บทที่ 188: หมายปอง
เผยเซ่าเงยหน้าขึ้นมองเศษใบชาที่เปรอะเปื้อนอยู่บนหน้าผากของตนเอง ก่อนจะตวาดลั่นด้วยความโมโห
"เซี่ยอู่สือ มารดาเจ้าเถอะ นี่เจ้าเพิ่งจะสามขวบหรืออย่างไร ถึงได้พ่นน้ำชาใส่หน้าข้าเต็มๆ เช่นนี้?"
พ่นใส่แล้วจะทำไม ข้าอยากจะสาดใส่หน้าเจ้าเลยด้วยซ้ำ!
เซี่ยจือเฟยโยนถ้วยชาทิ้ง รับผ้าเช็ดหน้าเปียกหมาดๆ จากมือของติงอีมาเช็ดปากและมือ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"คนอย่างเจ้ายังต้องใช้แม่สื่ออีกหรือ ตรงเข้าหอไปเลยไม่ดีกว่าหรืออย่างไร?"
"ข้าดูเป็นคนไร้กฎเกณฑ์ทำตัวส่งเดชเช่นนั้นหรือ?"
เผยเซ่ารับผ้าเช็ดหน้าจากจูชิงมาเช็ดคราบน้ำชา พลางตะโกนใส่หน้าเซี่ยอู่สือเสียงดังลั่น
"ระวังเถอะ หากแม่หมอเยี่ยนรู้เข้า นางจะซ้อมเจ้าจนหัวโน"
ซ้อมเจ้าน่ะสิไม่ว่า!
เซี่ยจือเฟยคร้านที่จะต่อล้อต่อเถียงกับคนผู้นี้ เขาปรายตามองติงอีที่ยังคงยืนทื่ออยู่ตรงหน้า พลันตวาดอย่างหงุดหงิด
"ยังจะยืนบื้ออยู่อีกทำไม พัดของข้าล่ะ น้ำชาล่ะ ผลไม้ล่ะ หายไปไหนหมด?"
ติงอีไร้ซึ่งคำพูดใดจะหลุดออกจากปาก
"ไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย ข้าเพิ่งจะชมเจ้าไปแค่ไม่กี่คำ เจ้าก็เหลิงจนลอยติดลมบนไปแล้วใช่หรือไม่ ถึงได้ไม่รู้จักชั่งน้ำหนักดูว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน?"
ติงอียังคงไร้ซึ่งคำพูด
"ไสหัวไป ไปให้พ้นหน้าข้าเลย!"
เซี่ยจือเฟยโบกมือไล่อย่างรำคาญใจ ติงอีได้แต่นิ่งอึ้ง ท้ายที่สุดติงอีก็ต้องล่าถอยออกไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็หันขวับกลับมามองเซี่ยจือเฟยด้วยสายตาตัดพ้อ พลางสรุปความบางอย่างขึ้นมาในใจ
ซึ่งข้อสรุปนั้น ใต้เท้าเผยได้เป็นคนโพล่งแทนเขาออกมาเสียแล้ว
"เซี่ยอู่สือ ข้าว่าเจ้าคงต้องหาสตรีสักคนมาช่วยดับไฟในทรวงแล้วกระมัง เหตุใดถึงได้อารมณ์ร้อนนักเล่า หรือจะให้ข้าท่องคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตรให้ฟังสักท่อน เผื่อจิตใจของเจ้าจะสงบลงบ้าง?"
สงบมารดาเจ้าเถอะ!
เซี่ยจือเฟยเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ เขากลับรู้สึกว่ามีไฟแห่งความหงุดหงิดสุมอยู่ในอกโดยไร้ที่ระบาย พอหันไปมองหน้าเผยเซ่า เขาก็ยิ่งรู้สึกขวางหูขวางตา มองส่วนไหนก็ไม่สบอารมณ์ รู้สึกรำคาญใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"เซี่ยอู่สือ คำถามที่ข้าเพิ่งถามเจ้าไปเมื่อครู่ เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลยนะ?"
"จะให้ตอบอะไรเล่า?"
เซี่ยจือเฟยแค่นเสียงหัวเราะ
"ในจวนตระกูลเซี่ย ไม่มีผู้ใดตัดสินใจแทนแม่หมอเยี่ยนได้หรอก"
เผยเซ่าขมวดคิ้วแน่น พลางพึมพำกับตัวเอง
"เรื่องสำคัญอย่างการแต่งงาน ต้องอาศัยคำสั่งของบิดามารดาและคำเจรจาของแม่สื่อ แต่นางไร้ซึ่งบิดามารดา จะใช้แม่สื่อก็คงไม่เหมาะ ข้าชักจะมืดแปดด้าน ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดีเสียแล้วสิ!"
มั่นใจหน่อยสิ ตัดคำว่าชักจะมืดแปดด้านออกไปได้เลย เซี่ยจือเฟยไม่เชื่อเด็ดขาดว่าด่านของตระกูลเผยจะผ่านไปได้ง่ายๆ เขาจึงแกล้งหยั่งเชิง
"บิดาของเจ้ารู้เรื่องนี้แล้วหรือ?"
เผยเซ่าส่ายหน้า
"แล้วมารดาของเจ้าล่ะ?"
เผยเซ่ายังส่ายหน้าอีกเช่นเคย
"แล้วคำสั่งบิดามารดาของเจ้าอยู่ที่ใดกัน?"
เผยเซ่าตีหน้าจริงจังขั้นสุด
"ข้าได้กราบทูลพระยูไลไปแล้ว พระองค์ตรัสว่ากายเคลื่อนตามจิต จิตเคลื่อนตามรัก"
เซี่ยจือเฟยได้แต่เงียบกริบ
ความเงียบงันเข้าปกคลุม บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดจนแทบจะหายใจไม่ออก จูชิงที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับต้องกลั้นหายใจ พยายามลดตัวตนของตัวเองลงให้เหลือน้อยที่สุด เรื่องนี้คุณชายเผยทำตัวราวกับเด็กเล่นขายของเกินไปแล้ว
"เซี่ยอู่สือ เจ้าทำหน้าเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร?"
เผยเซ่าชี้ไปที่ชุดขุนนางบนร่างของตนเอง
"ข้าเป็นขุนนางแห่งกรมการศาสนา พระยูไลก็เปรียบเสมือนบิดามารดาผู้ให้ข้าวให้น้ำแก่ข้า"
"บรรพบุรุษน้อยเอ๊ย!"
เซี่ยจือเฟยก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด จู่ๆ ไฟหงุดหงิดในใจก็มอดดับลงไปเสียดื้อๆ หลงเหลือเพียงความรู้สึกสะใจบนความทุกข์ของผู้อื่น
"เรื่องสำคัญอย่างการแต่งงานไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เจ้าต้องไปปรึกษาหารือกับบิดามารดาของเจ้าเสียก่อน ต้องขอความเห็นชอบจากพวกเขา หากพวกเขาตกลง"
"ถ้าถึงตอนนั้น ดอกไม้ก็คงเหี่ยวเฉาไปหมดแล้ว"
เผยเซ่าขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ตระกูลเผยของเราเป็นตระกูลหมอหลวงมาหลายชั่วอายุคน แม้ชาติตระกูลจะไม่ได้สูงส่งเทียมฟ้า ทว่าก็ไม่ได้ต่ำต้อย หากข้าจะแต่งงานกับแม่หมอที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้า เจ้าคิดว่าพวกเขาจะยอมตกลงอย่างนั้นหรือ?"
"เจ้ารู้ตัวก็ดีแล้ว"
"เพราะฉะนั้น ข้าถึงต้องใช้วิธีลงมือก่อนรายงานทีหลัง ไม่เหลือทางถอยให้ตัวเองอย่างไรเล่า เข้าใจหรือไม่?"
แม้คำพูดจะดูไม่เป็นโล้เป็นพาย ทว่าใบหน้าของเขากลับฉายแววจริงจังอย่างยิ่ง เซี่ยจือเฟยเพิ่งจะตระหนักได้เดี๋ยวนี้เองว่าคนตรงหน้าไม่ได้กำลังล้อเล่น เขาต้องการจะแต่งงานกับเยี่ยนซานเหอจริงๆ พลันไฟแห่งความหงุดหงิดก็พุ่งปะทุขึ้นมาจากช่องท้องอีกครั้ง
"เจ้าเกิดความรู้สึกรักใคร่ต่อแม่หมอเยี่ยนแล้วหรือ?"
ใบหน้าของเผยเซ่าปรากฏร่องรอยของความขัดเขินบางเบา เซี่ยจือเฟยคบหากับคนผู้นี้มาเกือบยี่สิบปี ไม่เคยเห็นคำว่าขัดเขินปรากฏบนใบหน้าของอีกฝ่ายมาก่อนเลย
"นางมีดีตรงไหน ถึงทำให้เจ้าเกิดความรู้สึกเช่นนั้นได้?"
เผยเซ่ายกมุมปากขึ้น
"เจ้าลืมไปแล้วหรือ นางเคยช่วยชีวิตข้าไว้ในป่า บุญคุณช่วยชีวิตก็ต้องตอบแทนด้วยการมอบกายถวายชีวิตสิ"
เซี่ยจือเฟยโกรธจนอยากจะสบถด่าคน
"นี่!"
มุมปากของเผยเซ่ากระตุก
"เจ้าทำหน้าเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร คุณชายอย่างข้าใช่ว่าจะยอมมอบกายถวายชีวิตให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้านะ เว้นแต่นางเท่านั้น"
"นางเป็นแม่หมอนะ?"
"บังเอิญพอดีเลย ข้ามันเป็นคนขี้ขลาด หากมีแม่หมอคอยคุ้มครองจวน ต่อไปข้าก็ไม่ต้องหวาดกลัวเรื่องภูตผีปีศาจอีกแล้ว"
"นิสัยอย่างนาง ไม่มีทางยอมให้เจ้ามีอนุภรรยาเด็ดขาด"
"หากแต่งกับนาง ข้าก็ไม่เคยคิดจะรับอนุภรรยาอยู่แล้ว"
"ปักใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
เผยเซ่าจ้องมองอีกฝ่าย
"จะว่าอย่างไรดีล่ะ เป้าหมายในชีวิตของข้าเมื่อก่อนคือการสนับสนุนเขาให้ขึ้นครองบัลลังก์ จากนั้นก็ใช้ชีวิตเสเพลรอความตายไปพร้อมกับเจ้า แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว"
"เปลี่ยนเป็นอะไร?"
หัวคิ้วของเผยเซ่าค่อยๆ คลายออก
"ข้าอยากจะให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกันกับนาง อยากมีลูกด้วยกันกับนาง อยากครองรักกับนางไปจนแก่เฒ่า"
พรึบ!
ไฟหงุดหงิดในใจไม่อาจกดทับไว้ได้อีกต่อไป มันพุ่งทะลวงขึ้นสมองจนแทบจะทะลุฟ้า เซี่ยจือเฟยประชดประชันด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เลิกคร่ำครวญเรื่องรักใคร่ได้แล้ว ข้าว่าเจ้าเอาเวลาไปคิดดีกว่าว่าจะสืบคดีของตระกูลเจิ้งอย่างไรดี!"
สิ้นเสียงของเขา ติงอีก็เดินจ้ำอ้าวเข้ามาด้วยความเร่งรีบ
"คุณชายสาม องค์ไท่ซุนเสด็จออกจากวังแล้วขอรับ"
เซี่ยจือเฟยลุกขึ้นยืน
"พระองค์เป็นอย่างไรบ้าง?"
"สีพระพักตร์ยังคงเป็นปกติดีขอรับ"
"พระองค์เสด็จกลับตำหนักไท่จื่อ หรือว่าตำหนักแยก?"
"รถม้าของตำหนักไท่จื่อจอดรออยู่หน้าประตูวังตลอดเลยขอรับ พอองค์ไท่ซุนเสด็จออกมาก็ถูกรับตัวไปทันที"
เซี่ยจือเฟยหันไปมองเผยเซ่า เผยเซ่าหุบรอยยิ้มกรุ้มกริ่มเมื่อครู่ลงทันควัน
"ไม่ต้องเป็นห่วง หากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นจริงๆ พระองค์ย่อมส่งข่าวมาบอกพวกเราเอง"
เซี่ยจือเฟยถือโอกาสสั่งสอน
"เพราะฉะนั้น เจ้าจงเก็บความรู้สึกรักใคร่ของเจ้าไปเสียก่อน ธุระปะปังยังมีอีกตั้งมากมาย พวกเรา"
"ใต้เท้าเซี่ย!"
เสียงขององครักษ์ดังแทรกขึ้นมาจากลานด้านนอก
"มีเรื่องอันใด?"
"มีคนจากในจวนส่งข่าวมาขอรับ บอกว่าคืนนี้ใต้เท้าเซี่ยต้องกลับบ้านให้ได้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม"
เซี่ยจือเฟยยังไม่ทันจะได้อ้าปาก เผยเซ่าก็ชิงแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"ข้าเองก็ไม่ได้ไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าหยางกับฮูหยินมาเสียนานแล้ว เซี่ยอู่สือ ข้าจะกลับไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วยก็แล้วกัน!"
เขาก้าวเท้าข้ามธรณีประตูพลางหันไปสั่งการ
"หวงฉี เดี๋ยวเจ้าไปซื้อเป็ดอบมาสักตัวนะ คราวก่อนนางยังไม่ได้ลิ้มรสอย่างเต็มที่ คราวนี้ไม่ได้เร่งรีบเดินทางแล้ว ต้องให้นางได้ลิ้มรสชาติให้หนำใจ"
แววตาของเซี่ยจือเฟยพลันเสียศูนย์ไปชั่วขณะ
คารวะฮูหยินผู้เฒ่าหยางกับฮูหยินอะไรกัน ไอ้ลูกเต่าตัวนี้มันจงใจพุ่งเป้าไปหาเยี่ยนซานเหอชัดๆ!
….
ตำหนักตวนมู่คือตำหนักขององค์รัชทายาท ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวง
จ้าวอี้สือก้าวลงจากรถม้า ขันทีเกาสิงรีบเดินเข้าไปต้อนรับพร้อมกับค้อมศีรษะทำความเคารพ
"ฝ่าบาท องค์รัชทายาททรงรออยู่ในห้องหนังสือแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
จ้าวอี้สือจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ สีหน้าของเขาเรียบเฉยปราศจากอารมณ์ใดๆ
"ไปกันเถอะ"
หลายวันแล้วที่ไม่ได้กลับมาเยือน จ้าวอี้สือเดินทอดน่องไปตามทาง จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าตำหนักตวนมู่ดูเหมือนจะทรุดโทรมลงไปอีกเล็กน้อย สีดำที่ทาบานประตูหลายบานหลุดร่อนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
เสด็จพ่อของเขาดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทมานานถึงสิบเจ็ดปี ทว่าตำหนักแห่งนี้กลับไม่เคยได้รับการบูรณะซ่อมแซมเลยแม้แต่ครั้งเดียว อิฐทุกก้อน กระเบื้องทุกแผ่นยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
สิบเจ็ดปีแล้ว ช่างยาวนานเหลือเกิน
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็เดินมาถึงหน้าห้องบรรทมขององค์รัชทายาท ทันทีที่จ้าวอี้สือก้าวเท้าเข้าไป เขาก็พบว่ามีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนม้าหินอ่อนในลานกว้าง ในมือของคนผู้นั้นถือไม้เท้าค้ำยันเอาไว้ ซึ่งก็คือเสด็จพ่อของเขาเอง
เขารีบจัดแจงเสื้อผ้าอีกครั้ง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้า
"เสด็จพ่อ"
ไท่จื่อจ้าวเยี่ยนลั่วทอดพระเนตรมองบุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตวัดสายตาเย็นเยียบไปทางขันทีเกาสิง เกาสิงจึงค่อยๆ ถอยห่างออกไปอย่างเงียบเชียบ
ลานกว้างแห่งนั้นเหลือเพียงสองพ่อลูก คนหนึ่งนั่ง อีกคนหนึ่งคุกเข่า ความเงียบงันปกคลุมอยู่นานสองนาน
เมื่อจ้าวอี้สือเห็นว่าเสด็จพ่อเอาแต่เงียบ ไม่ยอมสั่งให้เขาลุกขึ้นเสียที เขาก็รู้ได้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก ขณะที่เขากำลังจะอ้าปาก ก็พลันได้ยินเสียงแค่นหัวเราะในลำคอของเสด็จพ่อดังขึ้น
"ช่างเป็นองค์ไท่ซุนผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมและความสามารถเสียจริงนะ"
"ขอเสด็จพ่อโปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"
จ้าวอี้สือรู้สึกขมขื่นในใจ เขาก้มศีรษะแนบลงกับพื้น
[จบบท]