บทที่ 195: ไร้คุณธรรม
ย้อนกลับไปในตอนที่เซี่ยเต้าจือเพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนางใหม่ๆ ชายหนุ่มผู้นั้นคอยติดตามตู้เจี้ยนเสวียมาโดยตลอด และอาศัยการผลักดันสนับสนุนจากอีกฝ่ายเพื่อไต่เต้าฐานะขึ้นไปทีละขั้น ทว่าคลื่นลูกใหม่ย่อมซัดโหมข้ามคลื่นลูกเก่าไปเสมอ นับตั้งแต่วันที่เซี่ยเต้าจือก้าวเท้าเข้าสู่สภาขุนนางเมื่อสิบปีก่อน ตู้เจี้ยนเสวียก็ทำได้เพียงแค่มองความสำเร็จนั้นด้วยดวงตาที่ร้อนผ่าวเจือความอิจฉาริษยาเงียบๆ อยู่ฝ่ายเดียว
สภาขุนนางคือสถานที่เช่นไร?
มันคือจุดที่อยู่ใกล้ชิดองค์โอรสสวรรค์มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครองของแคว้นต้าฮวาทั้งหมด เซี่ยเต้าจือไม่เพียงแต่ก้าวเข้าไปเบิกทางได้สำเร็จ เขายังสามารถหยัดยืนประทับอยู่บนตำแหน่งนั้นได้อย่างมั่นคง ไร้ผู้ใดสั่นคลอน หากเป็นเพียงแค่ตัวเขาคนเดียวก็แล้วไปเถอะ แต่ประเด็นสำคัญคือเขายังมีบุตรชายคนโตที่ได้ดิบได้ดีอีกคน เซี่ยเอ๋อร์ลี่สอบเข้ารับราชการ แม้จะไม่ได้ติดอันดับหนึ่งในสามของกระดานแรก แต่ด้วยความช่วยเหลือคอยชี้แนะอย่างลับๆ ของผู้เป็นบิดา เขาก็สามารถก้าวเข้าสู่สำนักราชบัณฑิต และได้รับตำแหน่งผู้ตรวจสอบอักษรซึ่งดูเหมือนจะไม่สะดุดตาเท่าใดนัก
มีธรรมเนียมปฏิบัติอยู่ว่า หากไม่ได้เป็นจิ้นซื่อก็ไม่อาจเข้าสู่สำนักราชบัณฑิต และหากไม่ได้อยู่ในสำนักราชบัณฑิตก็ไม่อาจก้าวเข้าสู่สภาขุนนาง การวางหมากของเซี่ยเต้าจือนั้นล้ำลึกยาวไกล เจตนาของเขาก็ชัดเจนกระจ่างแจ้ง นั่นคือการปูทางเตรียมพร้อมให้บุตรชายก้าวขึ้นมานั่งในตำแหน่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งสภาขุนนางได้เหมือนกับตนในวันข้างหน้า
ย้อนกลับมาดูตระกูลตู้บ้างเล่า?
ชื่อเสียงของการเป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคอาจฟังดูงดงามน่าเกรงขาม ทว่ามันจะไปมีประโยชน์อันใด ในเมื่อไร้ซึ่งอำนาจที่แท้จริงในมือแม้แต่น้อยนิด และเพราะการไร้อำนาจนี้เอง เส้นทางขุนนางของบุตรชายหลายคนของเขาจึงไม่ได้ราบรื่นดั่งใจหวัง ผู้อื่นอาจมองไม่ทะลุปรุโปร่ง ทว่าตู้เจี้ยนเสวียย่อมรู้อยู่แก่ใจตนเองดี และด้วยความจริงข้อนี้ ต่อให้กิ่งหลิวที่ฮั่นอ๋องยื่นส่งมาให้จะเคลือบไปด้วยยาพิษร้ายกาจ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรับมันเอาไว้
เมื่อรับมาแล้ว ย่อมต้องตอบแทนเจ้านาย ความคิดของเจ้านายนั้นคนทั้งโลกต่างก็ล่วงรู้ นั่นคือการดึงองค์รัชทายาทลงมา แล้วก้าวขึ้นไปประทับบนตำแหน่งที่สูงส่งที่สุดในใต้หล้า ทว่าองค์รัชทายาททรงเป็นทั้งโอรสองค์โตและสายเลือดภรรยาเอก ทุกสิ่งล้วนมีความชอบธรรมตามจารีตประเพณี สิ่งที่เจ้านายของเขาพอจะพึ่งพิงได้ จึงมีเพียงความโปรดปรานจากฮ่องเต้และการสนับสนุนจากเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น และเซี่ยเต้าจือก็คือหนึ่งในขุนนางเหล่านั้นที่อยู่ในสายตาของฮั่นอ๋อง
ตู้เจี้ยนเสวียไม่คิดว่าการดึงตัวเซี่ยเต้าจือมาเป็นพวกจะยากเย็นอะไร ประการแรก อีกฝ่ายไม่ใช่คนลืมกำพืด ประการที่สอง บุตรหลานของทั้งสองตระกูลก็สนิทสนมกันมาตั้งแต่ยังเล็ก ขอเพียงแค่จับคู่ให้เด็กทั้งสองแต่งงานครองคู่กันได้ ต่อให้เซี่ยเต้าจือไม่อยากเลือกข้างฮั่นอ๋อง เขาก็จะกลายเป็นคนของฮั่นอ๋องไปโดยปริยาย
ตู้เจี้ยนเสวียลอบถอนหายใจยาว “พ่อพยายามพูดเป็นนัยอยู่หลายครั้ง แต่เซี่ยเต้าจือก็ไม่ยอมรับลูกชนเลย พ่อถึงได้รู้ว่าเรื่องราวชักจะไม่ค่อยดีเสียแล้ว”
ชายวัยกลางคนทอดสายตามองบุตรสาว “เพราะเหตุนี้ พ่อถึงได้ปล่อยปละละเลยเรื่องของเจ้ากับคุณชายสามเซี่ยมาตลอด ทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้างอย่างไรเล่า”
ตู้อีอวิ๋นนั่งฟังจนเหม่อลอย น้ำตาที่เคยรินไหลเหือดแห้งหายไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ หยาดเหงื่อบางๆ ผุดซึมขึ้นมาตามหน้าผากเนียน นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องการแต่งงานของตนเอง จะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจในราชสำนักที่อันตรายถึงเพียงนี้ นางหลงคิดมาตลอดว่าที่บิดายอมตามใจ ก็เป็นเพราะเขารักและเอ็นดูนางอย่างบริสุทธิ์ใจ
ตู้เจี้ยนเสวียอธิบายความจริงให้บุตรสาวฟังต่อ “อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้โทษพ่อเลย เมื่อมาถึงจุดที่ครอบครัวเรามีฐานะและตำแหน่งเช่นนี้ ย่อมไม่มีเรื่องใดที่เรียบง่ายอีกต่อไป อย่าว่าแต่เรื่องแต่งงานเลย แม้แต่การส่งของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่ตามปกติ ก็ยังมีรายละเอียดที่ต้องคิดทบทวนให้รอบคอบ”
ชายชราเดินเข้ามาลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ “เรื่องนี้พ่อปิดบังสตรีของบ้าน รวมถึงพี่ชายของเจ้าทุกคนเอาไว้ แต่เจ้าเป็นคนฉลาด พ่อจึงไม่อยากปิดบัง เจ้าควรจะรู้ตื้นลึกหนาบางเผื่อเอาไว้ในใจบ้าง”
ตู้อีอวิ๋นขบกรามแน่นจนเกิดเสียง “ท่านพ่อเจ้าคะ ที่ท่านเล่ามาทั้งหมด ลูกเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วเจ้าค่ะ”
นางสูดลมหายใจเข้าลึก “แต่ลูกกลืนความโกรธแค้นนี้ลงไปไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ!”
ตู้เจี้ยนเสวียกลอกตาไปมาเล็กน้อย “แล้วเจ้าคิดว่าพ่อจะทนกลืนมันลงไปได้หรือ? หากปีนั้นเซี่ยเต้าจือไม่มีพ่อคอยช่วยเหลือ เขาจะมีวันนี้ได้อย่างไร?”
เขาโบกมือไล่เบาๆ “เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ อย่าได้คิดอะไรให้มากความ มารดาของเจ้าพูดถูกแล้ว เพื่อคนอายุสั้นเพียงคนเดียว มันไม่คุ้มค่าเลย”
ไม่คุ้มค่าก็ส่วนไม่คุ้มค่า ทว่าหัวใจที่มอบให้ไปแล้ว จะบอกให้ดึงกลับคืนมาก็สามารถดึงกลับมาได้ง่ายดายเช่นนั้นหรือ?
ตู้อีอวิ๋นก้าวเท้าเดินออกจากเรือนด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
หนีเอ๋อร์รีบเดินเข้าไปประคองกายนาง “คุณหนูเจ้าคะ!”
สาวใช้พยายามปลอบโยน “พวกเรากลับเรือนกันเถอะเจ้าค่ะ”
ตู้อีอวิ๋นปรายตามองสาวใช้ด้วยแววตาเย็นเยียบ “เก้าปี ข้ากับเขาสนิทสนมกันมาถึงเก้าปีเต็ม เรื่องนี้ไม่อาจจบลงง่ายๆ เพียงเพราะคำขอโทษแค่คำเดียวหรอกนะ”
หนีเอ๋อร์ชะงักฝีเท้า หันมามองผู้เป็นนาย “แล้วคุณหนูวางแผนจะทำเช่นไรต่อไปหรือเจ้าคะ?”
ตู้อีอวิ๋นขบฟันแน่นแววตาเต็มไปด้วยความริษยา “ข้ามีความรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าคำพูดของเซี่ยจือเฟยในวันนี้ แปดเก้าส่วนต้องเป็นเพราะนังสารเลวคนนั้นแน่ๆ”
ภายในห้องทำงาน ตู้เจี้ยนเสวียวางพู่กันลง รอจนกระทั่งรอยน้ำหมึกบนกระดาษแห้งสนิท เขาก็สอดจดหมายเข้าไปในซองปิดผนึกอย่างดี ก่อนจะส่งเสียงเรียกคนด้านนอก “คนมานี่!”
ลูกน้องคนสนิทผลักบานประตูเข้ามาค้อมศีรษะ “นายท่านขอรับ!”
ตู้เจี้ยนเสวียยื่นซองจดหมายให้ “จดหมายฉบับนี้ จะต้องส่งให้ถึงมือของฮั่นอ๋องโดยตรงเท่านั้น”
คนสนิทรับคำเสียงหนักแน่น “ขอรับ!”
บานประตูถูกปิดลงอีกครั้ง ตู้เจี้ยนเสวียเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าต่าง เขาผลักบานหน้าต่างไม้แกะสลักออกไป ทอดสายตามองออกไปไกลแสนไกล ท่ามกลางความเงียบสงัด เขาเค้นเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมา
ตู้เจี้ยนเสวียพึมพำกับสายลม “เซี่ยเต้าจือหนอเซี่ยเต้าจือ ในเมื่อเจ้าไร้ความเมตตา ก็อย่ามาโทษว่าข้าไร้คุณธรรมก็แล้วกัน!”
….
ไอแดดร้อนระอุในยามกลางวัน ค่อยๆ เจือจางหายไปพร้อมกับความมืดมิดของรัตติกาลที่คืบคลานเข้ามาปกคลุม
ตอนที่เซี่ยจือเฟยเดินเข้ามาใกล้บริเวณเรือนของตนเอง เขาก็เห็นเผยเซ่ากำลังนั่งไขว่ห้างรับลมเย็นๆ อยู่ภายในห้องอย่างสบายอารมณ์
เซี่ยจือเฟยขมวดคิ้วมุ่น “ทำไมเจ้าถึงยังไม่กลับไปอีก?”
เผยเซ่ายิ้มตาหยีไม่สะทกสะท้าน “ไม่กลับ คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่แหละ เรามาคุยเล่นกันเถอะ”
เซี่ยจือเฟยนวดคลึงขมับของตนเอง “บรรพบุรุษน้อยของข้า ข้าเหน็ดเหนื่อยอยู่ที่ที่ทำการมาทั้งวันแล้วนะ ตกกลางคืนก็ยังต้องวิ่งวุ่นไปมาไม่ได้หยุดพัก เจ้าช่วยปล่อยข้าไปสักทีจะได้ไหม?”
เผยเซ่าลุกขึ้นเดินตามเขาเข้าไปด้านใน “ข้าแค่อยากจะคุยกับเจ้าเรื่องแม่หมอเยี่ยนเท่านั้นเอง”
ชายหนุ่มเจ้าของเรือนส่ายหน้าปฏิเสธ “ยิ่งไม่อยากฟังเข้าไปใหญ่!”
เซี่ยจือเฟยผลักสหายให้หลบไปด้านข้าง ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องอาบน้ำ “จูชิง เตรียมน้ำ ข้าจะอาบน้ำ เหงื่อท่วมตัวไปหมดแล้ว”
เผยเซ่าเดินตามเข้าไปติดๆ เขายกม้านั่งตัวหนึ่งมาวาง แล้วหย่อนกายลงนั่งข้างถังไม้อาบน้ำโดยไม่รู้สึกเคอะเขินแม้แต่น้อย “หมายความว่าอย่างไรที่ไม่อยากฟัง นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่สหายของเจ้าหัวใจเต้นแรงปานนี้ นอกจากเจ้าแล้ว จะให้ข้าไปพูดเรื่องนี้กับใครได้อีกเล่า?”
เขายกมือขึ้นลูบคาง “เซี่ยอู่สือ เมื่อครู่ข้าลองกลับไปคิดทบทวนดูอย่างละเอียดแล้วนะ ข้ากับนางน่ะ นอกจากเรื่องฐานะทางบ้านที่ไม่ค่อยคู่ควรกันแล้ว เรื่องอื่นๆ พวกเราเข้ากันได้ดีมากเลยนะ”
อย่างนั้นหรือ? ไม่เห็นจะรู้สึกเลยสักนิด! เซี่ยจือเฟยขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิด
เผยเซ่านั่งจ้องมองเซี่ยจือเฟยถอดเสื้อผ้า พลางเอ่ยปากวิเคราะห์ต่อ “ข้าคิดว่านะ หากอยากให้เรื่องนี้สำเร็จลุล่วง พวกเราจำเป็นต้องสืบหาตัวตนที่แท้จริงของนางให้ออกมาให้ได้เสียก่อน”
มือที่กำลังถอดเสื้อผ้าของเซี่ยจือเฟยชะงักงันไปชั่วขณะ ประกายแสงเย็นเยียบสองสายวาบผ่านดวงตาของเขา ดูน่าสะพรึงกลัว “ทำไมเจ้าถึงพูดเช่นนั้น?”
เผยเซ่าขยับตัวเข้ามาใกล้ “บนโต๊ะอาหารวันนี้ ประโยคสองประโยคที่นางพูดกับมารดาของเจ้า เจ้ายังจำได้หรือไม่?”
เซี่ยจือเฟยเดินเข้าไปหา พลางก้มหน้าลงมองอีกฝ่าย “ข้าจำได้แม่นทุกตัวอักษร”
เผยเซ่าหัวเราะแหะๆ ออกมา “ซื่อตรงดั่งสายศร ต้องตายริมทาง โค้งงอราวตะขอ กลับได้เป็นขุนนางใหญ่”
เขาเลิกคิ้วขึ้นสูง “คนที่มีชาติตระกูลและอ่านตำรับตำรามามากมายอย่างตู้อีอวิ๋น จะสามารถกล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้หรือไม่? เจ้าลองตอบมาสิ ว่านางทำได้ไหม?”
คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้วว่าตู้อีอวิ๋นไม่มีทางทำได้
เซี่ยจือเฟยขยับตัวออกห่าง “แล้วอย่างไรต่อเล่า?”
เผยเซ่าตวัดสายตาขึ้นมองเขา “ดังนั้น แม่หมอเยี่ยนคนนี้จะต้องไม่ใช่คุณหนูจากตระกูลธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน”
เขาตบเข่าฉาด “ถ้าข้าสามารถสืบหาตัวตนที่แท้จริงของนางได้ ค้นพบครอบครัวที่แท้จริงของนาง จากนั้นข้าก็จะได้ไปสู่ขอนางกับพวกเขา เท่านี้ข้าก็มีหวังแล้วไม่ใช่หรือ!”
เจ้าเด็กคนนี้! ไม่ได้โง่เขลาเลยสักนิด ยังรู้จักใช้วิธีอ้อมค้อมเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการอีกหรือเนี่ย?
ดวงตาของเซี่ยจือเฟยหม่นแสงลงราวกับวังน้ำวนที่ลึกจนหยั่งไม่ถึง “ความคิดของเจ้าก็เข้าทีดีนะ ถ้าเช่นนั้นก็รีบลงมือเถอะ อย่าได้ชักช้า ไปขุดคุ้ยเบื้องลึกเบื้องหลังของนางออกมาเสีย”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมขยับก้น เขาก็พูดเสริมขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งเพื่อกระตุ้น “เรื่องการแต่งงานของเจ้า ท่านอาเผยเคยเกริ่นกับท่านพ่อของข้าเอาไว้ตั้งนานแล้ว บอกให้เขาคอยจับตาดูเอาไว้ให้ดี และคนอย่างท่านพ่อของข้า เวลาจัดการเรื่องอะไร...”
เผยเซ่ากระโดดพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที พร้อมกับร้องตะโกนเสียงหลง “องค์พระพุทธเจ้าของข้าเอ๊ย!”
เขาวิ่งพรวดพราดออกไปด้านนอก “หวงฉี หวงฉี ไปเตรียมม้าเดี๋ยวนี้!”
บ่าวรับใช้รีบวิ่งเข้ามารับคำสั่ง “คุณชาย จะกลับจวนเลยหรือขอรับ?”
เผยเซ่าหันไปเอ็ด “กลับจวนอะไรกันเล่า กลับไปที่ทำการสิ ข้าจะต้องรีบเขียนจดหมายเร่งให้พวกเขารีบลงมือให้เร็วกว่านี้สักหน่อย”
เผยเซ่าเดินจ้ำอ้าวออกไปด้านนอก พลางโบกมือหยอยๆ หันมาตะโกนบอกสหาย “เซี่ยอู่สือ คืนนี้ข้าคงไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้าแล้วนะ เจ้าก็นอนกอดหมอนเหงาๆ ไปคนเดียวก็แล้วกัน!”
ทว่าเพิ่งจะเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว คอเสื้อของเขาก็ถูกใครบางคนดึงรั้งเอาไว้จากด้านหลัง
เขารีบหันขวับกลับมามองด้วยใบหน้ามึนงง “เจ้ามาดึงเสื้อข้าไว้ทำไมเนี่ย?”
เซี่ยจือเฟยกดสายตาต่ำลงจ้องเขม็ง “เผยหมิงถิง ข้าขอเตือนเจ้าอีกครั้งนะ คดีของตระกูลเจิ้ง เจ้าต้องใส่ใจให้มาก เรื่องนี้เจ้าเป็นคนรับปากออกมาจากปากของเจ้าเองนะ”
เผยเซ่าถลึงตาใส่สหายด้วยความขุ่นเคือง “ข้าก็ใส่ใจอยู่นี่อย่างไรเล่า เรื่องของตระกูลจี้เพิ่งจะจบลงไปได้แค่สามสี่วัน ก้นของท่านลุงของข้ายังเลือดซึมอยู่เลยนะ เจ้าก็ต้องปล่อยให้ข้าได้พักหายใจหายคอบ้างสิ”
เขาพยายามแกะมือสหายออก “รีบปล่อยมือเถอะน่า อย่ามาขัดขวางเรื่องสำคัญในชีวิตของคุณชายเผยอย่างข้าเลย”
เซี่ยจือเฟยยกยิ้มมุมปาก เผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวสวยที่ดูน่าเกรงขาม “ถ้าผ่านไปอีกสองวันแล้วเจ้ายังไม่ยอมเริ่มลงมือ ระวังข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งเสีย!”
เผยเซ่าตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ อย่างประจบประแจง “ไม่ได้หรอก เดี๋ยวแม่หมอของข้าก็ต้องกลายเป็นม่ายพอดีสิ”
เขายืดอกขึ้นเล็กน้อย “สหายเอ๋ย ชีวิตของข้าในตอนนี้มีค่ามากนะ เจ้าจะมาลงมือส่งเดชไม่ได้หรอก”
เซี่ยจือเฟยมองแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างเริงร่า ได้แต่ลอบถอนหายใจ
เขานึกอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอสหายรักให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยจริงๆ
[จบบท]