บทที่ 161: คำให้การ
เยี่ยนซานเหอมองเห็นความเข้าใจกระจ่างชัดเจนพาดผ่านดวงตาของอีกฝ่าย นางจึงพยักหน้าลงเบาๆ
"หากข้าคือหูซานเม่ย ภายในใจของข้าคงซุกซ่อนชายหนุ่มผู้เป็นเพื่อนเล่นวัยเด็กเอาไว้ เขาเป็นดั่งคนที่อยู่ไกลสุดหล้าทว่ากลับเป็นที่จดจำไปชั่วชีวิต ข้าย่อมรู้จักเขาดีกว่าใคร เพราะอู๋กวนเยวี่ยในวัยเยาว์มักจะบอกเล่าทุกเรื่องราวให้ข้าฟังเสมอ เขาบอกเล่าถึงปณิธานอันยิ่งใหญ่ บอกเหตุผลที่ย้ายมาอาศัยอยู่บนถนนสายเก่า และบอกเล่าเรื่องราวความบาดหมางของบิดามารดา พวกเราผูกพันกันเพราะเจ้าไข่ดำ พวกเราร่วมกันเลี้ยงดูมัน เขาเองก็มักจะคอยห่วงใยเจ้าไข่ดำอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าอดไม่ได้ที่จะถามเขาว่า เหตุใดเจ้าถึงดีกับสุนัขนักเล่า?"
เซี่ยจือเฟยต่อบทสนทนาด้วยความรวดเร็ว
"ข้าจึงบอกหูซานเม่ยไปว่า บรรพบุรุษของราชวงศ์อู๋เคยถูกสุนัขช่วยชีวิตเอาไว้ จึงได้ทิ้งกฎประจำตระกูลเอาไว้ข้อหนึ่งว่า ห้ามลูกหลานฆ่าสุนัข ห้ามกินเนื้อสุนัข สุนัขคือสหายที่ซื่อสัตย์ที่สุดของตระกูลอู๋"
เยี่ยนซานเหอพยักหน้ารับ
"หลายปีหลังจากนั้น ข้ากลายเป็นฮูหยินผู้เฒ่าจี้ผู้ใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทอง มีอยู่วันหนึ่ง ข้าบังเอิญได้ยินมาว่าคดีฆ่าล้างตระกูลเจิ้งเป็นฝีมือของอู๋กวนเยวี่ยสองพ่อลูก โลกทั้งใบของข้าพลันพังทลายลงในพริบตา"
ประกายสว่างวาบพาดผ่านดวงตาของเซี่ยจือเฟย ชายหนุ่มรับช่วงกล่าวสืบต่อจากคำพูดของเยี่ยนซานเหอ
"นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นฝีมือของอู๋กวนเยวี่ย เพราะในความทรงจำของนาง อู๋กวนเยวี่ยคือสายลมโชยจันทร์กระจ่าง เป็นดั่งเทพเซียนบนสรวงสวรรค์ นางตกตะลึง คลางแคลงใจ เจ็บปวด และทุกข์ทรมาน ความรู้สึกสารพัดอัดอั้นบีบคั้นอยู่ภายในใจ ไร้ซึ่งผู้ใดให้กล่าวบอก ไร้ซึ่งผู้ใดให้ระบาย จนกระทั่งสิ้นลมหายใจไปตามอายุขัย นางก็ยังคงปล่อยวางเรื่องนี้ไม่ได้"
"ประโยคแรกนั้นถูกต้อง ทว่าประโยคหลังหาได้ถูกต้องไม่"
"ไม่ถูกต้องตรงที่ใดกัน?"
"ข้าไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าคดีของตระกูลเจิ้งจะเป็นฝีมือของอู๋กวนเยวี่ย หลังจากผ่านพ้นความตกตะลึง คลางแคลงใจ เจ็บปวด และทุกข์ทรมานใจมาแล้ว ข้าก็เริ่มตั้งสติได้ จากนั้นจึงส่งคนไปแอบสืบข่าวอย่างลับๆ"
เยี่ยนซานเหอทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล
"ข้าสืบหาข่าวสารไปทั่วทุกหนแห่ง จนกระทั่งข้าสืบทราบมาว่า สุนัขที่ตระกูลเจิ้งเลี้ยงเอาไว้ถูกฆ่าตายจนหมดสิ้น..."
รูม่านตาของเซี่ยจือเฟยหดเกร็ง ชายหนุ่มโพล่งคำพูดออกมาในทันที
"นางจึงรู้ว่าคดีนี้ย่อมไม่ใช่ฝีมือของอู๋กวนเยวี่ยสองพ่อลูก พวกเขาถูกใส่ความ"
สิ้นสุดคำพูดประโยคนั้น ภายในห้องก็ตกสู่ความเงียบงัน
มาถึงจุดนี้เซี่ยจือเฟยก็เข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่า หากต้องการคลายปมวิญญาณให้ฮูหยินผู้เฒ่าหู ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงคดีความของอู๋กวนเยวี่ยสองพ่อลูกไปได้เลย
"คุณชายสามจะช่วยปล่อยท่อนแขนของข้าไปได้หรือไม่?"
"อ๋า... โอ้ว..."
เซี่ยจือเฟยรีบคลายมือออกอย่างรวดเร็ว
"ขออภัยด้วย ข้าจับเผยหมิงถิงจนชินมือน่ะ"
ท่อนแขนของเขากับท่อนแขนของข้ามันเหมือนกันหรืออย่างไร?
เยี่ยนซานเหอกรีดร้องก้องอยู่ในใจ ทว่าใบหน้ายังคงเรียบเฉย
"ดังนั้นเรื่องนี้ข้าไม่อาจรับปากเจ้าได้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องรอให้คลายปมวิญญาณครึ่งนั้นเสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน"
เซี่ยจือเฟยทำราวกับไม่ได้ยินคำพูดนั้น เยี่ยนซานเหอเห็นเขานั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนจึงตั้งคำถาม
"คุณชายสามยังมีเรื่องอันใดจะสั่งเสียอีกหรือไม่?"
เซี่ยจือเฟยช้อนตาขึ้นมองนาง ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
"หากว่าความติดค้างในใจของหูซานเม่ยคือการล่วงรู้ว่าคดีของตระกูลเจิ้งไม่ได้เป็นฝีมือของอู๋กวนเยวี่ยสองพ่อลูก เช่นนั้นท้ายที่สุดแล้วเรื่องราวก็ยังคงเกี่ยวข้องกับอู๋กวนเยวี่ยสองพ่อลูกอยู่ดี ธูปของอู๋ซูเหนียนก็ไม่สมควรจะดับลงกลางคันสิ"
"เจ้าพูดได้ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่ข้าขบคิดมาตลอดทางทว่ากลับคิดไม่ตกเสียที"
เยี่ยนซานเหอทอดถอนใจด้วยน้ำเสียงท้อแท้
"ต้องมีสิ่งใดที่ข้ามองข้ามไปอย่างแน่นอน"
ยามที่นางเอื้อนเอ่ยประโยคนี้ ฝ่ามือเรียวก็ยกขึ้นประคองปลายคางเอาไว้ ดวงหน้าแหงนขึ้นเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นลำคอระหงที่โค้งมนได้รูปสวยงาม ฝ่ามือของเซี่ยจือเฟยเผลอยื่นออกไปหาอีกฝ่ายโดยสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อยื่นออกไปได้เพียงครึ่งทาง เขากลับได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้นโครมครามขึ้นมาสองจังหวะ ชายหนุ่มบังเกิดความรู้สึกขลาดเขลาขึ้นมาอย่างหาเหตุผลไม่ได้
ข้ากำลังหวั่นเกรงสิ่งใดอยู่กัน?
เขาเฝ้าถามตนเองอยู่ภายในใจ
"เซี่ยจือเฟย เจ้ากำลังทำอันใด?"
"หา?"
เซี่ยจือเฟยสะดุ้งตกใจจนลุกพรวดขึ้นยืน ชายหนุ่มลนลานเอ่ยตอบ
"เปล่า ไม่ได้ทำอันใด เจ้าพักผ่อนแต่หัวค่ำเถิด ข้า..."
"เซี่ยจือเฟย!"
เยี่ยนซานเหอลุกขึ้นยืนตาม
"เมื่อพิจารณาจากเรื่องสะเทือนเลื่อนลั่นที่เจ้าเล่ามา ข้ายิ่งไม่อาจยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวในคดีของตระกูลเจิ้งได้ ข้าไม่ได้รังเกียจที่ตนเองมีอายุยืนยาวหรอกนะ"
เซี่ยจือเฟยชะงักงันไป
"เจ้ากับเผยหมิงถิง คนหนึ่งคือผู้บัญชาการกองบัญชาการทหารเมืองฝั่งเหนือ ส่วนอีกคนคือขุนนางตำแหน่งอิ้วซ่านซื่อ เบื้องหลังของพวกเจ้ายังมี 'ใครบางคน' คอยหนุนหลังอยู่อีก แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว!"
ทว่าเซี่ยจือเฟยกลับไม่โกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเพียงแค่แย้มยิ้มออกมา คิ้วกระบี่ทั้งสองข้างค่อยๆ คลายตัวออกจากกัน มุมปากหยักยกขึ้น เผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มประดุจคุณชายเสเพลอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขา จากนั้นจึงโบกไม้โบกมือแล้วเดินอาดๆ ทิ้งระยะห่างออกไป
เยี่ยนซานเหอยืนนิ่งขึงอยู่กับที่ บนโลกใบนี้มีคำกล่าวที่ว่า สตรีงามมักนำพาภัยพิบัติ ทว่ามีคำกล่าวที่ว่า บุรุษรูปงามคือปีศาจล่อลวงใจ บ้างหรือไม่?
ทันทีที่บานประตูถูกปิดลง รอยยิ้มบนใบหน้าของบุรุษปีศาจพลันเลือนหายไป เขากระซิบแผ่วเบาอยู่ภายในใจ
'เยี่ยนซานเหอ คดีของตระกูลเจิ้งเจ้าต้องเข้าไปพัวพันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีเพียงเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถไขปริศนาที่ซุกซ่อนอยู่ภายในนั้นได้ คิดจะหนีหรือ? ไม่มีทางเสียหรอก!'
ร่างสูงโปร่งเดินทอดน่องลงมาจากบันได จูชิงและติงอีคอยท่าอยู่เบื้องล่าง
"คุณชาย?"
เซี่ยจือเฟยปรายตามองคนทั้งสองเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วก้าวเดินออกไปยังลานด้านนอกของโรงเตี๊ยม ชายฉกรรจ์ทั้งสองรีบก้าวเท้าตามไปอย่างรวดเร็ว
เจ้านายและบ่าวทั้งสามเดินมาจนถึงบริเวณที่ไร้ผู้คน เซี่ยจือเฟยจึงหมุนตัวกลับมา
"ติงอี เจ้าจงรีบเดินทางกลับเมืองหลวงไปเข้าเฝ้าองค์ไท่ซุนในทันที ทูลขอให้พระองค์ทรงหาหนทางจัดการให้เยี่ยนซานเหอได้เข้าพบกับจี้หลิงชวน"
"ขอรับ!"
"นอกเหนือจากเรื่องนี้ เจ้าจงไปขอร้องให้พี่ใหญ่ช่วยจัดการธุระให้ข้าด้วย บอกเขาว่าอีกสามวันข้าจะต้องหายจากอาการป่วยและพร้อมปรากฏตัว ทว่าใต้เท้าเผยเองก็ต้องกลับมาจากการปฏิบัติหน้าที่ที่เมืองกว่างซีด้วยเช่นกัน"
"เข้าใจแล้วขอรับ!"
"ไปเถิด!"
ติงอีมองดูใบหน้าอันตึงเครียดของคุณชายแล้วพลันบังเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา ชายหนุ่มเอ่ยประจบเอาใจ
"มีเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่งที่ข้าน้อยลืมรายงานให้คุณชายทราบขอรับ"
"ว่ามา!"
"เมื่อสองเดือนก่อน ตอนที่สวีเซิ่งเดินทางไปล่าสัตว์ที่เขาทางทิศตะวันตก จู่ๆ เขาก็พลัดตกจากหลังม้าจนขาหักไปข้างหนึ่งขอรับ เสิ่นชงลงมือได้แนบเนียนไร้ที่ติเลยขอรับ"
"อืม!"
หา?
ระหว่างที่ติงอีหันหลังกลับ เขาก็ส่งสายตาเคลือบแคลงสงสัยไปให้จูชิง คุณชายดูไม่เห็นจะดีใจเลยสักนิด จูชิงเพียงแค่ลูบจมูกตนเองปอยๆ ข้าไม่ได้บอกเจ้าหรอกหรือ ว่าตลอดการเดินทางขากลับคุณชายอารมณ์ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก!
"จูชิง เจ้าตามข้ากลับไปที่ห้องพัก"
"ขอรับ!"
เจ้านายและบ่าวทั้งสองหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในสถานีม้าเร็ว ก่อนจะมุ่งหน้ากลับไปยังห้องพัก
ภายในห้องพัก เผยเซ่านั่งอยู่เพียงลำพังภายใต้แสงตะเกียงอันโดดเดี่ยว ฝ่ามือของเขากำลังหมุนลูบถ้วยชาเล่นไปมา สีหน้าดูล้ำลึกจนยากจะคาดเดา เบื้องหลังของเขามีหวงฉียืนตัวตรงแหน่วคอยรับใช้อยู่
เซี่ยจือเฟยลอบถอนหายใจอยู่ภายในใจ ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปนั่งลงเคียงข้างเผยเซ่า
"จูชิง หวงฉี พวกเจ้าก็นั่งลงเถิด"
จูชิงและหวงฉีสบตากันเพียงแวบหนึ่ง พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดคุณชายสามจึงเริ่มลอกเลียนแบบพฤติกรรมของแม่นางเยี่ยนมาใช้
เมื่อคนทั้งสองทรุดกายลงนั่ง เซี่ยจือเฟยจึงเอื้อนเอ่ยขึ้นมา
"เรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอู๋กวนเยวี่ยสองพ่อลูกและโจวเหยี่ย พวกเจ้าจงกลืนมันลงท้องไปให้หมดสิ้น ห้ามแพร่งพรายออกไปแม้แต่ครึ่งคำ"
เผยเซ่ายังคงจมดิ่งอยู่กับความโศกเศร้าจากการที่คุณหนูเก้าฆ่าตัวตายด้วยการพุ่งชนกำแพง ชายหนุ่มเอ่ยปากตอบกลับไปอย่างส่งๆ
"เซี่ยอู่สือ เจ้านางวางใจเถิด เรื่องนี้ข้ารู้ความหนักเบาดี"
"เจ้ารู้ความหนักเบา ทว่าเจ้ากลับไม่ล่วงรู้เลยว่าความเบานี้มันเบาเพียงใด และความหนักนี้มันหนักหนามากเพียงใด"
เซี่ยจือเฟยจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาลึกล้ำ
"ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้ใด จะเป็นท่านพ่อของข้า ท่านพ่อของเจ้า พี่ใหญ่ของข้า หรือแม้กระทั่งทางฝั่งขององค์ไท่ซุน พวกเราก็ไม่อาจหลุดปากออกไปได้แม้แต่คำเดียว"
แม้แต่หวยเหรินก็ต้องปิดบังเอาไว้อย่างนั้นหรือ?
เผยเซ่าเพิ่งจะอ้าปากเตรียมเอ่ยถามว่าเหตุใด ทว่ากลับได้ยินเซี่ยจือเฟยกล่าวสืบต่อ
"ลองคิดทบทวนดูให้ดีว่าแม่ทัพเฒ่าเจิ้งคือคนเช่นไร? ลองคิดดูสิว่าอู๋กวนเยวี่ยสองพ่อลูกเป็นคนระดับใด? แล้วลองนึกถึงกรมอาญา ศาลต้าหลี่ สำนักตรวจการ องครักษ์เสื้อแพร... เพียงแค่กระตุกเส้นขนเพียงเส้นเดียวก็อาจสะเทือนไปได้ทั้งร่างเชียวนะ เผยหมิงถิง!"
เมื่อเผยเซ่าถูกตอกกลับมาเช่นนี้ หัวใจของเขาก็พลันลอยละลิ่วขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดซึมขึ้นมาตามไรผม
มารดามันเถิด!
หากว่าคดีนี้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาจริงๆ ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงคงได้พลิกคว่ำคะมำหงายกันพอดี!
"ดังนั้น การที่เจ้าเงียบขรึมมาตลอดทาง กินข้าวก็ไม่ลง นอนหลับก็ไม่สนิท ก็เป็นเพราะเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?"
"ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นเพราะเหตุใดกันเล่า!"
เผยเซ่ายกมือขึ้นตบหน้าผากตนเองฉาดใหญ่ ชายหนุ่มเอ่ยด้วยความหงุดหงิดใจ
"ข้ากลับนึกไม่ถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ช่างสะเพร่าเสียจริง"
"เจ้าไม่ได้สะเพร่าหรอก เป็นเพราะภายในใจของเจ้ามัวแต่จดจ่ออยู่กับปมวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งของฮูหยินผู้เฒ่าหูต่างหาก"
เซี่ยจือเฟยเน้นย้ำทีละถ้อยทีละคำ
"คำพูดต่อจากนี้ไป พวกเจ้าจงตั้งใจฟังให้ดี คำให้การที่พวกเราจะใช้บอกเล่าต่อคนภายนอกก็คือ..."
[จบบท]