บทที่ 2: เข้าเมืองหลวง
สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาหนักหน่วงกว่าเดิม
ภายในตรอกซื่อเถียวไร้ซึ่งแสงสว่างจากโคมไฟแม้แต่ดวงเดียว สองฝั่งทางขนาบด้วยกำแพงสูงตระหง่าน ท่ามกลางความมืดมิดมองเห็นเพียงโครงร่างเงาดำทะมึนชวนให้รู้สึกวังเวง
มือที่จับด้ามร่มของเยี่ยนซานเหอยังคงมั่นคง จังหวะการก้าวเดินของนางก็สม่ำเสมอไม่มีสะดุด
ชายคนนั้นบอกทางไม่ผิดเลย เมื่อเดินทะลุตรอกซื่อเถียวมาแล้วก้าวต่อไปอีกประมาณหนึ่งเค่อ ประตูสีแดงบานใหญ่ของจวนสกุลเซี่ยก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า แสงจากโคมไฟหน้าประตูสาดส่องกระทบแผ่นประตูจนดูสว่างไสว
บริเวณหน้าประตูมีรูปสลักสิงโตหินตั้งตระหง่านอยู่ทั้งซ้ายและขวา ดูน่าเกรงขาม
เยี่ยนซานเหอหุบร่มเก็บเข้าที่ นางค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้น เมื่อยืนหยัดอย่างมั่นคงแล้ว นิ้วเรียวยาวก็ยื่นออกไปจับห่วงเหล็กเคาะลงบนบานประตู
"ปัง!"
"ปัง!"
"ปัง!"
นางยืนรออยู่เพียงครู่เดียว ประตูบานหนาหนักก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเปิดแง้มออกเล็กน้อย ชายชราใบหน้าเหลี่ยมที่มีรอยเหี่ยวย่นเต็มหน้าชะโงกหัวออกมาดู
"มาหาใคร"
"เซี่ยเต้าจือ"
"สามหาว ชื่อของนายท่านใช่สิ่งที่เจ้าจะเรียกขานตรงๆ ได้หรือ ไปเลยนะ รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าจวนเดี๋ยวนี้"
เยี่ยนซานเหอออกแรงผลักบานประตูที่กำลังจะปิดลงให้เปิดกว้างขึ้น
ตาเฒ่าหวังตกใจกับเรี่ยวแรงของหญิงสาว เมื่ออาศัยแสงสว่างจากโคมไฟหน้าประตูพินิจพิเคราะห์คนตรงหน้าอย่างละเอียด เขาก็พอจะเดาเรื่องราวออก
"มีธุระอะไรกับนายท่านของข้า"
"เรื่องสำคัญ"
ตาเฒ่าหวังเบ้ปาก รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนมุมปากอย่างชัดเจน โกหกหน้าตายชัดๆ
รูปร่างหน้าตาแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยคงหนีไม่พ้นหญิงคณิกาที่พวกนายท่านในจวนไปคว้ามา ข้าเป็นคนเฝ้าประตูจวนตระกูลเซี่ยมาหลายสิบปี เจอผู้หญิงแบบนี้มานักต่อนักแล้ว
พวกนางต่างก็ใช้ความสวยความงามเป็นเครื่องมือ หวังจะปีนป่ายเข้ามาเป็นนายหญิงในจวนกันทั้งนั้น ช่างหน้าไม่อายจริงๆ
"ฐานะอย่างจวนสกุลเซี่ย ต่อให้เป็นแค่อนุภรรยา ก็ใช่ว่าผู้หญิงข้างนอกอย่างพวกเจ้าจะเอื้อมถึงหรอกนะ ข้าดูแล้วแม่นางก็เป็นคนฉลาด..."
"หุบปาก"
เยี่ยนซานเหอตวัดสายตาเย็นชาจ้องมองไปที่อีกฝ่าย นัยน์ตาสีดำขลับดูมืดหม่นลงกว่าเดิม
ตาเฒ่าหวังชะงัก ร้องอุทานในใจว่าแย่แล้ว
ผู้หญิงที่หวังจะปีนเตียงนายท่าน ไม่มีใครกล้าเรียกชื่อนายท่านตรงๆ หรอก แถมยังกล้าสั่งให้เขาหุบปากอีกต่างหาก หรือว่าแม่นางคนนี้จะตั้งท้องสายเลือดของนายท่านแล้วจริงๆ
ตาเฒ่าหวังรีบเรียกบ่าวรับใช้คนหนึ่งเข้ามาหา กระซิบสั่งการเสียงเบาสองสามคำ บ่าวคนนั้นก็รีบวิ่งหายเข้าไปในจวน ผ่านไปไม่นานก็วิ่งหอบแฮกกลับมา
"เจ้าชื่ออะไรนะ เมื่อกี้ข้าจำไม่ได้"
"เจ้าไปบอกเซี่ยเต้าจือแค่ว่า ข้าแซ่เยี่ยน เยี่ยนที่มาจากคำว่าไห่เยี่ยนเหอชิง"
เยี่ยนซานเหอเอามือไพล่หลัง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเยือกเย็นยิ่งกว่าบรรยากาศในยามค่ำคืน
การรอคอยครั้งนี้กินเวลาไปกว่าครึ่งชั่วยาม
ตาเฒ่าหวังทนความหนาวเย็นไม่ไหว หนีเข้าไปผิงไฟในห้องตั้งนานแล้ว
เยี่ยนซานเหอยังคงยืนหลบฝนอยู่ใต้ชายคา นางฟังเสียงหยาดฝนที่หยดกระทบพื้น สีหน้าดูเหม่อลอยเล็กน้อย
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา บ่าวรับใช้คนเดิมเดินนำหน้าชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมลงพุง ใบหน้าอิ่มเอิบมันย่อง
คนที่มีลักษณะแบบนี้ในจวนตระกูลเซี่ย คงจะเป็นพ่อบ้านเซี่ยไม่ผิดแน่
พ่อบ้านเซี่ยเดินมาหยุดยืนตรงหน้าเยี่ยนซานเหอ เขาจ้องมองใบหน้าของนางอยู่นาน ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น
"ตามข้ามา"
เยี่ยนซานเหอกางร่มออก เดินตามไปอย่างเงียบๆ
เทศกาลโคมไฟเพิ่งจะผ่านพ้นไปได้ไม่กี่วัน โคมไฟประดับในจวนจึงยังไม่ได้ปลดออก ตลอดทางเดินจึงมีโคมไฟส่องสว่างให้เห็นตลอดทาง
เยี่ยนซานเหอลอบตกใจอยู่เงียบๆ สิ่งที่ทำให้นางแปลกใจไม่ใช่ความใหญ่โตโอ่อ่าของจวนตระกูลเซี่ย แต่เป็นตลอดทางที่เดินมา นางไม่พบเห็นบ่าวไพร่เลยแม้แต่คนเดียว
เรื่องนี้ดูผิดปกติเกินไป
เหตุผลเดียวที่พอจะอธิบายได้ก็คือ เซี่ยเต้าจือคงจะเดาออกแล้วว่านางเป็นใคร
"ถึงแล้ว"
พ่อบ้านเซี่ยชี้มือไปที่อาคารตรงหน้า
"เข้าไปรอที่ห้องโถงด้านใน"
เยี่ยนซานเหอยังไม่รีบร้อนเดินเข้าไป นางกางร่มเดินสำรวจรอบลานกว้างอย่างช้าๆ หนึ่งรอบ ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพ่อบ้านเซี่ย
นางหุบร่มเก็บแล้วเงยหน้าขึ้นมอง
พ่อบ้านเซี่ยใจหายวาบ
เป็นแม่หญิงหน้าตาสะสวยแท้ๆ เหตุใดถึงมีแววตาเช่นนี้ได้
ดวงตาดำขลับที่ปกคลุมไปด้วยไอเย็นยะเยือก จ้องมองมาเขม็ง ชวนให้รู้สึกขนลุกจริงๆ
เยี่ยนซานเหอขยับมุมปาก เปล่งเสียงออกมาสองคำเบาๆ
"รบกวนแล้ว"
เดินวนไปตั้งครึ่งค่อนวัน เพื่อจะพูดแค่สองคำนี้หรือ พ่อบ้านเซี่ยหน้าเขียวปัด
เยี่ยนซานเหอหันหลังเดินเข้าไปในห้องโถงด้านในเรียบร้อยแล้ว
ภายในห้องโถงมีไฟจุดสว่างไสว
ข้าวของเครื่องใช้รวมถึงการตกแต่งทั้งหมด กำลังบ่งบอกความจริงข้อหนึ่งแก่เยี่ยนซานเหอ
นี่คือจวนของมหาเสนาบดีผู้มีอำนาจล้นฟ้า
[จบบท]