บทที่ 196: กลบุรุษรูปงาม
ภายในเรือนจิ้งซือ ห้องปีกฝั่งตะวันออก เยี่ยนซานเหอพลิกตัวไปมาบนเตียง
"นอนไม่หลับหรือ?" หลี่ปู้เหยียนนอนหนุนท่อนแขนของตนเอง สายตาทอดมองขึ้นไปบนเพดานมุ้ง "เพราะเรื่องของตู้อีอวิ๋น หรือว่าเพราะคุณชายสามเซี่ยกันเล่า?"
"ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง" เยี่ยนซานเหอตอบเสียงเรียบ "กำลังคิดว่าจะสืบเรื่องของข้าอย่างไรดีต่างหาก"
เมื่ออีกฝ่ายเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา หลี่ปู้เหยียนก็พลอยตาสว่างไปด้วย การได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาตลอดสามเดือน ทำให้พวกนางตระหนักดีว่าทั้งเซี่ยจือเฟยและเผยเซ่าล้วนเป็นคนฉลาดหลักแหลม โดยเฉพาะคนแรก แม้เปลือกนอกจะดูเหมือนคุณชายเสเพลเจ้าสำราญ ทว่าเนื้อแท้กลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว หากไม่มีข้ออ้างที่ฟังดูสมเหตุสมผลเตรียมเอาไว้ มันย่อมกลายเป็นตัวดึงดูดความวุ่นวายมาสู่ตัวเยี่ยนซานเหออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ถ้าจนปัญญาจริงๆ ก็โยนเรื่องของเจ้ามาให้ข้าสวมรอยแทนสิ"
"ไม่เหมาะหรอก" เยี่ยนซานเหอส่งเสียงค้านในลำคอ "คุณชายสามยิงคำถามใส่แค่ไม่กี่ประโยค เจ้าก็หลุดพิรุธแล้ว"
นั่นก็จริง! สมองของเขาเป็นแบบไหน แล้วสมองของข้าเป็นแบบไหนกันเล่า หลี่ปู้เหยียนเสนอทางเลือกใหม่ "แล้วถ้าบอกความจริงไปเลยเล่า?"
เยี่ยนซานเหอส่ายหน้าเบาๆ "มีเรื่องต้องอธิบายขยายความมากเกินไป ยิ่งไม่เหมาะเข้าไปใหญ่"
"ถ้าอย่างนั้นก็ชวนปวดหัวแล้วสิ!"
หลี่ปู้เหยียนถอนหายใจยาว นางอ้าปากเตรียมจะพูดต่อ ทว่าสัญชาตญาณกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างจากด้านนอก หญิงสาวตวัดสายตาไปมองทางหน้าต่างอย่างระแวดระวัง ก่อนจะกระโดดลงจากเตียงด้วยท่วงท่าแผ่วเบา พุ่งตัวไปที่ขอบบานพับแล้วผลักบานหน้าต่างออกอย่างแรง
เซี่ยจือเฟยเพิ่งจะกระโดดลงมาจากกำแพงและยืนหยัดได้อย่างมั่นคงพอดี เมื่อสี่ตาประสานกัน ชายหนุ่มกลับฉีกยิ้มกว้างโปรยเสน่ห์ราวกับดอกท้อบานสะพรั่งด้วยใบหน้าหนาเตอะไม่สะทกสะท้าน
"อืม ข้ามีธุระกับเจ้านายของเจ้าสักหน่อย"
"คุณชายสามเอ๋ย!" หลี่ปู้เหยียนหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ "ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ท่านถึงขั้นต้องปีนกำแพงมาเลยหรือ? เกิดเป็นคนจะอาศัยหน้าตาดีมาทำตัวอุกอาจแบบนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ!"
อาศัยหน้าตาดีมาทำตัวอุกอาจอย่างนั้นหรือ? เซี่ยจือเฟยนึกสงสัยในใจ วาจาพิลึกพิลั่นเช่นนี้มันคือถ้อยคำประเภทใดกัน
เยี่ยนซานเหอก้าวออกมาจากด้านหลังของหลี่ปู้เหยียน ดวงตาคู่งามทอประกายเย็นเยียบ "มีเรื่องอะไร? ว่ามา!"
เซี่ยจือเฟยจดจ้องมองใบหน้านั้นอยู่ครู่หนึ่ง "อากาศตอนนี้กำลังเย็นสบาย เจ้าอยากจะออกไปเดินเล่นในสวนกับข้าสักหน่อยไหม?"
เยี่ยนซานเหอตีหน้าขรึม "ข้ากลัวว่าตู้อีอวิ๋นกับมารดาของท่าน จะถือดาบเล่มโตมาไล่ฟันข้าน่ะสิ"
"ไม่มีทาง ข้าขอเอาพระโพธิสัตว์เป็นประกันเลย" มุมปากของเซี่ยจือเฟยกระตุกเล็กน้อย "อีกอย่าง เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ข้าขอเป็นตัวแทนมารดาขอโทษเจ้าด้วย เจ้าอย่าได้ถือสานางเลย หากจะโกรธเคืองก็มาลงที่ข้าเถอะ ข้ายอมให้เจ้าจัดการตามใจชอบเลย"
เยี่ยนซานเหอนึกอยากจะกลอกตาใส่อีกฝ่ายเหลือเกิน โกรธเคืองเขางั้นหรือ? ผู้ชายเสเพลอย่างเขามีค่าพอให้นางต้องเปลืองอารมณ์ด้วยหรืออย่างไร?
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังคงยืนปั้นหน้านิ่งเฉยไร้ความรู้สึก เซี่ยจือเฟยก็ขยับเท้าก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าว พร้อมกับเอื้อนเอ่ยวาจาที่ฟังกวนโทสะออกมา
"เยี่ยนซานเหอ เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าลึกๆ แล้วข้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับตู้อีอวิ๋น? ถ้าอยากรู้ก็แอบตามข้ามาสิ!"
เยี่ยนซานเหอขบกรามแน่น "ข้าไม่ได้สนใจหรอกนะว่าท่านจะมีท่าทีเช่นไร หากท่านมาที่นี่เพราะคดีของตระกูลเจิ้ง ถ้าเช่นนั้น..."
"เยี่ยนซานเหอ เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าทำไมข้าถึงเป็นคนอายุสั้น?" ชายหนุ่มคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ "ถ้าอยากรู้ก็แอบตามข้ามา!"
เยี่ยนซานเหอขบฟันแน่นยิ่งกว่าเดิม แบบนี้ก็ยังไม่ได้ผลอีกหรือ?
เซี่ยจือเฟยก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอีกขั้น สายตาที่จ้องมองใบหน้านวลนั้นแฝงไปด้วยความลึกซึ้ง "เยี่ยนซานเหอ เจ้าพอจะเดาสาเหตุออกหรือไม่ ว่าทำไมข้าถึงได้ร้อนรนอยากสืบคดีของตระกูลเจิ้งมากถึงเพียงนี้?"
อยากรู้! นั่นคือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเยี่ยนซานเหอ กลบุรุษรูปงาม! นี่คือความคิดที่สองที่แล่นตามมาติดๆ ข้าชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ และนี่คือความคิดที่สามที่ปะทุขึ้นมา
คุณชายสามคล้ายจะมองออกถึงความดื้อดึงที่พยายามต่อต้านของนาง เขาจึงใช้น้ำเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลล่อลวงต่อ "สายลมยามราตรีกำลังพัดเย็นสบาย ในเมื่อเจ้าก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว ออกไปเดินเล่นด้วยกันสักหน่อยเถอะ นะ?"
เยี่ยนซานเหอหันขวับไปมองหลี่ปู้เหยียนทันที เขารู้ได้อย่างไรว่าข้านอนไม่หลับ?
หลี่ปู้เหยียนไม่ได้มองสบตากับสหาย นางกลับยกนิ้วโป้งชูให้คุณชายสามเซี่ยแทน
กลบุรุษรูปงามของคุณชายสาม ช่างแพรวพราวไร้ที่ติจริงๆ!
….
สวนหย่อมด้านหลังของจวนตระกูลเซี่ย พรั่งพร้อมไปด้วยศาลาริมน้ำ ระเบียงทางเดิน และหมู่มวลพฤกษาบุปผชาตินานาพันธุ์ การจัดวางไม่ได้เน้นความหรูหราฟู่ฟ่า หรือโอ่อ่ากว้างขวาง ทว่าโดดเด่นด้วยบรรยากาศที่สงบร่มรื่นและแฝงไปด้วยความสง่างามตามแบบฉบับผู้ดี
เยี่ยนซานเหอเป็นคนที่มีเรื่องราวมากมายซุกซ่อนอยู่ภายในใจ สายตาของนางจึงมักจะมองข้ามทิวทัศน์รอบกายไปเสมอ ทว่าการต้องเดินเคียงคู่ไปกับบุรุษผู้นี้ หากไม่มองวิวทิวทัศน์ ก็จำต้องมองหน้าเขาแทน ช่างเถอะ! เลือกมองทิวทัศน์รอบกายยังทำให้รู้สึกสบายใจเสียกว่า
"ความรู้สึกที่ข้ามีต่อตู้อีอวิ๋น เป็นเพียงแค่ความรู้สึกของพี่ชายที่มองน้องสาวเท่านั้น" เซี่ยจือเฟยอาศัยความหน้าหนาลากคนออกมาเดินเล่นได้สำเร็จ เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา เข้าประเด็นสำคัญในทันที "ความในใจของนาง ข้าเองก็พอจะรู้ดี แต่ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล ข้าจึงไม่อาจปฏิเสธออกไปตรงๆ ได้ เรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของข้าเองด้วย"
จากการได้คลุกคลีกันมาหลายเดือน เยี่ยนซานเหอเข้าใจนิสัยใจคอของเขาอย่างถ่องแท้ เมื่อพบปะผู้คน เขามักจะประดับรอยยิ้มบางๆ ไว้บนใบหน้าเสมอ การพูดจาหรือการกระทำใดๆ ก็มักจะเหลือทางถอยเอาไว้ให้ผู้อื่นเสมอ หากสามารถประนีประนอมรักษาน้ำใจกันได้ เขาก็จะไม่มีวันหลุดปากเอื้อนเอ่ยวาจาร้ายกาจออกมาทำร้ายใคร
"อืม ก็เหมือนที่เจ้าตัวเคยพูดเอาไว้ ปากหวานก้นเปรี้ยวนั่นแหละ" เยี่ยนซานเหอส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ "คุณชายสามประเมินตนเองได้ทะลุปรุโปร่งดีนะ"
ชายหนุ่มหลุบตาโค้งลงพร้อมกับหัวเราะเบาๆ "ถูกเจ้ามองทะลุปรุโปร่งหมดแล้วสิ"
เยี่ยนซานเหอไร้คำพูดจะเอื้อนเอ่ย
"เยี่ยนซานเหอ" รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยจือเฟยค่อยๆ จางหายไป เพียงแค่พริบตาเดียว เขาก็เปลี่ยนท่าทีราวกับเป็นคนละคน "การเกิดมาอยู่ในจวนตระกูลเซี่ย บางเรื่องก็ใช่ว่าคิดอยากจะทำก็ลงมือทำได้ตามอำเภอใจ เพื่อรักษาภาพรวมอันยิ่งใหญ่เอาไว้ บางครั้งคนเราก็จำเป็นต้องสละบางสิ่งบางอย่างทิ้งไป"
"แล้วรักษาภาพรวมเอาไว้ได้หรือไม่เล่า?"
"รักษาเอาไว้ไม่ได้หรอก" เซี่ยจือเฟยถอนหายใจ "เพราะเหตุนี้ ตอนที่ข้าเดินไปส่งตู้อีอวิ๋นกลับ ข้าจึงพูดกับนางไปตามตรงว่า คุณชายสามผู้นี้ผิดต่อนาง ตระกูลเซี่ยเองก็ผิดต่อนางเช่นกัน"
เยี่ยนซานเหอถึงกับชะงักลมหายใจ นางตวัดสายตาขึ้นมองเขาด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
เซี่ยจือเฟยทอดสายตาชวนน่าสงสารออกมาโดยไม่คิดจะปิดบังความรู้สึก "หากกลับไปแล้วท่านพ่อจะลงไม้ลงมือกับข้า อย่างไรเจ้าก็ช่วยห้ามปรามเขาให้ข้าด้วยก็แล้วกัน!"
เยี่ยนซานเหอมองดูบุรุษตรงหน้า พลางรู้สึกว่าฉายาเซี่ยหลิงหลงที่หลี่ปู้เหยียนตั้งให้เขานั้นยังดูเบาเกินไปเสียด้วยซ้ำ เซี่ยหลิงหลง เป็นเพียงคำเปรียบเปรยถึงความสามารถในการรับมือกับผู้คนได้อย่างรอบคอบไร้ที่ติ แต่มันยังไม่เพียงพอที่จะนำมาอธิบายถึงความสามารถในการสับเปลี่ยนสีหน้าอารมณ์อันรวดเร็วของเขา คนคนหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนใบหน้าได้หลากหลายรูปแบบถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หึ! เขาต่างหากที่สมควรได้รับคำชมว่าเป็นนักแสดงงิ้วที่เก่งกาจครบเครื่อง ทั้งท่วงท่า ลีลา และอารมณ์ล้วนยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
ในตอนนั้นเอง เซี่ยจือเฟยก็รีบเก็บซ่อนแววตาน่าสงสารนั้นกลับคืนไป ก่อนจะปรับสีหน้ากลับมาเป็นคุณชายจอมกะล่อนตามเดิม "เกี่ยวกับเรื่องของตู้อีอวิ๋น เจ้ายังมีอะไรอยากจะซักไซ้ข้าอีกหรือไม่?"
"ข้าไม่เคยนึกอยากรู้อยากเห็นเรื่องพวกนี้เลย ท่านเองก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอามาเล่าให้ฟังด้วย"
"ทำแบบนั้นได้อย่างไรเล่า!" เซี่ยจือเฟยหัวเราะร่วน "ข้าจำต้องอธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้กระจ่างแจ้ง เจ้าจะได้มองข้าด้วยสายตาที่สบายใจขึ้น และยอมร่วมงานกับข้าแต่โดยดี ขืนปล่อยไว้ ข้าคงได้กลายเป็นผู้ชายเสเพลในสายตาเจ้าเข้าจริงๆ น่ะสิ?"
เผยหมิงถิง เจ้าคนปากสว่าง!
เยี่ยนซานเหอลอบก่นด่าสหายของเขาอยู่ในใจ ทว่าเดี๋ยวก่อนนะ?
"ใครบอกท่านกันว่าข้าอยากจะร่วมงานด้วย?"
"ถ้าอย่างนั้นก็ถือเป็นการเปิดประเด็นเรื่องต่อไปเลยก็แล้วกัน!" เซี่ยจือเฟยยื่นมือออกไปเด็ดใบไม้มาใบหนึ่ง ยกขึ้นสูดดมกลิ่นหอมเจือจางใกล้ปลายจมูก "เจ้ายังจำเรื่องราวประวัติศาสตร์ตอนที่แคว้นฮวากับแคว้นฉีทำศึกสงครามกัน ที่ข้าเคยเล่าให้ฟังได้หรือไม่?"
"อืม คุณชายสามเล่าได้ละเอียดลออทีเดียว"
"แล้วเจ้ายังจำได้หรือไม่ ว่าต่อให้ตาย ข้าก็ไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด ว่าคดีของตระกูลเจิ้งไม่ได้เป็นฝีมือของอู๋กวนเยวี่ยและบุตรชาย?"
"อืม ท่าทีของคุณชายสามในตอนนั้นดูรุนแรงมาก"
"แล้วเจ้าจำได้หรือไม่ ว่าตลอดเส้นทางที่เดินทางกลับมาจากเมืองหนานหนิง ข้าเอาแต่เก็บตัวเงียบขรึมอมทุกข์มาตลอด?"
"อืม ฟังจากที่ปู้เหยียนเล่าให้ฟัง คุณชายสามถึงขั้นไม่ยอมพูดจาพาทีกับเผยเซ่าเลย คงจะกำลังต้องการที่ระบายอารมณ์อยู่กระมัง"
จู่ๆ ก็มีประกายความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวของเยี่ยนซานเหอ นางหันขวับไปมองหน้าเขา "หรือว่า..."
"ถูกต้อง!" เซี่ยจือเฟยพยักหน้ารับ "ข้ากับตระกูลเจิ้งมีความเกี่ยวพันกันอยู่บ้าง"
ประโยคนี้ทำให้เยี่ยนซานเหอถึงกับตื่นตะลึงไปจริงๆ
"จวนของพวกเราสองตระกูลอยู่ใกล้ชิดติดกันถึงเพียงนั้น บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ต่างก็แวะเวียนไปมาหาสู่กันในแวดวงขุนนาง แม้ตระกูลหนึ่งจะเป็นขุนนางบุ๋น อีกตระกูลจะเป็นขุนนางบู๊ ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็ย่อมต้องมีวาระให้ได้พบปะพูดคุยกันบ้าง"
หลังจากทิ้งความเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง "บุตรชายคนเล็กของแม่ทัพเฒ่าเจิ้งมีลูกฝาแฝดชายหญิงคู่หนึ่ง คนพี่ชื่อเจิ้งฮวยจั่ว ส่วนคนน้องชื่อเจิ้งฮวยโย่ว ฮวยจั่วอายุน้อยกว่าข้าสามปี ตอนยังเด็กพวกเราเคยวิ่งเล่นด้วยกันอยู่หลายครั้ง หากเขายังมีชีวิตอยู่ล่ะก็ เขาคงจะสนิทสนมกับข้ามากยิ่งกว่าหมิงถิงเสียอีก"
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง! เยี่ยนซานเหอหลุบตาลงต่ำอย่างเงียบงัน
"อันที่จริงข้าปล่อยวางเรื่องราวเหล่านี้ไปตั้งนานแล้ว คิดเสียว่านั่นเป็นเพราะชะตาชีวิตของเขาเองที่อาภัพ ทว่าใครจะไปคาดคิด..."
น้ำเสียงของเซี่ยจือเฟยพลันแหบพร่าลงอย่างกะทันหัน "ระหว่างทางที่เดินทางกลับเมืองหลวง เพียงแค่ข้าหลับตาลง ภาพของฮวยจั่วที่นอนจมกองเลือดไปทั้งตัวก็มักจะตามมาหลอกหลอนอยู่ในความฝัน เขาเพิ่งจะอายุแค่แปดขวบเองนะ เยี่ยนซานเหอ..."
เยี่ยนซานเหอเงยหน้าขึ้น จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาปราศจากความเย็นชาอย่างที่เคยเป็น "ท่านพูดมาเถอะ"
"ข้าจำเป็นต้องลงมือทำอะไรเพื่อเขาสักอย่าง จิตใจของข้าถึงจะสงบลงได้ เจ้าว่าจริงไหม?"
[จบบท]