บทที่ 153: ธูปดับ
สิ้นเสียงคำสุดท้าย อู๋ซูเหนียนก็ยื่นมือออกไป นำก้านธูปไปจ่อไว้เหนือเปลวเทียน
ลมหายใจของทุกคนในบริเวณนั้นสะดุดหยุดลง สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องไปที่ธูปก้านนั้น
เผยเซ่าบีบแขนของเซี่ยจือเฟยเอาไว้แน่น แม้จะถูกกั้นด้วยเนื้อผ้า แต่เขากลับรู้สึกได้เลยว่าขนคอของตัวเองกำลังลุกชันขึ้นมาทีละเส้น
"เซี่ยอู่สือ?"
"เงียบปากไปเลย!"
เซี่ยจือเฟยเอาแต่จ้องมองก้านธูปดอกนั้นโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา
ภายในลานเรือนเงียบสงัดราวกับไร้สิ่งมีชีวิต เงียบเสียจนไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาที่สุด
เวลาในห้วงยามนี้คล้ายถูกดึงให้ยืดยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เวลาเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ กลับเชื่องช้าเสียจนรู้สึกเหมือนผ่านไปแล้วชั่วชีวิต
ปลายก้านธูปค่อยๆ ติดไฟขึ้นมาทีละน้อย ควันสีขาวสายหนึ่งลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่อากาศ
"เยี่ยนซานเหอ จุดติดแล้วนะ!"
หาปมวิญญาณของท่านยายเจอแล้ว!
ตระกูลจี้รอดพ้นวิกฤตแล้ว!
เผยเซ่าดีใจจนแทบจะกระโดดโลดเต้น พอหันขวับกลับมา ก็เห็นเยี่ยนซานเหอมีสภาพเปียกโชกไปทั้งตัว เหงื่อเย็นผุดซึมจนชุ่มเสื้อผ้า คล้ายกับเพิ่งถูกงมขึ้นมาจากน้ำ
"เจ้า..."
"เงียบซะ!"
สายตาของเยี่ยนซานเหอยังคงจับจ้องอยู่ที่ก้านธูปดอกนั้นโดยไม่ละสายตาไปไหน
อู๋ซูเหนียนนำก้านธูปปักลงในกระถางธูป เขาเอียงหน้าหันกลับมาส่งสายตาเป็นเชิงตั้งคำถามให้กับเยี่ยนซานเหอ
เยี่ยนซานเหอพยักหน้ารับเบาๆ
แผ่นหลังที่หยัดตรงมาตลอดของเขาก็ทรุดฮวบลงมา คล้ายกับมีหินก้อนใหญ่หล่นทับ
โจวเหยี่ยรีบเข็นรถเข็นเข้ามาใกล้ ก่อนจะประคองร่างของอู๋ซูเหนียนที่กำลังสั่นเทาไปทั้งตัวให้นั่งลงบนรถเข็น
สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้มีเพียงการรอคอย
ก้านธูปถูกเผาไหม้ไปทีละน้อย
บริเวณรอบด้านเงียบเชียบ
เงียบเสียจนผู้คนสามารถได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเป็นจังหวะ
เซี่ยจือเฟยเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น
ดูเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง!
ตอนจุดธูปครั้งก่อนไม่ได้ใช้เวลายาวนานขนาดนี้ พอปักธูปลงในกระถาง ก็มีลมพัดวูบหนึ่งพัดผ่านมา แค่กะพริบตาธูปก็เผาไหม้จนหมดเกลี้ยงแล้ว
แล้วก้านธูปดอกนี้... ทำไมถึงได้ไหม้ช้าขนาดนี้?
เซี่ยจือเฟยเริ่มทนรอไม่ไหว เขาใช้แขนสะกิดเยี่ยนซานเหอเบาๆ เยี่ยนซานเหอสะดุ้งสุดตัวคล้ายกับตกใจอะไรบางอย่าง
ในจังหวะนั้นเอง เผยเซ่าก็แหกปากร้องโวยวาย
"เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ธูปถึงดับไปเองล่ะ?"
บรรยากาศรอบกายไม่มีลมพัดผ่านเลยแม้แต่นิดเดียว ธูปที่เพิ่งไหม้ไปได้แค่ครึ่งดอกกลับดับลงไปดื้อๆ
นี่มันเรื่องลี้ลับอะไรกัน?
ทุกคนในที่นั้นรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เหงื่อเย็นผุดซึมเต็มแผ่นหลัง
เผยเซ่าร้องโอดครวญออกมา ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดรัดเซี่ยจือเฟยจากทางด้านหลังเอาไว้แน่น
เลือดในกายของเซี่ยจือเฟยสูบฉีดพุ่งพล่านไปหล่อเลี้ยงทั่วใบหน้า ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะมาสนใจคนด้านหลังอีกต่อไป เขาเอื้อมมือไปคว้าแขนของเยี่ยนซานเหอเอาไว้แน่น
"เยี่ยนซานเหอ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?"
ภายในหัวของเยี่ยนซานเหอมีแต่เสียงอื้ออึง เหงื่อเม็ดโป้งไหลหยดลงมาจากหน้าผาก ริมฝีปากของนางขยับอ้าและหุบอยู่หลายหน ท้ายที่สุดนางก็เค้นเสียงของตัวเองออกมาจากความสับสนงงงวยได้สำเร็จ
"อย่าเพิ่งโวยวายไป"
นางสะบัดมือให้หลุดจากการเกาะกุมของเซี่ยจือเฟย เดินตรงไปยังกระถางธูป ยื่นมือออกไปหยิบธูปที่ไหม้ไปแค่ครึ่งเดียวดอกนั้นขึ้นมาพิจารณาดูไปมาอยู่หลายรอบ
หลี่ปู้เหยียนก้าวเท้าเดินเข้าไปหา
"คุณหนูเจ้าคะ?"
เยี่ยนซานเหอเงยหน้าขึ้นมาสบตา
ทั้งสองจ้องมองตากันอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ปู้เหยียนถอนหายใจออกมาเบาๆ ดึงธูปออกจากมือของนาง แล้วจัดการเก็บมันลงไปในห่อผ้า
โจวเหยี่ยเห็นอีกฝ่ายเก็บธูปก็เกิดความประหลาดใจขึ้นมา
"แม่นางเยี่ยน นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ?"
เยี่ยนซานเหอยิ้มขื่น
"ธูปดอกนี้เป็นธูปที่ใช้สำหรับคลายปมวิญญาณให้คนตายโดยเฉพาะ ธูปแบบนี้มักจะเกิดผลลัพธ์ขึ้นสามรูปแบบ"
"สามรูปแบบที่ว่าคืออะไรหรือขอรับ?"
"รูปแบบแรกคือจุดธูปไม่ติด นั่นหมายความว่าคนที่จุดธูปไม่มีความจริงใจ รูปแบบที่สองคือจู่ๆ ธูปก็หักลงมา นั่นหมายความว่าปมวิญญาณนั้นผิดเพี้ยนมาตั้งแต่ต้น รูปแบบที่สามคือไหม้ไปได้แค่ครึ่งเดียวแล้วก็ดับลงไปกลางคัน นั่นหมายความว่า..."
เยี่ยนซานเหอยิ้มเจื่อน
"ปมวิญญาณของหูซานเม่ยไม่ได้มีแค่อู๋กวนเยวี่ยเพียงคนเดียว"
อะไรนะ?
อะไรกัน?
ว่ายังไงนะ?
"ท่านยายของข้ายังมีปมวิญญาณอื่นค้างคาอยู่อีกหรือ?"
เผยเซ่าเอามือลูบหน้าเกาหัว ร้อนรนกระวนกระวายใจ ท้ายที่สุดก็ปวดมวนไปหมดทั้งท้อง
"เยี่ยนซานเหอ คลายปมไปได้แค่ครึ่งเดียว แล้วตระกูลจี้ของข้าล่ะ..."
เยี่ยนซานเหอยืนยันเสียงแข็ง
"จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปทั้งนั้น ต้องคลายปมวิญญาณให้หมดทุกปมเสียก่อน ตระกูลจี้ถึงจะหยุดโชคร้าย"
แค่คลายปมมาได้ครึ่งทางยังสูญเสียพละกำลังไปตั้งมากมายขนาดนี้ แต่นี่ดันมีอีกครึ่งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข...
ท่านยายบังเกิดเกล้าของข้า ตอนมีชีวิตอยู่ท่านก็เอาแต่เงียบปากไม่ยอมพูดจา แล้วทำไมพอตายไปถึงได้มีปมวิญญาณโผล่มาตรงนั้นที ตรงนี้ที ท่านกะจะทรมานหลานชายคนนี้ให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยใช่ไหม!
เผยเซ่าอยากจะร้องไห้โฮออกมาให้รู้แล้วรู้รอด
"แม่นางเยี่ยน!"
อู๋ซูเหนียนที่นั่งอยู่บนรถเข็นร้องเรียกนางเสียงแผ่ว
"พวกข้า พอจะช่วยอะไรเจ้าได้บ้างไหม?"
"ยังไม่ต้องรีบร้อน ขอข้าคิดดูก่อน ข้าต้องใช้ความคิดทบทวนให้ดี!"
เยี่ยนซานเหอเดินหน้าตึงออกไปจากลานเรือน ทิ้งสายตาของทุกคนในที่นั้นเอาไว้เบื้องหลัง
"อ้าว ทำไมถึงได้เดินหนีไปเลยล่ะ ไม่มาปรึกษาหารือกันก่อนหรือไง?"
เผยเซ่าทำท่าจะวิ่งตามไป แต่กลับถูกเซี่ยจือเฟยคว้าคอเสื้อเอาไว้แน่น
"เจ้าก็อยู่เงียบๆ ไปเถอะ ปล่อยให้นางใช้ความคิดอยู่คนเดียวสักพัก"
นางไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนดี ทำได้เพียงก้าวเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินปูพื้น ด้วยความกลัวว่าจะหลงทาง เดินไปได้สักพักนางก็ตัดสินใจเดินย้อนกลับมา
สภาพอากาศร้อนอบอ้าวไม่มีลมพัดผ่านมาเลยสักนิด เสียงแมลงร้องระงมสลับกันไปมา ทว่าเสียงเหล่านั้นกลับไม่ระคายหูเยี่ยนซานเหอเลยแม้แต่น้อย
ในเวลานี้ ความคิดของนางเปรียบเสมือนม้าพันลี้ที่กำลังวิ่งตะบึงไปบนทุ่งกว้าง โดยมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ตอนที่หูซานเม่ยช่วยชีวิตสุนัขสีดำตัวนั้นเอาไว้ ควบตะบึงเรื่อยไปจนถึงจุดสิ้นสุดในวินาทีที่หญิงชราหมดลมหายใจ
นอกเหนือจากอู๋กวนเยวี่ยแล้ว ยังมีเรื่องอะไรอีกที่จะกลายเป็นปมวิญญาณฝังลึกอยู่ในใจของหูซานเม่ยได้อีก?
นางหลงลืมหรือตกหล่นเรื่องไหนไปหรือเปล่า?
"ซูเหนียน!"
"นายท่านขอรับ!"
ฝีเท้าของเยี่ยนซานเหอชะงักงัน นางหันขวับกลับไปมอง ยืนชะงักอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพุ่งตัววิ่งกลับไปอย่างรวดเร็ว
ภายในลานเรือน ร่างของอู๋ซูเหนียนที่นั่งอยู่บนรถเข็นล้มพับลงไปอยู่ในอ้อมกอดของโจวเหยี่ยโดยไม่ขยับเขยื้อน
"เขาเป็นอะไรไป?"
"เขาเจ็บปวดจนสลบไปแล้วขอรับ"
เยี่ยนซานเหอขึ้นเสียงดัง
"ถ้าอย่างนั้นก็รีบอุ้มเขาเข้าไปพักในห้องสิ จะมัวมายืนบื้ออยู่ทำไม?"
โจวเหยี่ยเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยนซานเหอ เขายิ้มออกมาบางๆ
"ก่อนที่เขาจะออกมา เขาได้กำชับเอาไว้แล้ว ว่าไม่อยากกลับเข้าไปในห้องนั้นอีก ก่อนหน้าที่พวกเจ้าจะเดินทางมาถึง เขาหมกตัวอยู่ในห้องนั้นโดยไม่ออกมาดูเดือนดูตะวันนานนับปีแล้วขอรับ"
หัวใจของเยี่ยนซานเหอปวดแปลบขึ้นมา นางไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง รีบสั่งการทันที
"หวงฉี รีบไปเอายาคืนวิญญาณนั่นมาสิ เร็วเข้า!"
เอามากินตอนนี้มันจะมีประโยชน์อะไรอีกล่ะ?
หวงฉีรู้สึกลังเลใจ ชำเลืองสายตาหันไปมองหน้าเจ้านายของตัวเอง
พอเผยเซ่าได้ยินเยี่ยนซานเหอเอ่ยปากถามหายาคืนวิญญาณ เขาก็รู้ได้ในทันทีว่าอู๋ซูเหนียนคนนี้คงจะยังมีประโยชน์กับพวกเขาสินะ
"ไอ้โง่เอ๊ย ยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไปสิวะ"
"ช้าก่อน!"
อาเฉียงก้าวเท้าขึ้นมาขวางหน้า เอาตัวยืนขวางทางเดินเอาไว้
"สถานการณ์มันหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้แล้ว ไอ้ลูกเต่าอย่างเจ้ายังจะกลัวพวกเราเอาตัวนายเจ้าไปขายอีกหรือไงฮะ?"
เผยเซ่าเปิดปากด่าทอฉอดๆ
"ไสหัวไปให้พ้น ยาคืนวิญญาณที่ข้าพกติดตัวมา สรรพคุณมันดีกว่ายาที่พวกเจ้าหาซื้อมาได้ตั้งสิบเท่า"
อาเฉียงกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
"ข้าอยากให้เขาเดินตามข้าไปต่างหาก ข้ารู้ทางลัดนะ"
"ตามมาสิ!"
เผยเซ่ามีความรู้สึกหลากหลายตีรวนอยู่ในใจจนอธิบายไม่ถูก เขาเอ่ยปากด้วยท่าทางเก้อเขิน
"ใต้เท้าโจว อุ้มเขาไปนอนบนเก้าอี้ปรับเอนเถอะ ทำแบบนี้เขาจะได้รู้สึกสบายตัวขึ้นมาบ้าง"
เซี่ยจือเฟยเองก็ช่วยเสนอแนะด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ที่บ้านของพวกเจ้ายังมียาหลงเหลืออยู่อีกไหม ลองเอามาป้อนให้เขากินอีกสักหน่อยเถอะ"
โจวเหยี่ยโอบกอดอู๋ซูเหนียนเอาไว้ สองมือของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย
ซูเหนียนเอ๋ย เจ้าพูดไม่ผิดเลยจริงๆ คนหนุ่มสาวทั้งสามคนนี้ พวกเขาเป็นคนดีมากจริงๆ
"ใครอยู่ข้างนอกบ้างเข้ามานี่ที!"
โจวเหยี่ยออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
"ไปยกเก้าอี้เอนเข้ามา ไปต้มยา แล้วก็ไปหยิบผ้าห่มนวมมาด้วยผืนหนึ่ง"
"ขอรับ!"
หลังจากเกิดความวุ่นวายขึ้นมาพักใหญ่ ท้ายที่สุดบรรยากาศภายในลานเรือนก็กลับมาเงียบสงบลงอีกครั้ง
เผยเซ่าจ้องมองสีหน้าของอู๋ซูเหนียน เขายืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"เขาคงอยู่รอดได้อีกไม่กี่ชั่วยามแล้วล่ะ ใต้เท้าโจว พวกเจ้าเตรียมจัดการเรื่องงานศพเอาไว้เรียบร้อยแล้วหรือยัง?"
[จบบท]