บทที่ 171: ความจริงที่ถูกเปิดเผย
ทั่วทั้งร่างของจี้หลิงชวนสั่นสะท้าน ราวกับมีคนถือขวานเล่มเขื่องจามลงบนศีรษะอันดื้อรั้นมาตลอดห้าสิบปีของเขาจนแยกออกเป็นสองซีก ความรู้สึกครึ่งหนึ่งคือความเสียใจ ส่วนอีกครึ่งคือความเจ็บปวดทรมาน
"พวกท่านพี่น้องเคยคิดบ้างไหม ว่านางมีทางเลือกหรือไม่? ตอนแต่งเข้าตระกูลจี้ นางเลือกได้หรือ? ตอนที่ต้องยกท่านให้ผู้อื่น นางมีสิทธิ์เลือกงั้นหรือ?"
ดวงตาของเยี่ยนซานเหอแดงก่ำ
"เป็นใครกันที่บีบคั้นให้นางต้องวางแผนแย่งชิงตำแหน่งภรรยาเอก? ใครบีบให้นางต้องทำกับสะใภ้หนิงเช่นนั้น? ใครบีบให้นางต้องลงมือกับอนุภรรยาของบิดาท่าน? แล้วเป็นใคร... ที่เปลี่ยนลูกสาวชาวประมงอันแสนซื่อบริสุทธิ์และไร้เดียงสา ให้กลายเป็นคนเช่นนั้นได้?"
คนอย่างพวกท่าน แต่ละคนเอาสิทธิ์อะไรมาทำเช่นนี้!
ความโกรธเกรี้ยวแผดร้องดังก้องอยู่ภายในใจของเยี่ยนซานเหอ
ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งวางทาบลงบนศีรษะของเยี่ยนซานเหอ
นางหันขวับกลับไปมองทันที
เซี่ยจือเฟยคิดไม่ถึงว่านางจะตอบสนองรวดเร็วปานนี้ ความอ่อนโยนที่พาดผ่านดวงตาของเขาในชั่วอึดใจนั้นถูกเก็บซ่อนเอาไว้ไม่ทัน ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงกระแอมไอเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย
"อย่าใช้อารมณ์มากไปเลย โกรธมากไปจะเสียสุขภาพเปล่าๆ"
เมื่อเอ่ยจบ เขาก็ถอยไปยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทีเกียจคร้าน ใบหน้าดูราบเรียบผ่อนคลาย ทว่าก้อนเนื้อในอกกลับเต้นระรัว
แปลกจริง เหตุใดข้าถึงได้ติดใจการลูบหัวนางนักนะ?
เยี่ยนซานเหอปรับเปลี่ยนสีหน้าจากตื่นตะลึงระคนตกใจกลับมาสงบราบเรียบโดยใช้เวลาเพียงชั่วจิบชาเท่านั้น
และในเวลานี้ จี้หลิงชวนก็หมดสภาพราวกับสุนัขใกล้ตาย เขาทรุดตัวนั่งกองอยู่บนพื้น ปล่อยให้น้ำตาไหลรินเงียบๆ
โบราณว่าลูกผู้ชายไม่หลั่งน้ำตาโดยง่าย เพียงแต่ยังไม่ถึงคราวปวดใจจนถึงขีดสุดเท่านั้น
เยี่ยนซานเหอแค่นหัวเราะ
"จี้หลิงชวน ความเจ็บปวดที่แท้จริงยังมาไม่ถึงหรอก เก็บน้ำตาของท่านเอาไว้ก่อนเถอะ"
จี้หลิงชวนร้องตะโกนด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"แม่นางเยี่ยน ได้โปรดบอกมาให้จบในคราวเดียวเถิด ข้า... ข้า..."
แค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ?
เยี่ยนซานเหอลอบแค่นเสียงในใจ นางย่อตัวลงนั่งยองๆ ก่อนจะยื่นมือไปกดไหล่ของจี้หลิงชวนเอาไว้
ทันทีที่จี้หลิงชวนสบเข้ากับดวงตาของหญิงสาว ความหวาดกลัวที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดก็ผุดขึ้นในใจ
"ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกท่านแล้ว ว่าเพื่อนเล่นวัยเด็กของฮูหยินผู้เฒ่าจี้ก็คืออู๋กวนเยวี่ย ปีหย่งเหอที่สอง อู๋กวนเยวี่ยและบิดาก่อกบฏตั้งตนเป็นกษัตริย์ ปีหย่งเหอที่สาม แคว้นต้าฉียกทัพปราบปราม ปีหย่งเหอที่สี่ สองพ่อลูกพ่ายแพ้ต้องหลบหนีลี้ภัย ข่าวคราวเหล่านี้คงแว่วเข้าหูฮูหยินผู้เฒ่าจี้เป็นระยะ ชื่อที่ถูกปิดตายฝังลึกอยู่ในใจของนางจึงถูกดึงขึ้นมาเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้ง ยามสายฝนสาดกระทบหน้าต่างในยามค่ำคืน พานให้นึกถึงความฝันอันยาวนาน ในความฝันนั้น ดอกงิ้วริมแม่น้ำเป่ยชางกำลังเบ่งบาน เมื่อสายลมร้อนพัดผ่าน กลีบดอกก็ร่วงหล่นปูลาดเต็มพื้นดิน นางคล้ายมองเห็นชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาสง่างามผู้นั้นยืนอยู่ใต้ต้นงิ้ว เขาเรียกนางว่า ซานเม่ย ทว่าเมื่อตื่นขึ้นมา กลับพบแต่ข่าวคราวที่สั่นประสาทนางครั้งแล้วครั้งเล่า ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าฮูหยินผู้เฒ่าจี้จะรู้สึกเช่นไรเมื่อได้รับรู้เรื่องราวเหล่านั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ แม้แต่แม่นมเฉินที่คอยปรนนิบัติอยู่เคียงข้างทั้งวันทั้งคืนก็ยังไม่ระแคะระคาย ย่อมแสดงให้เห็นว่านางเก็บซ่อนมันไว้อย่างมิดชิดและแนบเนียนมากทีเดียว"
จี้หลิงชวนใช้สองมือยันพื้น ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้งจนถึงที่สุด
"จนกระทั่ง... จนกระทั่งฆาตกรในคดีของตระกูลเจิ้งปรากฏตัวขึ้น ใช่หรือไม่?"
"ใช่!"
เยี่ยนซานเหอตอบรับ
"แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?"
จี้หลิงชวนส่ายหน้าอย่างเหม่อลอย
"นั่นเป็นเพราะนางล่วงรู้ถึงความใฝ่ฝันในชีวิตของอู๋กวนเยวี่ยมาตั้งแต่ยังเด็ก"
เยี่ยนซานเหอเว้นจังหวะเล็กน้อย
"จี้หลิงชวน ท่านรู้หรือไม่ว่าความฝันของอู๋กวนเยวี่ยคือสิ่งใด? มันคือแผ่นดินอันกว้างใหญ่ คือความสงบร่มเย็นไร้ซึ่งศึกสงคราม และคือการที่ราษฎรได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข!"
ลมหายใจของจี้หลิงชวนกระชั้นถี่ขึ้นมาทันที แววตาของเขาฉายชัดถึงความไม่อยากเชื่อ
เยี่ยนซานเหอคาดเดาปฏิกิริยานี้ของเขาไว้อยู่แล้ว
"ดังนั้นการที่อู๋กวนเยวี่ยก่อกบฏ สังหารราชวงศ์ และสุดท้ายต้องลงเอยด้วยการลี้ภัย ฮูหยินผู้เฒ่าจี้จึงรู้สึกเพียงแค่เสียใจ แต่ไม่ได้ประหลาดใจแต่อย่างใด เพราะนั่นคือชะตากรรมของเขา หากเขาไม่ต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนั้น นางต่างหากที่จะรู้สึกแปลกใจ ทว่าเมื่อฆาตกรตัวจริงในคดีของตระกูลเจิ้งปรากฏ กำแพงที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งทลายยากในใจของฮูหยินผู้เฒ่าจี้ก็พังครืนลงมาในพริบตา นางวิ่งไปหาท่านที่เรือนโดยไม่สนใจสิ่งใดเพื่อถามว่าคดีนั้นตัดสินผิดพลาดหรือไม่? นางร้อนรนต้องการคำตอบจากท่าน นางไม่เชื่อ และไม่กล้าที่จะเชื่อ ว่าการฆ่าล้างตระกูลคนทั้งบ้าน จะเป็นฝีมือของอู๋กวนเยวี่ย"
หยาดน้ำตาขุ่นมัวของจี้หลิงชวนร่วงเผาะ
"ตระกูลอู๋มีกฎประจำตระกูลว่าห้ามฆ่าสุนัข หลังจากที่นางไปสืบเรื่องนี้จากภรรยาของข้า ในใจนางก็กระจ่างแจ้งว่าคดีนี้ย่อมไม่ใช่ฝีมือของอู๋กวนเยวี่ย"
เยี่ยนซานเหอหลับตาลง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
"ถูกต้อง"
"ถ้าเช่นนั้น..."
จี้หลิงชวนจ้องมองเยี่ยนซานเหออย่างระมัดระวัง
"ปมวิญญาณของนางก็ยังคงเป็นอู๋กวนเยวี่ย แล้วมันจะมาเกี่ยวข้องกับข้าได้อย่างไร?"
"จี้หลิงชวนเอ๋ย!"
เยี่ยนซานเหอยื่นมือไปตบไหล่ของเขา นางหยัดกายลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง
"ท่านประเมินมารดาผู้ให้กำเนิดของตนเองต่ำเกินไปแล้ว"
"เยี่ยนซานเหอ"
เผยเซ่ารอต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
"เจ้ารีบพูดมาเถอะ ว่าท่านยายของข้าเป็นอะไรไปกันแน่?"
เยี่ยนซานเหอหันไปมองเผยเซ่า พลางเผยรอยยิ้มที่ดูคล้ายจะเศร้าก็ไม่ใช่ จะยินดีก็ไม่เชิงออกมา
"ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าจี้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าคดีนี้ไม่ใช่ฝีมือของอู๋กวนเยวี่ย เช่นนั้นนางจะไม่ลองคิดให้ลึกซึ้งกว่านั้นหน่อยหรือ ว่าแท้จริงแล้วใครกันที่เป็นคนลงมือ? เหตุใดสี่หน่วยงานใหญ่จึงร่วมมือกันสืบคดี แต่กลับสร้างคดีอยุติธรรมที่จับแพะมารับบาปเช่นนี้ขึ้นมาได้?"
สิ้นคำพูดนั้น ท่าทีของเซี่ยจือเฟยที่เดิมทียืนพิงประตูอยู่อย่างเกียจคร้านก็เปลี่ยนไปในทันที ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
ส่วนเผยเซ่านั้นยิ่งเหมือนถูกฟ้าผ่า
"เจ้าหมายความว่า ท่านยายเคยคิดที่จะช่วยล้างมลทินให้อู๋กวนเยวี่ยและบุตรชายงั้นหรือ?"
"ข้าคิดว่านางคงเคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ท้ายที่สุดแล้วนี่คือจุดที่สำคัญที่สุดของคดี เพียงแค่นางกล้ายืนหยัดออกมายืนยัน ความอยุติธรรมที่อู๋กวนเยวี่ยและบุตรชายได้รับก็จะได้รับการชำระล้างจนขาวสะอาด"
"แล้ว... แล้วเหตุใดนางถึงไม่ทำเล่า?"
จี้หลิงชวนถาม
เยี่ยนซานเหอแค่นหัวเราะ
"จี้หลิงชวน ขนาดตัวท่านเองยังไม่เชื่อคำพูดของนางเลย แล้วคนอื่นเล่า พวกเขาจะเชื่อหรือ?"
จี้หลิงชวนอ้าปากค้าง ไร้ซึ่งคำพูดใดจะเอื้อนเอ่ย
"ประการที่สอง อู๋กวนเยวี่ยเป็นใครกัน? นางที่เป็นเพียงสตรีในเรือนหลัง กลับไปมีความเกี่ยวข้องกับกษัตริย์พลัดถิ่นแห่งแคว้นต้าฉี..."
"เรื่องนี้หากพลาดพลั้งไป..."
เผยเซ่าฟังแล้วถึงกับหน้าซีดเผือด
"นั่นคือโทษกบฏเชียวนะ"
"และประเด็นที่สำคัญที่สุด"
เยี่ยนซานเหอหัวเราะหยัน
"หากนางพูดเรื่องนี้ออกไป ตระกูลจี้จะพลอยร่างแหไปด้วยหรือไม่ อนาคตหน้าที่การงานของบุตรชายจะได้รับผลกระทบหรือเปล่า?"
"หากราชสำนักเชื่อในคำพูดของนางก็แล้วไปเถอะ แต่ประเด็นคือ..."
เผยเซ่ากระทืบเท้าพร้อมกับส่ายหน้าซ้ำๆ
"ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด จะไม่มีใครเชื่อเลยแม้แต่คนเดียว พวกเขาจะต้องคิดว่าท่านยายเสียสติไปแล้วแน่ๆ ดีไม่ดีท่านลุงทั้งสองของข้าอาจจะต้องมารับเคราะห์ไปด้วย"
เยี่ยนซานเหอก้มหน้าลง สบสายตากับจี้หลิงชวน
"ด้วยเหตุนี้นางจึงคิดทบทวนอยู่นาน และทำได้เพียงแค่ปิดปากเงียบสนิท กลืนความจริงทั้งหมดลงท้องไป แม้ตายก็ไม่อาจปริปากบอกใครได้"
ท่ามกลางอากาศในเดือนห้า ทว่าจี้หลิงชวนกลับรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัว หนาวจนฟันทั้งสองซี่กระทบกันดังกึกๆ
คดีนี้ผ่านการไต่สวนจากสามหน่วยงานศาล ซ้ำยังมีหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเข้ามาเกี่ยวข้อง เพียงแค่ฮูหยินผู้เฒ่าจี้หลุดปากออกมาแม้แต่คำเดียว ก็เท่ากับเป็นการผลักตระกูลจี้ให้ไปเป็นศัตรูกับสี่หน่วยงานใหญ่นั้น
ไม่เพียงแค่นั้น ท้ายที่สุดแล้วคดีนี้ก็ต้องถูกส่งขึ้นไปวางบนโต๊ะทรงงานของฮ่องเต้ ต้องรอให้ฮ่องเต้ทรงจรดพู่กันแดงอนุมัติ ถึงจะออกหมายจับอู๋กวนเยวี่ยและบุตรชายได้
กล้าตั้งข้อสงสัยต่อฮ่องเต้ กล้าเคลือบแคลงราชสำนัก...
สำหรับตระกูลจี้แล้ว เรื่องนี้ไม่ต่างอะไรกับหายนะที่พร้อมจะทำลายล้างตระกูลให้ย่อยยับเลยทีเดียว!
"ในตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่าจี้เลือกที่จะเงียบ นางก็เลือกที่จะย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่เรือนไผ่ด้วยเช่นกัน"
น้ำเสียงของเยี่ยนซานเหออ่อนลงในพริบตา
"การที่นางย้ายไปอยู่ที่เรือนไผ่มีอยู่สองเหตุผล หนึ่งคือความรู้สึกผิดที่มีต่ออู๋กวนเยวี่ย ส่วนข้อที่สองคือ นางไม่อยากให้ใครมองออกว่าภายในใจของนางเก็บซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้"
[จบบท]