บทที่ 207: จี้ฮุ่ย
สตรีตรงหน้านี้อายุยังน้อย รูปร่างผ่ายผอม ทั่วทั้งเนื้อทั้งตัวปราศจากเครื่องประดับใดๆ สวมเพียงเสื้อผ้าสีเรียบง่ายดูสะอาดตา
"จือเฟย ข้าคือพี่หกแห่งจวนตระกูลจี้ จี้ฮุ่ยอย่างไรเล่า ตอนเด็กเจ้ามักจะตามหมิงถิงมาวิ่งเล่นที่บ้านเราบ่อยๆ ไฉนถึงลืมไปเสียแล้ว?"
"พี่หก!"
เซี่ยจือเฟยตบหน้าผากตัวเอง ฝืนฉีกยิ้มการค้าออกมา "ไฉนท่านถึงผอมลงไปถึงเพียงนี้เล่า? มิน่าข้าถึงจำไม่ได้เลย"
ขอบตาของจี้ฮุ่ยแดงก่ำ ช่วงหลายเดือนมานี้บ้านเดิมเกิดเรื่องขึ้นมากมายขนาดนี้ นางจะไม่ให้ผอมลงได้อย่างไร
เวลานั้น เซี่ยจือเฟยปรายตามองจูชิงที่อยู่ด้านหลัง จูชิงล้วงถุงเงินออกจากอกเสื้อทันที "เจอตัวคนแล้ว คืนนี้ลูกพี่เลี้ยงเหล้าพวกพี่น้อง ตอนนี้แยกย้ายกันไปก่อนเถอะ"
"ลูกพี่ ชายชุดดำปิดหน้าสองคนนั้น จะให้พวกพี่น้อง...ไหมขอรับ?"
"ชั่วคราวนี้ยังไม่ต้อง"
คุณชายสามอย่างข้าจะจัดการด้วยตัวเอง!
"ขอรับ!"
เหล่าองครักษ์ต่างพากันถอยออกไป
สะใภ้หนิงเห็นประตูใหญ่เปิดอ้าอยู่ คุยตรงนี้คงไม่สะดวกนัก "ไปเถอะ พวกเราไปคุยกันด้านหลัง"
"เดี๋ยวก่อน" เซี่ยจือเฟยชะงัก "ร้านนี้เป็นของป้าสะใภ้สามหรือ?"
"เป็นสินเดิมของข้าเอง"
"แล้วม้าตัวนั้นเล่า เหตุใดจึงแขวนธงผ้าสีขาวไว้?"
"คุณหนูเก้าบ้านเราสิ้นบุญในคุกไปแล้วไม่ใช่หรือ ตอนนั้นงานศพจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ตอนนี้ตระกูลจี้พ้นเคราะห์แล้ว อย่างไรก็ต้องจัดให้..." สะใภ้หนิงหันหลังกลับไปปาดน้ำตา ก่อนจะดึงมือเยี่ยนซานเหอขึ้นมา "ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว ไปกันเถอะ"
"ป้าสะใภ้สาม ท่านอย่าดึงนางสิ!" เซี่ยจือเฟยดึงมือเยี่ยนซานเหอกลับมา ทำท่าทีราวกับแม่ไก่หวงลูก "เยี่ยนซานเหอ ระวังเท้าด้วย"
สะใภ้หนิงชะงักไป หันกลับมามองแล้วระบายยิ้มลึกซึ้ง
หัวเราะอะไรกัน?
ความรู้สึกที่ของสำคัญหายไปแล้วได้คืนมาน่ะ เข้าใจหรือไม่?
เสียงอื้ออึงดังขึ้นในหัว เซี่ยจือเฟยอ้าปากค้างเล็กน้อย สีหน้าเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ไม่ถูกสิ!
ไฉนข้าถึงนึกถึงคำว่าได้ของสำคัญกลับคืนมากัน?
คุณชายสามเซี่ยเหม่อมองเยี่ยนซานเหอที่อยู่ด้านข้าง หัวใจก็พลันเดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก!
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก!
หัวใจดวงนั้นราวกับกลายร่างเป็นสัตว์ร้าย หลายปีมานี้มันเอาแต่นอนหลับใหลอย่างสงบ ทว่าความตกใจสุดขีดในวันนี้กลับปลุกมันให้ตื่นขึ้นมา ดังนั้น มันจึงอ้าปากกว้าง อาละวาดส่งเสียงคำรามเพื่อจะออกมาหาอาหารกิน
"เยี่ยนซานเหอ"
เขาเรียกออกไปโดยสัญชาตญาณ อยากจะเตือนให้นางระวังตัวเสียหน่อย คนที่สัตว์ร้ายตัวนั้นอยากจะกลืนกิน ดูเหมือนว่า คล้ายกับว่า... จะเป็นนาง!
เยี่ยนซานเหอได้ยินเซี่ยจือเฟยเรียกชื่อตน จึงรอฟังประโยคถัดไป ทว่ารออยู่นานก็ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา กลับได้เห็นเพียงท่อนไม้ท่อนหนึ่งแทน ชายผู้นี้ยืนนิ่งอยู่บนทางเดิน ดวงตาคู่นั้นตัดกันดำขาวชัดเจนและมีเส้นเลือดฝอยปรากฏอยู่ เขาจ้องมองนางเขม็ง โดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาสักคำ
ผีเข้าหรืออย่างไร?
เยี่ยนซานเหอยกนิ้วขึ้น จิ้มลงไปบนหว่างคิ้วของเขา
เซี่ยจือเฟยรู้สึกเพียงความเย็นยะเยือกสายหนึ่งไหลทะลักลงมาจากกระหม่อม เขาสะดุ้งโหยง ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว
เยี่ยนซานเหอผลักเขาเบาๆ "ไปสิ เขารอกันหมดแล้ว!"
เซี่ยจือเฟยช้อนตาขึ้นมอง เพิ่งจะตระหนักได้ว่าดวงตาทั้งสี่ดวงของสะใภ้หนิงและจี้ฮุ่ยต่างก็กำลังจับจ้องมาที่เขา
"แค่กๆ..." เขารู้สึกร้อนตัวเล็กน้อย จึงกลบเกลื่อนไป "เมื่อครู่ข้ากำลังคิดถึงคดีนี้อยู่น่ะ"
"โอย คุณชายสามคนดีของข้า!" สะใภ้หนิงไม่สนสิ่งใดอีกแล้ว นางคว้าแขนเซี่ยจือเฟยแล้วออกแรงลากไปด้านหน้า "ตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญกว่าคดีเสียอีก"
เซี่ยจือเฟยถูกนางลากจูงไปราวกับท่อนไม้ ทว่าประสาทสัมผัสทั่วร่างกลับยังคงวนเวียนอยู่กับเยี่ยนซานเหอที่เดินตามมาด้านหลัง หารู้ไม่ว่ายามนี้เยี่ยนซานเหอก็กำลังมองแผ่นหลังของเขาด้วยความครุ่นคิดเช่นกัน
สะใภ้หนิงพาคนเข้ามาในห้องหนึ่งที่ลานหลังบ้าน ห้องนี้เป็นสถานที่สำหรับให้ผู้จัดการร้านตรวจบัญชีและต้อนรับแขกคนสำคัญ มีโต๊ะเก้าอี้และม้านั่งจัดเตรียมไว้อย่างครบครัน
สะใภ้หนิงจุดตะเกียงด้วยตัวเอง ชงชาอุ่นๆ ยกมาใหม่อีกครั้ง ก่อนจะรีบเปิดบทสนทนาอย่างอดรนทนไม่ไหว
"แม่นางเยี่ยน เมื่อครู่ยังถามไม่จบเลย โจรขุดสุสานฮูหยินผู้เฒ่าบ้านเราจับตัวได้หรือยัง?"
เยี่ยนซานเหอปรายตามองเซี่ยจือเฟยเรียบๆ "ท่านพูดมาก่อนเถอะ มีเรื่องอันใดกันแน่?"
สะใภ้หนิงส่งสายตาให้จี้ฮุ่ยอย่างเร่งรีบ เป็นการบอกให้นางรีบพูด จี้ฮุ่ยเองก็อยากจะเอ่ยปาก ทว่าพอคำพูดมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปากกลับไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี เมื่อรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหว นางก็รีบร้อนเช็ดน้ำตา ยกถ้วยชาขึ้นจิบไปหนึ่งคำ...
สะใภ้หนิงร้อนใจจนเหงื่อซึม กัดฟันแน่นแล้วเอ่ยขึ้น "แม่นางเยี่ยน สะใภ้สี่ในจวนของพวกเรา หรือก็น้องสะใภ้ของข้านั่นแหละ นางจะออกบวชเป็นชีแล้ว"
"เพราะเหตุใดหรือ?"
"ทำไมล่ะ?" เยี่ยนซานเหอมองเซี่ยจือเฟยที่หลุดปากออกมาพร้อมกับนาง แล้วเอ่ยถามต่อ "เป็นเพราะเรื่องของคุณหนูเก้าหรือเปล่า?"
สะใภ้หนิงถอนหายใจยาว "ความจริงแล้วคุณหนูเก้าคิดสั้น ก็เพราะคำพูดเพียงประโยคเดียวของสะใภ้สี่นั่นแหละ"
เยี่ยนซานเหอตกใจมาก "คำพูดอันใดกัน?"
พอพูดถึงเรื่องนี้ ไฟในอกของสะใภ้หนิงก็ปะทุขึ้นมาทันที
"มิน่าเล่าถึงมีคำกล่าวที่ว่าสตรีนั้นผมยาวแต่สายตาสั้น ปกติแล้วเรือนทั้งสี่ของเราก็มักจะกระทบกระทั่งกันอยู่แล้ว ยิ่งไปตกระกำลำบากในสถานที่เช่นนั้น แม่นางเยี่ยนลองคิดดูเถิด..."
เรือนใหญ่ก็โทษเรือนรอง เรือนรองก็พาลไปโกรธเรือนสามกับเรือนสี่ ส่วนเรือนสามกับเรือนสี่ก็ด่าทอเรือนใหญ่ว่าเป็นต้นเหตุทำให้จวนตระกูลจี้พังพินาศ เรือนใหญ่จึงหันกลับมาด่าเรือนสามกับเรือนสี่ว่ายามปกติเป็นพวกเนรคุณ...
"แม่นางเยี่ยน ท่านไม่ได้ไปเห็นด้วยตา ยามปกติแต่ละคนล้วนอ่อนโยนเพียบพร้อม แต่พออ้าปากด่าคนขึ้นมากลับวาจาเชือดเฉือนยิ่งกว่าผู้ใด ราวกับเอามีดกรีดลงกลางใจเลยทีเดียว"
พอคิดถึงชีวิตในคุกตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ขอบตาของสะใภ้หนิงก็แดงก่ำ
"สะใภ้สี่โดนรังแกมาก็โมโห จึงไปลงอารมณ์กับคุณหนูเก้า เอานิ้วจิ้มหัวคุณหนูเก้าแล้วด่าไปประโยคหนึ่ง... ปกติก็เห็นเจ้านี่แหละที่เจื้อยแจ้วเก่งกว่าใครเพื่อน พอถึงตอนนี้กลับกลายเป็นใบ้ไปเสียได้ ไม่รู้จักพูดจาช่วยแม่ตัวเองสักคำ ข้าอุตส่าห์อุ้มท้องคลอดเจ้าออกมาอย่างยากลำบาก จะมีประโยชน์อันใดกัน แต่ละคนล้วนเป็นเจ้ากรรมนายเวรมาทวงหนี้ ไม่สู้ตายไปเสียให้หมดเรื่องหมดราว"
"ปกติท่านแม่ของข้าไม่ได้เป็นคนเช่นนั้นนะ" จู่ๆ จี้ฮุ่ยก็สะอื้นไห้ขึ้นมา "น้องเก้าอายุน้อยที่สุด ท่านแม่ก็รักนางที่สุด แต่ตอนนั้นคงจะถูกบีบคั้นจนเกินไป"
"พูดต่อไปสิ" เยี่ยนซานเหอเอ่ยโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา
จี้ฮุ่ยชะงักไป นึกค่อนขอดในใจว่าแม่นางผู้นี้ไฉนถึงได้เย็นชานัก ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจแม้แต่น้อย
"พี่หก พูดต่อเถิด" เซี่ยจือเฟยมองเยี่ยนซานเหอแวบหนึ่ง "ข้ากับเยี่ยนซานเหอยังมีเรื่องอื่นต้องทำ ไม่มีเวลามาโอ้เอ้นักหรอก"
"อ้อ ได้!" จี้ฮุ่ยรีบกล่าว "เป็นเพราะเรื่องของน้องเก้า ท่านแม่ของข้าจึงได้รับความสะเทือนใจอย่างหนัก ตอนอยู่ในคุกก็ไม่ยอมกินข้าวกินน้ำ พอออกจากคุกมาอยู่บ้านได้สองวัน ก็ยืนกรานว่าจะไปบวชชีที่สำนักชีให้ได้ ใครห้ามก็ไม่ยอมฟัง"
"แล้วอย่างไรต่อล่ะ?"
"พวกเราเห็นนางตัดสินใจแน่วแน่ จึงคิดจะปล่อยให้นางไปพักสงบจิตสงบใจที่สำนักชีสักสองสามเดือน รอให้วันเวลาผ่านไป นางคิดตกเมื่อใด ค่อยไปรับตัวกลับมา" จี้ฮุ่ยเริ่มสะอื้นไห้อีกครั้ง "ชานเมืองหลวงมีสำนักชีอยู่หลายแห่ง พวกเราพานางไปฝากไว้ที่อารามสุ่ยเยวี่ยทางทิศตะวันตก ทว่าเจ้าอาวาสของอารามสุ่ยเยวี่ยกลับบอกว่าท่านแม่ของข้ายังมีกิเลสตัดทางโลกไม่ขาด จึงไม่ยอมรับนางไว้"
เยี่ยนซานเหอเอ่ยเรียบๆ "เช่นนั้นก็เปลี่ยนที่ใหม่สิ"
"เปลี่ยนไม่ได้หรอก แม่นางเยี่ยน!" สะใภ้หนิงรีบแทรกขึ้น "สำนักชีแห่งอื่นหากไม่อยู่ในวัด ก็ตั้งอยู่ติดกับวัด พระสงฆ์กับแม่ชีอยู่ปะปนกัน ดูไม่งามนัก มีเพียงอารามสุ่ยเยวี่ยแห่งนี้ที่เป็นเอกเทศแยกตัวออกมาชัดเจน สงบเงียบที่สุดแล้ว"
"เล่าต่อไปสิ"
จี้ฮุ่ยขยับปาก "ท่านแม่ของข้า..."
"เจ้าหก เรื่องต่อจากนี้ข้าเล่าเอง เจ้ายังเด็กอย่าไปยุ่งกับเรื่องลี้ลับพวกนี้เลย" สะใภ้หนิงรีบร้อนขัดจังหวะนาง
"ในเมื่อเจ้าอาวาสไม่ยอมรับ พวกข้าจึงหน้าด้านอ้างชื่อของหมิงถิงออกมา เดิมทีคิดว่าหมิงถิงดูแลกรมการศาสนาอยู่ ไม่ว่าอย่างไรเจ้าอาวาสผู้นั้นก็ต้องไว้หน้าเขาสักหน่อย ใครจะรู้ว่าเจ้าอาวาสผู้นั้นกลับดื้อดึงไม่ยอมฟังสิ่งใด ภายหลังพวกข้าไปสอบถามจากแม่ชีน้อย ถึงได้รู้ว่าคืนถัดจากวันที่พวกเราไปถึง ที่อารามเกิดเรื่องประหลาดขึ้นเรื่องหนึ่ง"
"เรื่องอันใด?"
[จบบท]