายตาเฉียบแหลมจริงๆ"
สีหน้าของโจวเหยี่ยดูเฉยชา เขาไม่ได้แสดงท่าทีอื่นใดออกมา หันตัวก้าวข้ามธรณีประตูไป ทั้งสามคนเดินตามเข้าไปในโถงชั้นใน แล้วก็ต้องประหลาดใจพร้อมกัน
เครื่องเรือนทั้งหมดล้วนทำจากไม้หวงฮวาหลี แต่ละชิ้นดูเรียบง่ายทว่างดงามมีระดับ เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าฝีมือการแกะสลักนั้นยอดเยี่ยม ไม่แน่ว่าอาจเป็นผลงานของช่างฝีมือเลื่องชื่อ
ไม่มีการจุดตะเกียง เจ้านายและบ่าวรับใช้ล้วนแต่งกายเรียบง่าย ทว่าการตกแต่งภายในกลับมีมูลค่ามหาศาล...
ทั้งสามคนหันมองหน้ากัน ช่างน่าสงสัย น่าสงสัยเกินไปแล้ว
โจวเหยี่ยนั่งลงในตำแหน่งประธานของโต๊ะปาเซียน ส่วนเผยเซ่านั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ
หากว่ากันตามสถานะและกฎเกณฑ์ เซี่ยจือเฟยมีสิทธิ์เพียงแค่ยืนเท่านั้น แต่เขากลับรอจนกระทั่งเยี่ยนซานเหอนั่งลงเรียบร้อย จึงสะบัดชายเสื้อแล้วทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับนางอย่างผ่าเผย
หากโจวเหยี่ยดูออกถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา เช่นนั้นก็จะใช้สถานะนั้นมอบของกำนัลเพื่อแสดงความจริงใจให้แก่โจวเหยี่ยเสียเลย นี่คือสิ่งที่ทั้งสามคนได้ปรึกษาหารือกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
"ใต้เท้าโจว มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องสารภาพกับท่านตามตรง"
เซี่ยจือเฟยทำสีหน้ารู้สึกผิด
"แท้จริงแล้วข้าไม่ใช่ผู้ติดตามของใต้เท้าเผย สถานะที่แท้จริงของข้าคือบุตรชายของเซี่ยเต้าจือต่างหาก"
สีหน้าของโจวเหยี่ยดูประหลาดใจไม่น้อย
"หมายถึง... มหาเสนาบดีเซี่ยเต้าจือน่ะหรือ?"
แสร้งทำเป็นตกใจไปทำไม
เซี่ยจือเฟยยิ้มแย้มทว่าซ่อนมีดไว้ในใจ
"สาเหตุหลักเป็นเพราะท่านพ่อไม่อนุญาตให้ข้าออกนอกเมืองหลวง บังเอิญว่าข้าเป็นคนรักสนุก ก็เลยต้องปลอมตัวเป็นผู้ติดตามของเผยหมิงถิง"
พอเขาพูดจบ ก็สัมผัสได้ว่าเยี่ยนซานเหอเลิกคิ้วขึ้นและมองมาทางเขา
วิธีการพูดคุยของคุณชายเสเพลมีชั้นเชิงอยู่บ้างจริงๆ การเอ่ยชื่อเผยหมิงถิงออกมา โจวเหยี่ยก็ย่อมต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสองอย่างชัดเจน
ชื่อรองของบุรุษไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเรียกขานกันได้ง่ายๆ มีเพียงคนสนิทเท่านั้นจึงจะทำได้ และต้องเป็นคนสนิทเท่านั้น ถึงจะสามารถเดินทางร่วมกันได้
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง"
โจวเหยี่ยหัวเราะร่วน ดูออกชัดเจนว่าเขาเข้าใจความหมายนั้นแล้ว
"คุณชายเซี่ย ข้าเสียมารยาทแล้ว"
"ใต้เท้าโจว ข้าต้องขออภัยด้วย ท่านอย่าถือสาคนไม่เอาถ่านเช่นข้าเลยนะ"
"คนหนุ่มสาวก็แบบนี้แหละ หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก"
โจวเหยี่ยแสดงท่าทีใจกว้างอย่างยิ่ง
"ข้าเตรียมสุราอาหารไว้พร้อมแล้ว ใต้เท้าเผย คุณชายเซี่ย พวกเรามากินไปคุยไปเถิด"
ยังมีสุราอาหารอีกหรือ
ทั้งสามคนชะงักไปเล็กน้อย ตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เมื่อเข้าไปในจวนสกุลโจว ทักทายกันพอเป็นพิธี ก็จะพูดคุยธุระให้กระจ่าง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พวกเขาทั้งสามคนกระทั่งน้ำชาก็ยังไม่คิดจะดื่มสักจอกเดียว
"ทำไมล่ะ?"
โจวเหยี่ยแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาเล็กน้อย
"ใต้เท้าเผยอุตส่าห์ส่งเทียบเชิญมาให้ข้า ที่แท้ไม่ได้ตั้งใจมากินข้าวและดื่มสุราที่จวนของข้างั้นหรือ?"
"ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก"
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน เผยเซ่าจึงรีบยิ้มรับ
"ข้ากำลังจะเดินทางในไม่ช้า ก็เลยตั้งใจมาบอกลาใต้เท้าโจวเป็นพิเศษ มาเพื่อกล่าวลาเท่านั้น"
สีหน้าของโจวเหยี่ยดูเสียดายอยู่บ้าง
"ใต้เท้าเผยไม่คิดจะตามหาอู๋กวนเยวี่ยสองพ่อลูกแล้วหรือ?"
เผยเซ่าเงียบไป
โจวเหยี่ยซักถามต่อ
"ความแค้นที่ถูกลอบสังหาร จะไม่แก้แค้นแล้วงั้นหรือ?"
เผยเซ่าพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
มารดามันเถอะ
เผยเซ่าสบถด่าในใจ ไอ้หลานเต่า เจ้าช่วยเลิกพูดจาแฝงความหมายทุกประโยคจะได้ไหม
เซี่ยจือเฟยสบตากับเยี่ยนซานเหออย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นขนตายาวของนางกะพริบลงแผ่วเบา เขาจึงส่งเสียงหัวเราะออกมา
"หมิงถิง ใต้เท้าโจวหวังดีถึงเพียงนี้ พวกเราจะปฏิเสธน้ำใจได้อย่างไร ใต้เท้าโจว ประเดี๋ยวพวกเราต้องดื่มกันให้เต็มที่เสียแล้ว"
โจวเหยี่ยปรายตามองไปทางเยี่ยนซานเหอ
"แล้วแม่นางเผยคิดเห็นเช่นไร?"
เยี่ยนซานเหอหรี่ตาลง นางจงใจพูดจาให้ตัวเองดูเป็นคนเอาแต่ใจ
"ใต้เท้าโจว ข้าเป็นคนช่างเลือกนะ ขอพูดไว้ก่อนเลยว่าถ้าอาหารอร่อยก็จะยอมกินสักสองสามคำ แต่ถ้าไม่อร่อย ข้าก็คร้านจะชิมหรอกนะ"
"ถ้าไม่ชิม แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอร่อยหรือไม่อร่อย?"
โจวเหยี่ยยิ้มเย็นเยียบ
"แม่นางเผย เจ้าว่าจริงหรือไม่?"
คำพูดนี้ ทำให้หัวใจของทั้งสามคนตื่นตระหนกขึ้นมา หรือว่าในอาหารจะมียาพิษเจือปนอยู่จริงๆ
....
สุราและอาหารจัดวางไว้ข้างโอ่งน้ำใบใหญ่ในลานเรือน
โต๊ะปาเซียนหนึ่งตัว แต่ละมุมตั้งโคมไฟทรงเก๋งจีนไว้ เมื่อนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ยังสามารถได้ยินเสียงแหวกว่ายน้ำของปลาในโอ่งดังก้องเบาๆ
อาหารแปดอย่าง แบ่งเป็นอาหารเย็นสี่อย่างและอาหารร้อนสี่อย่าง พร้อมด้วยเหล้าบ๊วยสองป้าน คนที่ทำหน้าที่ยกอาหารและรินสุรายังคงเป็นบ่าวชราสองคนนั้น อาจเป็นเพราะอายุมากแล้ว มือของทั้งสองจึงมีอาการสั่นเทาเล็กน้อย ตอนที่รินสุราให้ใต้เท้าเผยก็เผลอทำหกออกมาบ้าง
การทำสุราหกในครั้งนี้ ดึงดูดสายตาของเยี่ยนซานเหอไปโดยปริยาย
ตอนนี้เองเยี่ยนซานเหอจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าภาพวาดทิวทัศน์ขุนเขาและสายน้ำบนป้านสุรานั้นดูมีชีวิตชีวาสมจริง เยี่ยนสิงเป็นยอดฝีมือด้านการเขียนพู่กันและวาดภาพ ภายใต้การซึมซับรับรู้ของนาง เยี่ยนซานเหอจึงมีความเชี่ยวชาญด้านภาพวาดลึกซึ้งกว่าคนทั่วไปมากนัก สิ่งนี้ย่อมไม่ใช่ฝีมือของช่างวาดภาพธรรมดา แต่ต้องเป็นผลงานของปรมาจารย์ชื่อดังอย่างแน่นอน
ช่างเป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไรเช่นนี้ เยี่ยนซานเหอบอกกับตัวเองในใจ โจวเหยี่ยผู้นี้มีปัญญาใช้เครื่องเรือนที่ทำจากไม้หวงฮวาหลี มีปัญญาจ้างวาดภาพจากปรมาจารย์ชื่อดังบนป้านสุรา แล้วเหตุใดถึงต้องฉวยโอกาสขโมยเงินของพวกนางไปด้วย
และยังมีอีกเรื่องหนึ่ง
ตอนที่นางนั่งลงได้ฉวยโอกาสมองดูแวบหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรืออะไร ปลาในโอ่งน้ำมีอยู่หกตัวพอดี ซึ่งตรงกับจำนวนคนทั้งหกในกลุ่มของพวกนางอย่างพอดิบพอดี นี่กำลังจะสื่อความหมายแฝงว่าพวกนางก็เหมือนกับปลาในโอ่งน้ำนี้ ไม่มีทางหนีรอดออกไปได้งั้นหรือ
จังหวะนั้นเอง โจวเหยี่ยก็ยกจอกสุราขึ้นมา บนใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มตามมารยาท
"จอกนี้ ข้าขอคารวะแขกผู้มีเกียรติทั้งสามท่าน เมืองหนานหนิงแม้จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆ แต่ก็มีภูมิทัศน์งดงาม ชาวบ้านมีวิถีชีวิตเรียบง่าย หวังว่าพวกท่านจะมีโอกาสแวะมาเยือนอีกในวันข้างหน้า"
สุราจอกนี้ จะดื่มหรือไม่ดื่มดี
ดื่มหรือ แล้วข้างในนั้นจะมียาพิษเจือปนอยู่หรือไม่
ไม่ดื่มล่ะ สิ่งที่รอคอยพวกนางอยู่จะเป็นอะไรกันแน่
เผยเซ่ายกจอกสุราขึ้นมา
"เมื่อวานเซี่ยจือเฟยเมาจนไม่ได้สติ ส่วนน้องสาวของข้าก็คออ่อน จอกนี้ข้าขอดื่มร่วมกับใต้เท้าโจวก่อนแล้วกัน มา ดื่ม!"
"ใต้เท้าเผยไม่กลัวว่าในสุราของข้าจะมียาพิษเจือปนอยู่หรือ?"
น้ำเสียงของโจวเหยี่ยแผ่วเบาจนแทบจะเรียกได้ว่าเย็นชา
"ข้าต้องกลัวอะไรด้วยล่ะ?"
เผยเซ่าทำท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาว
"พ่อของข้าเป็นหมอหลวง แม้ข้าจะไม่มีความรู้เรื่องวิชาแพทย์ แต่มีพิษหรือไม่มีพิษข้าก็ยังพอมองออก"
พูดจบ เขาก็แหงนหน้าขึ้น กระดกสุราลงคอไปจนหมด
มองออกบ้าบออะไรกัน ก็แค่กัดฟันเสี่ยงตายไปเท่านั้นแหละ หากต้องตายก็ให้เผยหมิงถิงอย่างข้าตายก่อนเถอะ จะปล่อยให้เซี่ยอู่สือกับแม่หมอเยี่ยนออกหน้าไปก่อนได้อย่างไร ทว่า... ดูเหมือน... จะไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ
"ใต้เท้าเผยช่างกล้าหาญจริงๆ"
โจวเหยี่ยดื่มสุราจนหมดจอกในคราวเดียว เขาหยิบจอกสุรามารินให้ทั้งสองคนจนเต็ม ก่อนจะเปลี่ยนบทสนทนาอย่างกะทันหัน
"จริงสิ แม่นางเผยเป็นบุตรสาวคนที่เท่าไรในจวนหรือ? เป็นบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกหรือบุตรที่เกิดจากอนุภรรยากันล่ะ?"
"พี่ชาย ข้าเป็นลูกคนที่เท่าไรนะ? เกิดจากภรรยาเอกหรืออนุภรรยากันล่ะ?"
เยี่ยนซานเหอหันไปมองเผยเซ่า
สีหน้าของโจวเหยี่ยเปลี่ยนไปในทันตา
[จบบท]