บทที่ 165: คนลวงโลก
รถม้าคันใหญ่แล่นมาจอดสนิทลงบริเวณประตูด้านหลังของหน่วยเป่ยซือ เสิ่นชงขยับมือเลิกม่านหน้าต่างรถขึ้น องครักษ์หนุ่มร่างเล็กกระโดดลงมาประทับยืนบนพื้นดินพร้อมกับหิ้วกล่องใส่อาหารเอาไว้ในมือ ตามด้วยจ้าวอี้สือที่ก้าวลงมาเป็นคนถัดไป องครักษ์เสื้อแพรนายหนึ่งรีบสาวเท้าเข้ามาหา เขยิบเข้าไปใกล้แล้วกระซิบกระซาบรายงานเรื่องราวบางอย่างที่ข้างหูของจ้าวอี้สือ สีหน้าขององค์ไท่ซุนแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มเย็นชาสั่งการออกมา
“นำทางไปข้างหน้า”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
องครักษ์ร่างเล็กผู้นั้นก็คือเยี่ยนซานเหอ นางก้มหน้าเดินตามหลังจ้าวอี้สือไปติดๆ ไม่กล้าทิ้งระยะห่างแม้แต่ก้าวเดียว หลังจากเดินทะลุผ่านระเบียงทางเดินทอดยาวมาจนสุดทาง ก็มาหยุดอยู่หน้าประตูเหล็กบานใหญ่ องครักษ์เสื้อแพรล้วงหยิบกุญแจออกมาเพื่อปลดล็อกโซ่เส้นหนาหนักที่คล้องเอาไว้ออก จ้าวอี้สือไพล่มือทั้งสองข้างไว้ด้านหลังประทับยืนอยู่ตรงหน้าประตู ทอดสายตามองเยี่ยนซานเหอแวบหนึ่งด้วยท่าทีราบเรียบ
“ช่างเถิด เจ้าเข้าไปแทนข้าก็แล้วกัน”
เยี่ยนซานเหอสะดุ้งตกใจเล็กน้อย
ตกลงกันไว้แล้วมิใช่หรือว่าจะเข้าไปในคุกด้วยกัน จากนั้นจ้าวอี้สือค่อยหาข้ออ้างปลีกตัวออกไป เหตุใดจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนแผนกะทันหันเช่นนี้
นางตั้งสติแล้วถามกลับด้วยไหวพริบ
“ฝ่าบาทมีถ้อยคำใดต้องการให้ผู้น้อยนำไปบอกกล่าวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
จ้าวอี้สือขมวดคิ้วเข้าหากัน
“ไม่มี”
“เข้าใจแล้วขอรับ!”
องครักษ์เสื้อแพรนายนั้นปรายตามองเยี่ยนซานเหอแวบหนึ่ง กระแอมไอออกมาเบาๆ
“ฝ่าบาท มีเวลาเพียงครึ่งชั่วยามพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าของจ้าวอี้สือยังคงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ใด
“ได้ยินชัดเจนแล้วหรือไม่?”
เยี่ยนซานเหอก้มหน้าลงต่ำยิ่งกว่าเดิม
“ชัดเจนขอรับ!”
ทั้งสองคนเดินตามกันเข้าไปหลังบานประตูเหล็ก จ้าวอี้สือยืนรอจนกระทั่งแผ่นหลังของคนทั้งสองกลืนหายลับไปจากสายตา สีหน้าท่าทางของเขาจึงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาเยียบเย็น เสิ่นชงขยับกายก้าวเดินไปข้างหน้าครึ่งก้าว
“ฝ่าบาท เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เมื่อสองชั่วยามก่อน สวีไหลลงมือตัดนิ้วมือของจี้สือเอ้อร์ทิ้งไปหนึ่งข้อ แล้วนำไปให้จี้หลิงชวนดู หลังจากนั้นจี้หลิงชวนก็เอ่ยปากบอกว่าต้องการพบหน้าสวีไหล”
เสิ่นชงลอบร้องในใจว่าสถานการณ์ชักจะย่ำแย่เสียแล้ว
“เช่นนั้นจี้หลิงชวนจะยอม...”
จ้าวอี้สือหลุบตาก้มหน้ามองพื้นโดยไม่ปริปากพูดสิ่งใดออกมา
เสิ่นชงร้อนใจขึ้นมา
“ฝ่าบาท รีบตัดสินพระทัยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่ต้องรีบร้อน ขอเวลาข้าคิดดูเสียหน่อย”
จ้าวอี้สือยกมือขึ้นนวดคลึงหัวคิ้วของตนเองเบาๆ
....
หลังจากก้าวผ่านประตูเหล็กและเดินลงบันไดมาเรื่อยๆ สภาพแวดล้อมรอบกายก็แปรเปลี่ยนเป็นมืดมิดและน่าสะพรึงกลัว เยี่ยนซานเหอเดินผ่านตามทางเดินอันชื้นแฉะ นางไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนลมหายใจออกมาแรงๆ ร่างกายทุกสัดส่วนเกร็งเขม็งราวกับสายธนูที่ถูกง้างจนตึง
เมื่อเดินมาจนสุดทางด้านใน องครักษ์เสื้อแพรก็หยุดฝีเท้าลง ชี้มือไปยังบุคคลที่อยู่หลังลูกกรง
“กุญแจห้องขังอยู่ที่ผู้คุม เจ้ามีอะไรก็ยืนพูดอยู่ตรงด้านนอกนี่แหละ”
“ขอบคุณมากขอรับ”
เยี่ยนซานเหอวางกล่องอาหารลงบนพื้น ยกมือขึ้นประสานกันเพื่อแสดงความขอบคุณ
องครักษ์เสื้อแพรหันหลังเดินจากไป นางจึงทอดสายตามองลึกเข้าไปในห้องขัง
เพียงแค่กวาดตามองแวบแรก เยี่ยนซานเหอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
บริเวณมุมห้องขังอันมืดสลัว มีร่างของคนผู้หนึ่งขดตัวคุดคู้กลมดิกอยู่ตรงนั้น สภาพของเขามีเส้นผมหลุดลุ่ยรุงรัง ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดเกรอะกรัง มองดูแทบไม่หลงเหลือเค้าโครงของความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่เลย
“จี้หลิงชวน”
“...”
“จี้หลิงชวน!”
“...”
หลังจากส่งเสียงเรียกออกไปถึงสองครั้งสองคราแต่กลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับ เยี่ยนซานเหอเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก ในจังหวะที่นางกำลังจะอ้าปากตะโกนเรียกซ้ำอีกหน จี้หลิงชวนกลับพุ่งพรวดเข้ามาหา ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวถมึงทึง
“เจ้านางคนลวงโลก นังคนหลอกลวง!”
เยี่ยนซานเหอตวาดเสียงต่ำ
“จี้หลิงชวน เจ้าแหกตาดูให้ดีว่าข้าคือใคร?”
จี้หลิงชวนแหงนหน้าหัวเราะร่วน ท่าทางคล้ายคนเสียสติ
“ต่อให้เจ้ากลายเป็นเถ้าถ่านข้าก็จำได้ เจ้าหน้าเงินรับตั๋วเงินสองพันตำลึงของข้าไป บอกว่าจะช่วยคลายปมวิญญาณให้มารดาของข้า แล้วเจ้าทำสำเร็จแล้วหรือยัง? เจ้าไม่มีปัญญาคลายปมบ้าบออะไรนั่นได้ เจ้าเอาชีวิตลูกชายของข้าคืนมา... ฮ่าฮ่าฮ่า...”
“จี้หลิงชวน ข้ามีเวลาแค่ครึ่งชั่วยาม ไม่มีเวลาว่างมาทนฟังเจ้าเสียสติหรอกนะ”
เยี่ยนซานเหอยื่นมือออกไปทะลุลูกกรง คว้าคอเสื้อที่เปื้อนเลือดของจี้หลิงชวนเอาไว้แน่น
“นับจากนี้ทุกถ้อยคำที่ข้ากำลังจะพูด เจ้าจงตั้งใจฟังเอาไว้ให้ดี”
“สายไปแล้ว ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว คุณหนูเก้าตายแล้ว ลูกชายข้าก็ตายแล้ว ตระกูลจี้จบสิ้นแล้ว ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านแม่ เจ้าทำลายพวกเราจนย่อยยับ!”
เยี่ยนซานเหอคลายมือที่กำคอเสื้อออก กำหมัดแน่นแล้วชกเข้าที่ใบหน้าของจี้หลิงชวนอย่างจัง
ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านเข้ามาทำให้ความบ้าคลั่งในดวงตาของจี้หลิงชวนลดทอนลงไปบ้าง
เขาส่งเสียงสะอื้นไห้อยู่ในลำคอ แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้น
เยี่ยนซานเหอเห็นดังนั้นจึงทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นตรงหน้าเขาเช่นกัน
“จี้หลิงชวน ชื่อเต็มของมารดาเจ้าคือหูซานเม่ย บ้านเกิดที่แท้จริงของนางอยู่ที่อำเภอถงซิง เมืองหนานหนิง ในเขตพื้นที่ของกว่างซี ที่นั่นมีป่าไผ่เขียวขจีปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขา มีแปลงผักปลูกเรียงรายเป็นทิวแถว และยังมีแม่น้ำเป่ยชางสายยาวเหยียดที่ทอดตัวยาวไกลจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด”
“อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเป่ยชางคือแคว้นต้าฉี แม่น้ำสายนั้นคือเส้นแบ่งเขตแดนของทั้งสองแคว้น หูซานเม่ยในวัยเด็กมีชีวิตที่ยากลำบากและยากจนข้นแค้น แต่นางก็ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี นางยังมีสหายสนิทอยู่คนหนึ่งชื่อหูเจิน หรือที่ใครๆ ต่างก็เรียกขานว่าเจินเจี่ยเอ๋อร์”
เมื่อหวนนึกถึงเจินเจี่ยเอ๋อร์ ใบหน้าที่เคยเย็นชาของเยี่ยนซานเหอก็เผยร่องรอยของความอ่อนโยนออกมาเล็กน้อย
“มีอยู่วันหนึ่ง สองพี่น้องกำลังวิ่งเล่นกันอยู่ริมแม่น้ำ บังเอิญเหลือบไปเห็นสุนัขตัวหนึ่งตกลงไปในแม่น้ำเป่ยชาง หูซานเม่ยจึงกระโดดน้ำว่ายไปช่วย ประจวบเหมาะกับที่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำเป่ยชางก็มีคนว่ายน้ำตรงเข้ามาเช่นเดียวกัน สุนัขที่ตกน้ำตัวนั้นกำลังตั้งท้อง พวกเขาทั้งสองคนจึงช่วยกันทำคลอดให้สุนัขตัวนั้นอยู่กลางแม่น้ำ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หูซานเม่ยได้พานพบกับเพื่อนเล่นวัยเด็กของนาง”
“และสุนัขสีดำที่หูซานเม่ยเห็นภาพหลอนในหัวก่อนที่นางจะสิ้นใจ ก็คือสุนัขตัวที่นางและเขาช่วยกันทำคลอดในวันนั้นนั่นเอง ชื่อของคนผู้นั้น เจ้าจะต้องเคยได้ยินมาอย่างแน่นอน เขาชื่ออู๋กวนเยวี่ย”
ศีรษะของจี้หลิงชวนที่ก้มต่ำอยู่ตลอดยกพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“จะ... เจ้า... เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
“อู๋กวนเยวี่ย อดีตฮ่องเต้ผู้ปกครองแคว้นต้าฉี ตัวการสำคัญในคดีฆ่าล้างตระกูลแม่ทัพเฒ่าเจิ้ง”
เยี่ยนซานเหอจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่ขุ่นมัวของอีกฝ่าย
“เจ้าเป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เรื่องที่อู๋กวนเยวี่ยต้องกลายเป็นกษัตริย์พลัดถิ่นได้อย่างไร และเรื่องที่เขาลงมือสังหารคนในจวนแม่ทัพเฒ่าเจิ้งด้วยวิธีการใด... รายละเอียดพวกนี้เจ้าย่อมรู้ดีกว่าข้าเสียอีก”
จี้หลิงชวนสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ เขาไม่สามารถหาคำพูดใดมาตอบคำถามของนางได้เลย ทำได้เพียงพยักหน้าหงึกหงักเป็นการยอมรับ
“การที่หูซานเม่ยมารดาของเจ้าต้องเดินทางมาเป็นอนุภรรยาถึงเมืองหลวง นั่นไม่ใช่ความสมัครใจของนางเลยสักนิด นางถูกบีบบังคับให้ต้องจากแม่น้ำเป่ยชางมา ก่อนจากลานางได้บอกกล่าวกับเจินเจี่ยเอ๋อร์สหายรักเอาไว้ว่า ชาตินี้ทั้งชาตินางจะไม่มีวันหวนกลับไปที่นั่นอีกแล้ว และเจ้าไข่ดำ สุนัขสีดำตัวนั้นก็ต้องตรอมใจอดอาหารจนตายหลังจากที่หูซานเม่ยจากไป เพราะเจ้านายของมันทอดทิ้งมันไปอย่างไม่ไยดี”
ร่างกายของจี้หลิงชวนสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความตกตะลึงจนยากจะเชื่อ
“ดังนั้น ตอนนี้เจ้าคงจะเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดเรือนไผ่ถึงได้มีบรรยากาศมืดทึบและเปียกชื้นนัก แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังยืนกรานที่จะย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่น ต้นไผ่เขียวชอุ่มเหล่านั้นคือสิ่งที่นางเฝ้าคะนึงหามาตลอดชีวิต”
“ดังนั้น เจ้าคงจะเข้าใจแล้วว่าหลังจากที่ฮูหยินผู้เฒ่าขึ้นมามีอำนาจดูแลจวน เหตุใดนางจึงออกคำสั่งเด็ดขาดห้ามมิให้ใครเลี้ยงสุนัขในจวนตระกูลจี้ เพราะทุกครั้งที่นางเห็นสุนัข นางจะหวนนึกถึงเจ้าไข่ดำ”
“ดังนั้น เจ้าคงจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดฮูหยินผู้เฒ่าจึงปลูกผักเอาไว้เต็มสวนหลังบ้าน สิ่งที่นางปลูกไม่ใช่ผัก แต่นางกำลังโหยหาช่วงเวลาในวัยเด็กที่เคยปลูกผักต่างหาก”
“ดังนั้น เจ้าคงจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดฮูหยินผู้เฒ่าจึงชอบไปนั่งเล่นอยู่ริมทะเลสาบซินหูครั้งละนานหลายชั่วยาม สิ่งที่นางจดจ้องมองดูมิใช่ผืนน้ำในทะเลสาบ แต่มันคือแม่น้ำเป่ยชางที่นางเฝ้าใฝ่ฝันถึงแต่ไม่อาจหวนคืนกลับไปได้อีกชั่วชีวิต”
“ดังนั้น เจ้าคงจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดฮูหยินผู้เฒ่าถึงเกิดความคิดที่อยากจะปลดปล่อยเสี่ยวหงให้เป็นอิสระ เพราะนางมองเห็นเงาสะท้อนของตนเองในอดีตซ้อนทับอยู่บนร่างของเสี่ยวหง”
“ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดนางถึงไม่รักใคร่เอ็นดูลูกหลานตระกูลจี้ แต่กลับไปลำเอียงรักใคร่หลานชายต่างตระกูลอย่างเผยหมิงถิง...”
เยี่ยนซานเหอหลับตาลง พลางนึกย้อนไปถึงการกระทำของเผยหมิงถิงตลอดการเดินทางที่ผ่านมา
“ข้าคิดว่า น่าจะเป็นเพราะหูซานเม่ยเติบโตมาในฐานะคนที่ไม่เกรงกลัวต่อฟ้าดิน มีนิสัยดื้อรั้น รักความอิสระ และไม่ยอมตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ใดๆ เหมือนกันกระมัง”
จี้หลิงชวนนั่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้น
นี่คือฮูหยินผู้เฒ่าที่ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียวคนนั้นจริงๆ หรือ?
เหตุใดเรื่องราวที่ได้ยินถึงได้ฟังดูไม่คุ้นเคยถึงเพียงนี้ มันช่างดู...
เหลือเชื่อจนไม่อาจทำใจยอมรับได้!
“ในคืนที่จวนตระกูลจี้ถูกริบทรัพย์ พวกเราได้พบกับแม่นมเฉิน หลังจากที่ได้คุยกับแม่นมเฉิน พวกเราก็ไม่ได้หยุดพักหายใจเลยแม้แต่น้อย รีบควบม้าเดินทางตรงดิ่งไปยังเมืองหนานหนิงทันที”
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์อันตรายต่างๆ ที่ผ่านมา เยี่ยนซานเหอก็อดไม่ได้ที่จะหลับตาลงอีกครั้ง
“ที่เมืองหนานหนิง พวกเราต้องฝ่าฟันความยากลำบากสารพัดจนกระทั่งตามหาอู๋ซูเหนียน บุตรชายของอู๋กวนเยวี่ยจนพบ อู๋กวนเยวี่ยตรอมใจตายไปหลังจากพ่ายแพ้สงครามได้เพียงสี่เดือน ความจริงแล้วอู๋ซูเหนียนเองก็มีสภาพไม่ต่างจากคนที่กำลังจะตาย แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมารดาของเจ้าคอยคุ้มครองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ทำให้ก่อนที่เขาจะสิ้นลมหายใจ พวกเราก็ค้นพบปมวิญญาณครึ่งหนึ่งของมารดาเจ้าจนได้”
ดวงตาของจี้หลิงชวนเบิกโพลงขึ้นมาทันที เบิกกว้างเสียจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
“ครึ่งเดียว? เหตุใดถึงมีแค่ครึ่งเดียวเล่า?”
[จบบท]