บทที่ 203: ตระกูลเจิ้ง (3)
เมื่อเอ่ยถึงท่านปู่ นัยน์ตาดำขลับของเซี่ยจือเฟยก็ทอประกายประหลาดล้ำ ราวกับมีเปลวเพลิงกองเล็กๆ ลุกโชนขึ้นมา ทว่าเพียงชั่วพริบตาก็มอดดับลงไป
"ชีวิตของแม่ทัพเฒ่าเจิ้งอวี้มีเรื่องยิ่งใหญ่สามเรื่องที่ควรค่าแก่การกล่าวขาน"
"สามเรื่องใดหรือ?"
"เรื่องแรกคือในรัชสมัยของอดีตฮ่องเต้ ท่านได้คอยช่วยเหลือจ้าวอ๋องนำทัพบุกมองโกล อ้อ จริงสิ จ้าวอ๋องที่ข้าหมายถึงก็คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนั่นแหละ"
เซี่ยจือเฟยทอดสายตามองใบหน้าของเยี่ยนซานเหอ ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ บนใบหน้าของนางกลับไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เผยออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
"เจ้าไม่สงสัยเลยหรือ ว่าเหตุใดจ้าวอ๋องถึงได้ขึ้นครองราชบัลลังก์?"
เยี่ยนซานเหอใช้เท้าเขี่ยกิ่งไม้แห้งบนพื้นออกไปให้พ้นทาง
"ตอนที่ท่านปู่ของข้ายังมีชีวิตอยู่เคยเล่าให้ฟัง ว่าการที่จ้าวอ๋องได้ขึ้นครองราชย์ เป็นเพราะอดีตองค์รัชทายาทใช้คุณไสยมนต์ดำกับอดีตฮ่องเต้ พอเรื่องแดงขึ้นมาก็เลยถูกปลด ตำแหน่งถึงได้ตกมาถึงจ้าวอ๋อง"
"ถูกต้อง!" เซี่ยจือเฟยเว้นจังหวะไปเล็กน้อย "และเพราะศึกในครั้งนั้นนั่นแหละ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายบ่าวทั้งสองลึกซึ้งยิ่งขึ้น หลังจากจ้าวอ๋องขึ้นครองราชย์ ฐานะของตระกูลเจิ้งก็เลยพลอยสูงส่งขึ้นตามไปด้วย"
"แล้วเรื่องที่สองเล่า?"
"เรื่องนี้เจ้ารู้อยู่แล้ว ศึกระหว่างแคว้นฮวากั๋วกับแคว้นต้าฉีในปีหย่งเหอที่สาม เจิ้งอวี้เป็นแม่ทัพใหญ่" เซี่ยจือเฟยถอนหายใจยาว "ศึกครั้งนี้กินเวลายาวนานถึงสองปี เผชิญกับความยากลำบากสารพัด ทว่าท้ายที่สุดก็คว้าชัยชนะกลับมาได้ ฮ่องเต้ทรงดีพระทัยมาก พระราชทานจอกทองคำให้เจิ้งอวี้หนึ่งใบ สุดท้ายนายบ่าวทั้งสองก็ร่ำสุราเมามายไปด้วยกัน"
"ดูท่า..." เยี่ยนซานเหอทอดถอนใจ "ความโปรดปรานที่ตระกูลเจิ้งได้รับ ล้วนเป็นสิ่งที่เจิ้งอวี้ใช้ชีวิตเข้าแลกมาจากสนามรบทั้งสิ้น"
"ขุนนางบู๊ที่อยากให้ภรรยาและลูกหลานได้เสวยสุข ก็มีแต่ต้องพึ่งพาความดีความชอบทางการทหาร มีแต่ต้องเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายเท่านั้น" เซี่ยจือเฟยหลุบตาลงมองนาง "ดังประโยคที่ว่าวีรบุรุษมักกำเนิดในกลียุค คนที่ออกรบจับศึกทุกคนล้วนไม่มีใครชอบสงคราม แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องทำศึกจริงๆ พวกเขาต่างก็พร้อมจะสู้ถวายหัว เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะมีโอกาสสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ได้ พวกทหารหนีทัพนั้นมีน้อยนัก"
"เช่นนั้นเรื่องที่สามเล่า?"
"เรื่องนี้..." ฝีเท้าของเซี่ยจือเฟยชะลอลงโดยไม่รู้ตัว ความเจ็บปวดพาดผ่านใบหน้าของเขาเพียงชั่วครู่ "...คงต้องเล่าถึงวาระสุดท้ายของแม่ทัพเฒ่า!"
เรื่องที่เจิ้งอวี้สิ้นชีพในสนามรบ เยี่ยนซานเหอรู้อยู่ก่อนแล้ว ทว่าต้นสายปลายเหตุที่แท้จริง นางกลับไม่เคยได้ยินใครเอ่ยถึงมาก่อนเลย
"ฤดูร้อนปีหย่งเหอที่ห้า เผ่าต๋าต๋าได้สังหารทูตของแคว้นฮวากั๋วเรา ฮ่องเต้ทรงกริ้วมาก รับสั่งให้แม่ทัพใหญ่ซ่งจืออวี้ยกทัพไปปราบปราม ฤดูหนาวปีหย่งเหอที่หก ซ่งจืออวี้พ่ายศึก กองทัพนับแสนเหลือทหารรอดตายเพียงสองหมื่นนาย ทันทีที่ข่าวคราวแพร่สะพัดมาถึงเมืองหลวง ผู้คนต่างพากันอกสั่นขวัญแขวนไปทั่วทั้งแคว้น ฮั่นอ๋องจึงอาสาขอออกรบ"
"เดี๋ยวก่อน!" เยี่ยนซานเหออดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป "ฮั่นอ๋องที่ว่า ใช่คนที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตของพวกเจ้าหรือเปล่า?"
"โธ่เอ๊ย แม่ทูนหัวของข้า!" เผยเซ่าร้อนรนจนแทบจะยกมือขึ้นมาปิดปากนาง เขาเตะเท้าเร่าๆ "เรื่องนี้รับรู้ไว้ในใจก็พอ ห้ามพูดออกมาเด็ดขาด ยิ่งต่อหน้าคนนอกยิ่งห้ามหลุดปากเลยนะขอรับ!"
ข้าดูโง่เขลาปานนั้นเชียวหรือ? นางก็แค่อยากจะยืนยันให้แน่ใจเท่านั้น เพราะมีท่านอ๋องเยอะแยะเต็มไปหมด เยี่ยนซานเหอตวัดสายตามองค้อนเขาวงหนึ่ง
นางถลึงตาใส่ข้า! นางถลึงตาใส่ข้าแล้ว! หัวใจของข้า... เต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอกแล้วเนี่ย! เผยเซ่ารีบหันหลังกลับ ยกมือกุมหน้าอกพลางหอบหายใจเข้าออกลึกๆ
คนผู้นี้เป็นบ้าอะไรของเขา? เยี่ยนซานเหอขมวดคิ้ว
"เซี่ยจือเฟย เจ้าเล่าต่อเถอะ"
"ดังนั้นในฤดูใบไม้ผลิปีหย่งเหอที่เจ็ด ฮ่องเต้จึงรับสั่งให้ฮั่นอ๋องเป็นแม่ทัพใหญ่ และให้แม่ทัพเฒ่าเจิ้งอวี้เป็นรองแม่ทัพ ยกทัพไปปราบต๋าต๋าอีกครั้ง" เซี่ยจือเฟยขบกรามแน่น สะกดกลั้นความรู้สึกปวดร้าวที่แล่นพล่านขึ้นมาในอก "แต่น่าเสียดาย... ที่การออกรบในครั้งนี้ แม่ทัพเฒ่าไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกเลย เขาตายในสนามรบเมื่อเดือนสิบเอ็ดปีหย่งเหอที่แปด"
"เดี๋ยวก่อน!" สีหน้าของเยี่ยนซานเหอเย็นชา น้ำเสียงจริงจังขึ้นมาทันตาเห็น "ออกศึกปีหย่งเหอที่เจ็ด คดีของตระกูลเจิ้งเกิดช่วงกลางเดือนเจ็ดปีหย่งเหอที่แปด แม่ทัพเฒ่าตายเดือนสิบเอ็ด เช่นนั้นเขารู้หรือไม่ว่าคนในครอบครัวของเขา... ไม่มีใครมีชีวิตอยู่แล้ว?"
"เขาไม่น่าจะรู้"
เยี่ยนซานเหอกดคิ้วลงต่ำ
"เพราะเหตุใด?"
"ศึกชี้ชะตากับต๋าต๋ากำลังจะเริ่มขึ้น ฮ่องเต้กับกรมกลาโหมต้องปิดบังเรื่องนี้ไว้อย่างแน่นอน เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารเสียขวัญ ทุกสิ่งทุกอย่างคงต้องรอให้แม่ทัพเฒ่ารบชนะกลับมาเสียก่อนถึงจะแจ้งให้ทราบได้" เซี่ยจือเฟยเอ่ยเสริมอีกประโยค "นี่เป็นกฎเกณฑ์ของการทำศึก"
หากเป็นเวลาปกติ เยี่ยนซานเหอคงจะสบถด่าออกไปแล้ว ว่านี่มันกฎบ้าบออะไรกัน ช่างไร้มนุษยธรรมสิ้นดี ทว่าในเวลานี้ นางกลับรู้สึกว่ากฎเกณฑ์เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก่อนตาย แม่ทัพเฒ่าเจิ้งอวี้ก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานราวกับถูกหมื่นศรทะลวงใจ
"แล้วท้ายที่สุด ศึกครั้งนี้พวกเขารบชนะหรือไม่?"
"ชนะ" ฮั่นอ๋องนำทัพคว้าชัยกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ทว่าดวงวิญญาณของแม่ทัพเฒ่ากลับต้องรอนแรมกลับสู่บ้านเกิด เซี่ยจือเฟยแค่นยิ้มหยัน "ข้ากำลังคิดอยู่ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ คงถูกสวรรค์เบื้องบนกำหนดเอาไว้หมดแล้วกระมัง!"
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงันลงไปถนัดตา ประกอบกับวัชพืชและต้นไม้รอบๆ ที่สูงท่วมหัว เผยเซ่าก็ยิ่งอยากจะไปให้พ้นจากสถานที่แห่งนี้เสียที
"เยี่ยนซานเหอ เจ้ายังมีอะไรอยากจะถามอีกหรือไม่?"
"มี เซี่ยจือเฟย..." เยี่ยนซานเหอหันหน้าไปมอง แต่แล้วประโยคครึ่งหลังกลับจุกอยู่ที่ลำคอเสียอย่างนั้น
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างมักจะยืดแผ่นหลังตั้งตรงอยู่เสมอ ทว่ายามนี้กลับค่อมลงเล็กน้อย ใบหน้าของเขาซีดเผือด บนหน้าผากมีเหงื่อผุดซึมออกมาเต็มไปหมด ราวกับคนหมดเรี่ยวแรง
"เจ้าไม่สบายหรือ?"
"รู้สึกหายใจไม่ออกนิดหน่อย" เซี่ยจือเฟยหันหลังกลับไป ใช้มือตบหน้าอกตัวเองแรงๆ สองสามครั้ง
เก้าปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มายืนอยู่บนซากปรักหักพังของตระกูลเจิ้ง เป็นครั้งแรกที่ได้เอื้อนเอ่ยถึงเรื่องราวของคนในตระกูลเจิ้งให้ผู้อื่นฟัง ความเจ็บปวดที่ฝังลึกเข้าไปในกระดูกปะทุขึ้นมาราวกับลาวาที่เดือดพล่าน
เจิ้งเหลาต้า เจิ้งเหลาเอ้อร์ ท่านอาสาม... ฮูหยินเซียว ฮูหยินสวี่ หลินซื่อ...
สำหรับเขาแล้ว ชื่อเหล่านี้ไม่ใช่ตัวอักษรที่เย็นชาไร้ชีวิต ทว่าล้วนเป็นบุคคลที่เคยมีชีวิตโลดแล่นอยู่รอบตัวเขาทั้งสิ้น คนที่ตายไปแล้ว... ก็จบสิ้นกันไป ทว่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่... กลับต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น!
"เซี่ยอู่สือ นี่เจ้าคงไม่ได้ถูกผีสิงหรอกใช่ไหม!" เผยเซ่ารีบล้วงเอาเหรียญทองแดงห้าจักรพรรดิออกมาจากสาบเสื้อ แล้วยัดใส่มือของเซี่ยจือเฟยรวดเร็ว "เจ้ารีบถือเอาไว้เร็วเข้า จะได้ช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย!"
เซี่ยจือเฟยมองท่าทางตื่นตระหนกของเขาด้วยสายตารังเกียจ
"มันยังไม่ได้ผ่านพิธีปลุกเสกไม่ใช่หรือไง?"
"ปลุกเสกแล้วๆ เพิ่งจะให้เขาทำพิธีเมื่อเช้านี้เอง" เผยเซ่าเชิดหน้าขึ้น "สวดคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตรตั้งห้าสิบจบ ข้าไปยืนจ้องตาเถรหัวโล้นนั่นสวดทีละคำเลยนะ"
น้ำเสียงของเยี่ยนซานเหอราบเรียบ
"เหรียญทองแดงห้าจักรพรรดิใช้ได้ผลกับพวกวิญญาณเร่ร่อนทั่วไปเท่านั้นแหละ หากต้องรับมือกับพวกวิญญาณร้ายที่ตายโหง มันแทบจะไร้ประโยชน์เลยด้วยซ้ำ"
"จะ เจ้า เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ?"
"เรือนหลังนี้มีคนตายโหงตั้งมากมาย..." เยี่ยนซานเหอกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่เรือนร่างของเผยเซ่า
เผยเซ่าถูกนางจ้องเสียจนขาสองข้างสั่นพั่บๆ น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ
"จะ เจ้า เจ้ามองหน้าข้าเช่นนี้ทำไมกัน?"
"ข้างหลังเจ้า เหมือนจะมีคนยืนอยู่เลยนะ!"
"อ๊าก——" สิ้นเสียงร้องโหยหวน เยี่ยนซานเหอก็รู้สึกได้เพียงว่าร่างของคนที่อยู่ตรงหน้าหายวับไปกับตา พอก้มหน้าลงมองดูอีกที... คนผู้นั้นก็กระโดดเกาะหลังเซี่ยจือเฟยเอาไว้แน่นเสียแล้ว
เยี่ยนซานเหอส่งสายตาให้เซี่ยจือเฟย ใต้เท้าเซี่ย สหายของเจ้านี่ขวัญอ่อนเสียจริงนะ!
เซี่ยจือเฟยเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้มตอบกลับไปทางสายตา อย่าไปหลอกเขาเลย ขี้ขลาดตายิ่งกว่าหนูเสียอีก
"เผยหมิงถิง เจ้าลงมาเดี๋ยวนี้"
"ทะ ทำไมเล่า?"
เยี่ยนซานเหอออกแรงกระชากตัวเขาลงมา ไม่ทันให้เขาได้ยืนทรงตัวมั่น นิ้วเรียวก็จิ้มลงไปบนหัวคิ้วของเผยเซ่าอย่างรวดเร็ว
"แม่หมอจะช่วยทำพิธีเบิกเนตรให้เจ้าเอง"
เผยเซ่าสัมผัสได้เพียงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านจากหว่างคิ้วเลื้อยลงไปตามร่างกาย เขาสะดุ้งเฮือกขึ้นมาสุดตัว จากนั้นก็พลันรู้สึกได้ว่าขาสองข้างไม่สั่นแล้ว ร่างกายก็ไม่สั่นเทาอีกต่อไป ทัศนียภาพเบื้องหน้าสว่างไสวไปเสียทุกหนทุกแห่ง
เยี่ยนซานเหอชักนิ้วกลับมา นางเอียงศีรษะเล็กน้อย จ้องมองเซี่ยจือเฟยด้วยสายตาที่คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่เชิง
"เจ้าอยากให้ข้าช่วยทำพิธีเบิกเนตรให้ด้วยหรือไม่?"
เซี่ยจือเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง
"หลังจากที่เจ้าทำพิธีเบิกเนตรให้แล้ว จะไม่เกรงกลัวต่อภูตผีเทวดาอีกเลยงั้นหรือ?"
"หลังจากที่ข้าทำพิธีเบิกเนตรให้ นอกจากจะไม่กลัวภูตผีเทวดาแล้ว ร่างกายยังจะรู้สึกปลอดโปร่ง จิตใจเบิกบานอีกต่างหาก"
ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็พลันกระจ่างแก่ใจ พิธีเบิกเนตรอะไรกัน แม่นางน้อยผู้นี้กำลังใช้เผยเซ่ามาหยอกล้อให้เขาอารมณ์ดีขึ้นต่างหากเล่า! คนที่เย็นชาไร้หัวใจ ยามที่เผยให้เห็นถึงความอบอุ่นขึ้นมาบ้าง มันช่างทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจ ยิ่งกว่าการได้ดื่มสุรารสเลิศสักจอกท่ามกลางฤดูหนาวอันหน็บเหน็บเสียอีก
อา! เซี่ยจือเฟยรู้สึกเหมือนตนเองได้มีชีวิตใหม่อีกครั้งแล้ว
[จบบท]