บทที่ 204: เหตุพลิกผัน
เรือนพักกลางเมือง
เซี่ยปู้ฮั่วยันกายลุกขึ้นนั่งบนตั่งเตียง ดวงตายังคงสะลึมสะลือไม่ตื่นดีนัก
เรือนพักแห่งนี้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่บิดามอบให้อี๋เหนียง เป็นเรือนขนาดเล็กที่มีประตูชั้นที่สอง อี๋เหนียงแทบไม่ค่อยได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ ส่วนตัวเขามีนิสัยชอบงีบหลับตอนกลางวัน ทุกวันจึงมักจะมาหลับตาพักผ่อนที่นี่สักครึ่งชั่วยาม
"คุณชายรองขอรับ" อูหังเลิกม่านเดินเข้ามาด้านใน
"เป็นอย่างไรบ้าง แม่นางเยี่ยนกลับถึงเรือนหรือยัง?"
อูหังประคองถ้วยชาอุ่นเข้ามาส่งให้ "คนเฝ้าประตูบอกว่า... แม่นางเยี่ยนยังไม่กลับมาเลยขอรับ"
มือของเซี่ยปู้ฮั่วสั่นเทาจนน้ำชาหกกระฉอกออกมาสองสามหยด "เหตุใดยังไม่กลับไปอีก นางน่าจะถึงตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ?"
"คุณชายรองอย่าเพิ่งกังวลใจไปเลยขอรับ นางอาจจะแวะไปเดินเล่นที่ไหนสักแห่ง ก็เลยล่าช้าไปบ้าง"
"จะไม่ให้กังวลได้อย่างไร นางออกมาพร้อมกับข้า หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา..." เซี่ยปู้ฮั่วลุกขึ้นยืน วางถ้วยชาลงบนโต๊ะตัวเล็กอย่างแรง
"เจ้ารีบส่งคนไปตามหาตามตรอกใกล้ๆ แถวนี้ดูสิ ลองดูว่า..."
"ลองดูว่าอะไรหรือขอรับ?"
เซี่ยปู้ฮั่วไม่ได้ยินเสียงของอูหังอีกต่อไป ในหัวของเขาเอาแต่นึกย้อนไปถึงเรื่องราวตอนที่เดินดูของตามร้านรวงเป็นเพื่อนเยี่ยนซานเหอเมื่อช่วงกลางวัน ทุกช่วงกลางเดือน เขาจะต้องพาอี๋เหนียงกับหว่านซูออกไปเดินซื้อของเสมอ
หว่านซูนั้นไม่ต้องพูดถึงหรอก เอาแค่อี๋เหนียงซึ่งปกติเป็นคนเก็บงำความรู้สึก นานทีปีหนจะได้ออกจากเรือนสักครั้ง บนใบหน้ายังฉายแววความปีติยินดี นางหยิบจับสิ่งนั้นที ชมดูสิ่งนี้ที ราวกับอยากจะซื้อทุกอย่างกลับไปเสียให้หมด
ทว่าเยี่ยนซานเหอกลับมีสีหน้าราบเรียบตลอดทาง แม้จะได้เห็นของแปลกตาหายากเพียงใด อย่างมากนางก็แค่ปรายตามองเพียงไม่กี่ครั้ง สีหน้าปราศจากความเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น
หลังจากกินอาหารเสร็จ นางก็ปฏิเสธที่จะนั่งรถม้าของจวนสกุลเซี่ย เลือกที่จะเดินเท้ากลับเรือนไปพร้อมกับหลี่ปู้เหยียนสองคน โดยให้เหตุผลว่าต้องการเดินย่อยอาหาร ทว่าเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว นางกลับยังไม่ถึงเรือน เรื่องนี้ย่อมชัดเจนอยู่แล้วว่า การที่นางออกจากเรือนมาในวันนี้ ไม่ใช่เพื่อมาเดินเล่นซื้อของ ทว่ามีเรื่องอื่นต้องทำ และเรื่องนั้นจำเป็นต้องหลบเลี่ยงไม่ให้เขารู้เห็น
หลบเลี่ยงเขาไปทำเรื่องใดกันนะ?
อูหังเห็นผู้เป็นนายมีท่าทีเหม่อลอยคล้ายวิญญาณหลุดออกจากร่าง จึงเอ่ยเรียกด้วยความกังวลใจ "คุณชาย คุณชายรองขอรับ..."
"อูหัง!" เซี่ยปู้ฮั่วหันขวับกลับมามองหน้าเขา "รีบไปสืบข่าวที่กรมการศาสนาเดี๋ยวนี้ ว่าตอนนี้ใต้เท้าเผยอยู่ที่ใด?"
"คุณชายรองสืบข่าวของเขาไปทำไม..."
"รีบไป!"
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง "กลับมาก่อน ไปสืบดูด้วยว่าตอนนี้เจ้าสามอยู่ที่ใด?"
แม้อูหังจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณชายรองถึงต้องสืบหาคนทั้งสอง ทว่าเขาก็รับคำอย่างหนักแน่น "ขอรับ!"
แท้จริงแล้วไม่ได้มีเหตุผลอันใดซ่อนอยู่เลย นี่เป็นเพียงลางสังหรณ์ของเซี่ยปู้ฮั่วเท่านั้น เป็นลางสังหรณ์ที่เกิดจากภาพเหตุการณ์ตอนที่เขาก้าวเข้าไปในเรือนจิ้งซือเมื่อช่วงเช้า เยี่ยนซานเหอกับคุณชายสามเซี่ย คนหนึ่งอยู่ด้านในหน้าต่าง อีกคนอยู่ด้านนอกหน้าต่าง ศีรษะของทั้งสองขยับเข้าหากัน เห็นได้ชัดว่ากำลังซุบซิบหารือบางอย่างกันอยู่
คุยเรื่องอันใดกัน? ถึงกับต้องขยับเข้าไปใกล้ชิดกันถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
เซี่ยปู้ฮั่วทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาเลื่อนลอยจับจ้องไปยังแสงแดดอันเจิดจ้า จมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด อูหังก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาพร้อมกับเหงื่อที่โชกเต็มตัว
"คุณชายขอรับ!" เขาหอบหายใจถี่รัว "ใต้เท้าเผยกับคุณชายสามไม่ได้อยู่ที่ที่ทำการขอรับ"
"แล้วพวกเขาไปที่ใดกัน?" เซี่ยปู้ฮั่วพลันยื่นมือออกไปกระชากคอเสื้อของอูหัง ทำเอาอูหังสะดุ้งตกใจจนตัวโยน
"ไม่ทราบเลยขอรับ ไม่มีใครสั่งความทิ้งไว้ จู่ๆ ก็หายตัวไปกันหมดเลยขอรับ"
"แล้วหวงฉีกับจูชิงเล่า?"
"ก็ไม่อยู่ที่ที่ทำการเช่นกันขอรับ"
มือของเซี่ยปู้ฮั่วคลายออก สีหน้ากลับมาเหม่อลอยอีกครั้ง อูหังจ้องมองเขาด้วยความงุนงงสับสนอย่างหนัก ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดผู้เป็นนายถึงมีสีหน้าเช่นนี้ หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับแม่นางเยี่ยน?
"อูหัง?"
"ขอรับคุณชาย!"
"เจ้าลองคิดดูสิ..." บนใบหน้าของเซี่ยปู้ฮั่วปรากฏรอยยิ้มที่มีความหมายลึกล้ำซ่อนอยู่ "หากฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะยกเยี่ยนซานเหอให้แต่งงานกับข้าจริงๆ จะเป็นอย่างไรหนอ?"
"..." อูหังรู้สึกเพียงว่าหัวใจเต้นโครมครามด้วยความหวาดหวั่น
...
ณ จวนตระกูลเจิ้งเก่า
"คุณชายขอรับ!" จูชิงวิ่งกระหืดกระหอบมาจากแต่ไกล สีหน้าดูไม่ค่อยสู้ดีนัก
เซี่ยจือเฟยขมวดคิ้ว "มีเรื่องอันใด?"
จูชิงก้มหน้ารายงาน "คุณชายใหญ่ตู้กับคุณชายรองตู้รออยู่ที่ที่ทำการขอรับ"
เซี่ยจือเฟยยังคงขมวดคิ้วมุ่น "พวกเขามาทำไมกัน?"
"เรื่องนี้ยังต้องคิดให้ปวดหัวอีกหรือ?" เผยเซ่าแค่นยิ้มหยัน "ก็มาทวงความยุติธรรมให้น้องสาวของพวกเขาอย่างไรเล่า"
เซี่ยอู่สือปรายตามองเยี่ยนซานเหอแวบหนึ่ง บนใบหน้าของเยี่ยนซานเหอปราศจากความรู้สึกใดๆ
นางสบตาเขา "เรื่องราวทั้งหมดข้าก็ฟังจนพอจะเข้าใจแล้ว เจ้ารีบไปจัดการธุระของเจ้าเถอะ"
"ไปเถอะๆ ข้าอยู่เป็นเพื่อนซานเหอเอง" เผยเซ่ารีบเร่งไล่ตะเพิดอีกฝ่าย ในใจของเขากำลังเบิกบานอย่างยิ่ง แทบจะทนรอให้เซี่ยอู่สือไสหัวไปให้พ้นๆ ไม่ไหวแล้ว แม้สถานที่รกร้างแห่งนี้จะไม่เหมาะแก่การจู๋จี๋ดูใจสักเท่าใด ทว่าโอกาสดีๆ เช่นนี้หาได้ง่ายเสียเมื่อไร!
เยี่ยนซานเหอเห็นเซี่ยจือเฟยยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน จึงส่งเสียงราบเรียบ "วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถิด เรื่องราวมีมากเกินไป ข้าต้องกลับไปเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน"
เซี่ยจือเฟยลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก "ตกลง!"
เผยเซ่าอ้าปากค้าง ความฝันอันแสนหวานของข้าต้องพังทลายลงเพียงเท่านี้หรือ?
ทั้งสี่คนเดินมาถึงบริเวณช่องลอดสุนัข เซี่ยจือเฟยเป็นคนแรกที่มุดออกไป เผยเซ่ายังคงไม่ยอมแพ้ เขาจ้องมองเยี่ยนซานเหอตาละห้อย คล้ายมีบางสิ่งอยากจะพูดแต่ก็กลืนกลับลงไปในลำคอ
"เจ้าจะไม่ไปหรือ?"
เผยเซ่ากะพริบตาปริบๆ
หมายความว่าอย่างไร? เยี่ยนซานเหอรู้สึกว่าช่วงนี้พฤติกรรมและการกระทำของคนผู้นี้ดูแปลกประหลาดมากเหลือเกิน "เจ้ามาจ้องหน้าข้าทำไม?"
ท่อนไม้! แม่ท่อนไม้ทึ่ม! เผยเซ่าขบกรามแน่น อาการแบบนี้เรียกว่าจ้องหน้างั้นหรือ? อาการแบบนี้เขาเรียกว่าการส่งสายตาหวานเชื่อมต่างหากเล่า!
"หากเจ้ายังไม่ไป ข้าขอตัวไปก่อนล่ะ จำไว้นะ รอให้ข้าเดินไปไกลๆ ก่อน เจ้าค่อยตามออกมา"
"อ้าว..."
เยี่ยนซานเหอย่อตัวลงมุดผ่านช่องลอดสุนัขออกไปเรียบร้อยแล้ว
บริเวณหน้าและหลังตรอกว่างเปล่าไร้ผู้คน นางเงยหน้าพยักพเยิดให้หลี่ปู้เหยียนที่อยู่บนกำแพง ทั้งสองคน คนหนึ่งอยู่ด้านบน อีกคนอยู่ด้านล่าง ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน
เมื่อเดินมาจนสุดตรอกแล้วเลี้ยวไปทางซ้าย หลี่ปู้เหยียนก็กระโจนลงมาจากกำแพง นางรีบถามด้วยความร้อนรน "คดีของตระกูลเจิ้งเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ยาก!"
"ยากสิถึงจะถูก" หลี่ปู้เหยียนแย้มยิ้ม "หากเป็นเรื่องง่ายดาย พวกเขาจะมาขอให้เจ้าช่วยทำไมกัน"
เยี่ยนซานเหอมีท่าทีอ่อนแรง "อากาศร้อนอบอ้าวปานนี้ ทำเอาข้าเวียนหัวไปหมดแล้ว"
"ตรงมุมกำแพงมีร่มเงาอยู่" หลี่ปู้เหยียนสลับตำแหน่งการเดินกับนาง "น่าจะขอม้าจากคุณชายสามมาสักตัวนะ จริงสิ เหตุใดคุณชายสามถึงรีบร้อนจากไปเช่นนั้นเล่า?"
"เขามีธุระ" เยี่ยนซานเหอตอบพลางเสริมอย่างเชื่องช้า "ปมวิญญาณดวงต่อไปกำลังเดินทางมาแล้ว เมื่อครู่ข้าสัมผัสได้"
"เหตุใดถึงได้รวดเร็วเช่นนี้?" หลี่ปู้เหยียนแทบไม่อยากจะเชื่อ "เพิ่งจะปิดฝาโลงศพของฮูหยินผู้เฒ่าจี้ไปได้ไม่กี่วันเองนะ!"
เยี่ยนซานเหอเองก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากจะเชื่อ ทว่าในจังหวะที่มุดลอดผ่านช่องลอดสุนัขออกมาเมื่อครู่นี้ สัมผัสถึงปมวิญญาณรุนแรงมากเหลือเกิน
"ถ้าอย่างนั้นคดีของตระกูลเจิ้งจะทำอย่างไรเล่า?"
"ข้าก็คงทำได้เพียงพยายามให้ถึงที่สุดเท่านั้น!"
ทั้งสองเดินไปพูดคุยกันไป เมื่อถึงบริเวณหัวมุมถนน ก็ได้ยินเสียงตะโกนแว่วมาอย่างแผ่วเบา
เยี่ยนซานเหอชะงักฝีเท้า "เสียงอันใดกัน?"
ประสาทการได้ยินของหลี่ปู้เหยียนนั้นยอดเยี่ยมมาก "เหมือนมีคนกำลังร้องขอความช่วยเหลือเลย"
"ทิศทางใด?"
"ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ"
"บุรุษหรือสตรี?"
"เหมือนจะเป็นสตรีนะ"
"เจ้าล่วงหน้าไปดูก่อน ข้าจะรีบตามไป"
"เช่นนั้นเจ้ารีบตามมานะ" หลี่ปู้เหยียนชักดาบอ่อนที่พกติดตัวออกมา สับเท้าวิ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วของนางเป็นเลิศ แทบจะไม่ต้องหยุดพักหายใจ เพียงอึดใจเดียวก็วิ่งออกไปไกลหลายร้อยก้าว ทว่ากลับไม่พบเห็นผู้ใดเลยแม้แต่เงา
หรือว่าจะยังอยู่ข้างหน้า? หลี่ปู้เหยียนยังคงเร่งฝีเท้าตามไปอีกระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่พบสิ่งใด และเสียงร้องขอความช่วยเหลือเมื่อครู่ก็เงียบหายไป ไม่ดังขึ้นมาอีกเลย นางวิ่งวนหาตามซอกมุมรอบๆ บริเวณนั้นอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังไร้วี่แววของผู้คน
น่าประหลาดนัก! หรือว่าข้าจะหูแว่วไปเอง? ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก! หลี่ปู้เหยียนได้แต่เดินย้อนกลับมาด้วยความหงุดหงิดใจ เดินมาได้สักพัก ก็ยังไม่เห็นวี่แววของเยี่ยนซานเหอเดินสวนมา ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด ภายในใจของนางก็พลันตื่นตระหนกหวาดผวาขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"เยี่ยนซานเหอ!"
"เยี่ยนซานเหอ!"
ฝีเท้าของหลี่ปู้เหยียนว่องไวราวกับสายลมกรด นางสับเท้าวิ่งย้อนกลับไปสุดชีวิต เมื่อวิ่งมาถึงบริเวณหัวมุมถนน กลับไร้ซึ่งเงาของเยี่ยนซานเหอ สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด
[จบบท]