บทที่ 193: ซ้ายขวา
เยี่ยนซานเหอจำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างแจ้งยิ่งขึ้น
“คืนนั้นที่วัดเสวียนจั้ง พวกเราพบเห็นคนกี่กลุ่มกัน?”
“สองกลุ่มเจ้าค่ะ เซี่ยซานสือกลุ่มหนึ่ง แล้วก็องค์ไท่ซุนอีกกลุ่มหนึ่ง” หลี่ปู้เหยียนตอบ
“พวกเราติดตามรถม้าขององค์ไท่ซุนออกมา ส่วนตัวจริงยังคงรั้งอยู่ภายในวัดเสวียนจั้ง และเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมกับเซี่ยซานสือ”
หลี่ปู้เหยียนเบิกตากว้าง คล้ายเพิ่งตระหนักถึงความจริงบางอย่างได้ เซี่ยซานสือกับเซี่ยเต้าจือผู้เป็นบิดาล้วนยืนหยัดอยู่เคียงข้างองค์ไท่ซุน การเลือกข้างองค์ไท่ซุนย่อมหมายถึงการสนับสนุนองค์รัชทายาทอย่างเต็มตัว ตระกูลเซี่ยคือขั้วอำนาจฝั่งองค์รัชทายาทอย่างไม่ต้องสงสัย
“ข้ายังมีเรื่องสงสัยอีกข้อเจ้าค่ะ!”
หลี่ปู้เหยียนยกมือขึ้นประหนึ่งศิษย์ตัวน้อย หันไปขอคำชี้แนะจากใต้เท้าเผยด้วยท่าทีถ่อมตน “สว่างไสวอยู่เบื้องบน หรือซ่อนเร้นอยู่เบื้องล่างเจ้าคะ?”
สตรีผู้นี้ มีใครเขาตั้งคำถามกันเช่นนี้บ้างไหม?
เผยเซ่าลอบคิดในใจ โชคดีที่ตัวเขาก็ปราดเปรื่องไม่เบา “ย่อมต้องซ่อนเร้นอยู่เบื้องล่าง!”
“เหตุใดจึงต้องหลบซ่อนด้วยเล่าเจ้าคะ สนับสนุนกันอย่างเปิดเผยไม่ดีกว่าหรือ ในเมื่อเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมอยู่แล้ว?” หลี่ปู้เหยียนขมวดคิ้ว
“เรื่องนี้...” เผยเซ่าอึกอัก ไม่รู้ควรหาคำใดมาอธิบาย
“นั่นย่อมหมายความได้เพียงประการเดียว” เยี่ยนซานเหอรับช่วงต่อโดยไม่ต้องพึ่งพาปริศนาคำทายใดอีก น้ำเสียงของนางตรงไปตรงมา “แสดงว่าฮ่องเต้ทรงไม่พอใจในตัวองค์รัชทายาทเป็นอย่างมาก เซี่ยเต้าจือเพื่อรักษาความปลอดภัยของตนเอง จึงเลือกที่จะไม่แสดงท่าทีโอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งอย่างชัดเจน สำหรับทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุตรชาย รวมถึงเรื่องการแต่งงาน เขาจะไม่สนับสนุน ไม่คัดค้าน และไม่ออกความเห็นใด”
“ฟังดูแล้วไม่ต่างอันใดกับบุรุษไร้ความรับผิดชอบเลยนะเจ้าคะ” หลี่ปู้เหยียนส่ายหน้า
หากไม่ทำตัวเช่นนี้ เขาจะสามารถไต่เต้าขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งและมั่นคงถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน เยี่ยนซานเหอแค่นเสียงหยันในใจ
หลี่ปู้เหยียนยกศอกกระทุ้งเผยเซ่า “แล้วคุณชายสามของพวกเรามีท่าทีอย่างไรต่อตู้อีอวิ๋นกันแน่เจ้าคะ?”
จะมากระทุ้งข้าทำไมกัน!
เผยเซ่ารีบชักแขนกลับ ถอยห่างจากหลี่ปู้เหยียนไปหลายก้าว ในใจนึกหวาดระแวง ภรรยาของเขากำลังจับตาดูอยู่นะ!
“ท่าทีที่คุณชายสามมีต่อตู้อีอวิ๋น เจ้าก็ต้องไปถามเจ้าตัวเอาเองสิ ข้าไม่ใช่พยาธิในท้องของเขาสักหน่อย จะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?”
“การที่เขาปล่อยให้ตู้อีอวิ๋นเฝ้ารอคอยอย่างไร้จุดหมายเช่นนี้ เลวร้ายยิ่งกว่าบุรุษไร้ความรับผิดชอบเสียอีก!” เยี่ยนซานเหอฟันธงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เผยเซ่าลอบยิ้มในใจ ประหลาดแท้ ทั้งที่นางกำลังด่าทอเซี่ยอู่สือ แต่ไฉนในใจข้ากลับรู้สึกเบิกบานยิ่งนัก
...
เสียงล้อรถม้าบดทับไปตามถนนที่ปูด้วยแผ่นหินปูพื้น ดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะ
ภายในห้องโดยสาร ตู้อีอวิ๋นทอดสายตาจดจ้องบุรุษที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แววตาของนางเปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่ พวงแก้มสองข้างซับสีเรื่อราวกับบุปผาผลิบาน
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ท่อนแขนพาดวางบนโต๊ะตัวเล็กอย่างเป็นธรรมชาติ โครงหน้าคมคายหล่อเหลาบาดใจ ดึงดูดสายตาผู้คนได้อย่างเหลือร้าย
บุรุษในโลกหล้าแบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือผู้ที่หล่อเหลาโดดเด่นตั้งแต่เยาว์วัย ทว่าเมื่อเติบใหญ่กลับค่อยๆ สูญเสียความงามนั้นไปจนกลายเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ ทว่าอีกประเภทหนึ่งคือผู้ที่ในวัยเด็กอาจดูเรียบง่ายธรรมดา แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไป เสน่ห์และความสง่างามกลับยิ่งฉายชัดเจนมากขึ้นตามวันเวลา
พี่สามของนางจัดอยู่ในประเภทหลัง
เซี่ยจือเฟยรับรู้ได้ถึงสายตาของตู้อีอวิ๋นที่กำลังจับจ้องมองมา หลังจากเรียบเรียงถ้อยคำในใจอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เงยหน้าขึ้น
“อีอวิ๋น?”
“เจ้าคะ?”
“การล้มป่วยในครั้งนี้ค่อนข้างอันตรายมากทีเดียว ท่านเจ้าอาวาสแห่งวัดเสวียนจั้งถึงกับเอ่ยกับข้าด้วยตนเองเพียงคำเดียวว่า ยาก”
“พี่สาม?” ขอบตาของตู้อีอวิ๋นเริ่มแดงเรื่อ
“หาครอบครัวที่ดีแล้วแต่งงานไปเถิด อย่าได้นำเอาหัวใจมาผูกติดไว้ที่ข้าอีกเลย” น้ำเสียงของเซี่ยจือเฟยราบเรียบ “การต้องมาเสียเวลาชีวิตเพื่อข้า มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย”
“พี่สาม” ความเย็นเยียบวาบขึ้นมาจากปลายเท้าของตู้อีอวิ๋น “ข้าไม่เคยสนใจเลยว่าท่านจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเพียงใด หากข้าใส่ใจในเรื่องนั้นจริง คงไม่เฝ้ารอคอยท่านมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ อีกอย่าง ต่อให้เป็นครอบครัวที่ยากจนข้นแค้น เมื่อล้มป่วยยังสามารถใช้โสมเก่าแก่ประคองชีวิตต่อไปได้ตั้งสามห้าปี ตระกูลเซี่ยและตระกูลตู้ของพวกเราก็ไม่ได้ขัดสนเงินทอง อย่างไรเสียท่านก็ต้องมีอายุยืนยาวไปจนถึงห้าสิบปีได้อย่างแน่นอน”
“ตู้อีอวิ๋น ข้าเห็นเจ้าเป็นเพียงน้องสาวเท่านั้น คำพูดนี้ข้าเคยบอกเจ้าไปตั้งแต่เนิ่นนานมาแล้ว และไม่ได้พูดเพียงแค่ครั้งเดียว ถูกต้องหรือไม่?” เซี่ยจือเฟยส่ายหน้า
“เช่นนั้นก็ประเสริฐเลยเจ้าค่ะ ข้าจะได้มีคนคอยรักและทะนุถนอมเพิ่มขึ้นอีกคน!”
“ร่างกายของข้าไม่สู้ดีนัก!”
“เป็นเพราะเยี่ยนซานเหอผู้นั้นใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“เรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับนางทั้งสิ้น” เซี่ยจือเฟยจ้องมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์ซ่อนเร้น “เจ้ากลับไปเรียนท่านลุงตู้ด้วยเถิด บอกว่าคุณชายสามผิดต่อเขา ตระกูลเซี่ยผิดต่อเขา!”
ตู้อีอวิ๋นชะงักลมหายใจไปชั่วขณะ ก่อนที่หยาดน้ำตาจะพรั่งพรูไหลรินลงมาอาบสองแก้ม “พี่สาม ความผูกพันระหว่างเราตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหตุใดท่านจึงต้องตัดรอนกันถึงเพียงนี้ด้วยเจ้าคะ?”
“นั่นก็เป็นเพราะว่า!” เซี่ยจือเฟยเน้นย้ำทีละคำ “หากข้าไม่เด็ดขาดในวันนี้ ก็เท่ากับเป็นการทำร้ายเจ้า จอดรถ!”
รถม้าหยุดนิ่ง เขากระโดดลงจากรถ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็ยื่นหน้ากลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง “อย่าลืมนำคำพูดของข้าไปเรียนให้บิดาของเจ้าทราบด้วย เรื่องบางเรื่อง เพียงแค่ลองเอ่ยปากถาม หรือไตร่ตรองดูให้ลึกซึ้ง ทุกอย่างก็จะกระจ่างชัดเจนขึ้นมาเอง”
“พี่สาม!” สีหน้าของตู้อีอวิ๋นแปรเปลี่ยนไป นางเค้นเสียงถามทีละคำ “ข้าขอถามอีกครั้ง เป็นเพราะเยี่ยนซานเหอใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้าขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่!” เซี่ยจือเฟยมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง
ม่านรถม้าถูกทิ้งตัวลงมาปิดกั้น สตรีที่อยู่หลังม่านผุดรอยยิ้มเย็นชาขึ้นที่มุมปาก ภายในดวงตาปราศจากร่องรอยของหยาดน้ำตาอีกต่อไป หลงเหลือเพียงความมืดมิดที่ลึกล้ำสุดหยั่งและเย็นเยียบจนน่าขนลุก
ส่วนบุรุษที่อยู่ด้านนอกกลับมีสีหน้าผ่อนคลายและสงบนิ่ง เขารับสายบังเหียนมาจากมือของจูชิง พลิกตัวขึ้นหลังม้า แล้วควบทะยานห่างออกไปจนฝุ่นตลบ
...
“ย่าห์—”
เซี่ยจือเฟยตวัดแส้ม้าอย่างแรง อาชาคู่ใจยิ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นราวกับพายุ
จูชิงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติทางอารมณ์ของผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว เขาจึงรีบตวัดแส้ควบม้าติดตามไปติดๆ
ม้าสองตัวควบตะบึงไล่เลี่ยกันมาจนเข้าสู่ตรอกซื่อเถียว
จู่ๆ เซี่ยจือเฟยก็กระตุกสายบังเหียนอย่างแรง พร้อมกับส่งเสียงร้องสั่งให้ม้าหยุด ขาหน้าของม้าชูขึ้นสูงตระหง่านกลางอากาศ ก่อนจะหมุนวนอยู่กับที่หลายรอบแล้วจึงสงบนิ่งลง
เซี่ยจือเฟยขยับตัวลุกขึ้นยืนบนหลังม้า ออกแรงกระโดดเพียงครั้งเดียวพร้อมกับใช้ท่อนแขนเกี่ยวขอบกำแพง ร่างของเขาก็พลิกตัวขึ้นไปยืนอยู่บนกำแพงสูงได้อย่างง่ายดาย
“คุณชาย!”
จูชิงตาเบิกกว้าง สมองราวกับถูกสายฟ้าฟาดจนขาวโพลนไปหมด
เซี่ยจือเฟยทิ้งตัวลงนั่งบนสันกำแพง ทอดสายตามองไปยังต้นไม้ที่ปลูกอยู่ริมกำแพง
ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ ยอดอ่อนที่เพิ่งผลิบานในยามวสันต์ได้แปรเปลี่ยนเป็นใบไม้สีเขียวขจีที่ดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต
ทว่าเมื่อมองต่ำลงมา ภาพที่ปรากฏกลับชวนให้ปวดร้าวใจยิ่งนัก
ลำต้นทั้งหมดถูกไฟแผดเผาจนดำเป็นตอ เปลือกไม้หลุดร่อน แตกแตกระแหง ดูคล้ายกับชายชราที่กำลังจะสิ้นใจ ซึ่งต้องพึ่งพาเพียงเปลือกนอกที่เหลืออยู่เพื่อประคองชีวิตให้คงอยู่ต่อไป
เมื่อก่อน ต้นไม้ต้นนี้ไม่ได้มีสภาพเช่นนี้
มันเคยสูงใหญ่และแข็งแรง ใบไม้ดกหนา เมื่อสายลมพัดผ่านมาก็จะเกิดเสียงสวบสาบดังสะท้อนไปทั่ว
สถานที่แห่งนี้เคยเป็นดินแดนลับที่เขากับน้องสาวรู้กันอยู่เพียงสองคน
พวกเขามักจะแอบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ ซ่อนร่างเล็กๆ เอาไว้ท่ามกลางกิ่งก้านและใบไม้อันหนาทึบโดยที่ไม่มีใครสามารถหาพบ
ในยามนั้น นางจะนั่ง ส่วนเขาจะยืน
นางกอดขาของเขาเอาไว้แน่น ส่วนเขาก็ใช้มือข้างหนึ่งจับกิ่งไม้ ยืดคอชะโงกหน้ามองออกไปนอกกำแพงสูง
“รีบเล่ามาเร็วเข้า วันนี้ในตรอกมีผู้คนพลุกพล่านหรือไม่ มีพ่อค้าหาบเร่เดินผ่านบ้างไหม?”
“ไม่มีเลย!”
“แล้วมีสิ่งใดน่าสนใจบ้างเล่า?”
“มีสตรีรูปงามเดินผ่านไปมาอยู่น่ะสิ”
“งดงามปานใดเชียว สู้ท่านแม่ของพวกเราได้หรือไม่?”
“อย่างไรเสียก็งดงามกว่าเจ้าก็แล้วกัน!”
“ข้าจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องท่านพ่อกับท่านแม่ ว่าเจ้าแอบมองสตรีอื่น เว้นเสียแต่ว่า...เจ้าจะยอมรับว่าข้างดงามที่สุด”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว เจ้างดงามที่สุด!”
“พูดจาไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย!”
นางเขย่าขาของเขาอย่างแรง พร้อมกับขู่สำทับเสียงดุ “เจิ้งฮวยจั่ว เจ้าลงมาเดี๋ยวนี้ ถึงตาข้าปีนขึ้นไปดูบ้างแล้ว”
ถูกต้องแล้ว ในอดีตเขาเคยมีนามว่าเจิ้งฮวยจั่ว ผู้ซึ่งจบชีวิตลงภายใต้คมดาบของชายชุดดำ ในขวบปีที่แปดของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เขาเพิ่งจะเริ่มฝึกฝนเพลงดาบประจำตระกูลเจิ้งได้เพียงชุดเดียวเท่านั้น
เขามีน้องสาวฝาแฝดผู้หนึ่ง นามว่าเจิ้งฮวยโย่ว
แม้ว่าสองพี่น้องจะถือกำเนิดมาจากมารดาคนเดียวกัน ทว่าอุปนิสัยกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
เขาชื่นชอบความครึกครื้น ส่วนนางรักความสงบ
เขาหลงใหลในการฝึกวรยุทธ์ ทว่าเมื่อเห็นตำรากลับปวดศีรษะขึ้นมาทันที ส่วนนางรักการอ่านตำราเป็นชีวิตจิตใจ แต่กลับหลีกหนีห่างไกลจากอาวุธทุกชนิด
ตลอดทั้งปี เขาไม่เคยล้มป่วยแม้แต่ครั้งเดียว ทว่านางกลับเป็นคนงามขี้โรค ที่มักจะมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอ
เขาสามารถกวาดข้าวหมดชามได้ภายในไม่กี่คำ ส่วนนางกินเพียงครึ่งชาม ค่อยๆ เคี้ยวกลืนอย่างเชื่องช้า และมักจะเหลือข้าวคำสุดท้ายเอาไว้เสมอ
ข้าวคำสุดท้ายที่เหลืออยู่นั้น เป็นไปตามคำสั่งของหมอที่คอยกำชับเอาไว้
ม้ามและกระเพาะอาหารของนางอ่อนแอ จึงรับประทานอาหารได้เพียงหกส่วนเท่านั้น หากรับประทานมากเกินไปแม้เพียงนิดเดียว กระเพาะอาหารก็จะรับไม่ไหว และต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกพักใหญ่
นางไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างรวดเร็ว ข้าวแต่ละคำจะต้องเคี้ยวให้ครบสามสิบหกครั้งเสียก่อน จึงจะสามารถกลืนลงคอได้
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังแพ้เห็ดทุกชนิด หากเผลอรับประทานเข้าไปเพียงคำเดียว ผื่นคันก็จะลุกลามไปทั่วทั้งตัว สร้างความทรมานจนยากจะทนทาน
แม้ร่างกายจะอ่อนแอและรับประทานอาหารได้น้อยนิด ทว่าเด็กสาวขี้โรคผู้นี้กลับปีนป่ายต้นไม้ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว จนเขามักจะหยอกเย้าอยู่เสมอว่านางคงเป็นปีศาจแมวกลับชาติมาเกิด
[จบบท]