บทที่ 221: เงียบสงบ
เยี่ยนซานเหอรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้ง
โดยปกติแล้วยามที่ผู้คนมองกันตั้งแต่แรกเห็น แทบทั้งหมดล้วนจับจ้องไปที่รูปร่างหน้าตา จะงดงามหรืออัปลักษณ์ จะสูงหรือเตี้ย จะอ้วนหรือผอม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้โดยตรงมากที่สุด
ทว่าความรู้สึกที่จิ้งเฉินมอบให้แก่ผู้คน กลับกลายเป็นความเงียบสงบกระนั้นหรือ?
ความเงียบสงบนับเป็นกิริยาท่าทางอย่างหนึ่ง กิริยานี้จำต้องโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง ถึงจะสามารถทำให้ผู้คนละเลยสิ่งอื่นบนเรือนร่างของนางไปได้
"เหตุใดท่านถึงมีความรู้สึกเช่นนี้หรือเจ้าคะ?"
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน" แม่ชีฮุ่ยหรูมองออกไปนอกเรือนด้วยท่าทีเหม่อลอยเล็กน้อย "แค่รู้สึกว่านางเป็นคนที่สงบเสงี่ยม รู้จักวางตัว ไม่ใช่คนประเภทปากมากหรือช่างพูดช่างจา นางดูไม่เหมือนกับสตรีที่แต่งงานแล้วทั่วไปเลย"
"แล้วความจริงพิสูจน์ให้เห็นเช่นไรหรือเจ้าคะ?"
"ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ จิ้งเฉินไม่ใช่คนพูดมาก ทั้งยังไม่เคยสร้างเรื่องวุ่นวาย ยามพบปะผู้ใดล้วนสุภาพอ่อนน้อม ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ข้าไม่เคยเห็นนางมีปากเสียงกับใครเลยสักครั้ง"
"ไม่เคยเลยสักครั้งเลยหรือเจ้าคะ?"
"แม่นางเยี่ยน คนอย่างพวกเราล้วนไร้ซึ่งความปรารถนาและข้อเรียกร้อง ไม่มีการแก่งแย่งชิงดี แล้วจะไปมีปากเสียงกับผู้ใดได้เล่า"
เงียบขรึม สงบเสงี่ยม อารมณ์ดี เยี่ยนซานเหอลำดับความคิดในใจ "รูปร่างหน้าตาของนางเป็นเช่นไรหรือเจ้าคะ ธรรมดา ดูดี โดดเด่น หรือว่างดงามจนน่าตกตะลึง?"
"หน้าตาดูกระจ่างใส ผิวพรรณขาวสะอาด"
"ที่บอกว่าขาวสะอาดหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?"
"ก็คือบนใบหน้าดูเกลี้ยงเกลาหมดจด ไม่มีไฝฝ้าเลยแม้แต่นิดเดียว"
"เมื่อวานนี้ข้าเห็นมือของนางในโลงศพ รูปมือของนางดูงดงามมากเจ้าค่ะ"
แม่ชีฮุ่ยหรูพยักหน้าตอบรับ "ยามที่นางยังสาว มือของนางดูสวยยิ่งกว่าใบหน้าเสียอีก นิ้วมือแต่ละนิ้วเรียวยาวราวกับต้นหอม ข้ามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่ามือคู่นี้ของนางไม่สมควรเป็นมือของแม่ชีเลยสักนิด น่าจะเป็นมือของคนที่เกิดมาเพื่อเสวยสุขเสียมากกว่า"
"ท่านเคยเล่าเรื่องนี้ให้นางฟังบ้างหรือไม่เจ้าคะ?"
"คนออกบวชไม่กล่าวมุสา เรื่องนี้ข้าเพียงแค่คิดเอาไว้ในใจเท่านั้น"
"นางรู้หนังสือด้วยหรือเจ้าคะ?"
"รู้สิ แต่นางบอกว่ารู้ไม่มากนัก"
"แล้วเขียนหนังสือเป็นไหมเจ้าคะ?"
"เป็นสิ"
"นางเขียนเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?"
แม่ชีฮุ่ยหรูหยิบปึกคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่วางอยู่ใกล้มือขึ้นมา "นี่คือสิ่งที่นางเขียน แม่นางเยี่ยนลองดูสิ"
เยี่ยนซานเหอรับมาพลิกดูอยู่สองสามหน้า แววตาของนางหม่นแสงลง ลายมือนี้ช่างดูธรรมดาเสียเหลือเกิน ไม่ค่อยเหมือนลายมือของคนที่มาจากตระกูลบัณฑิตผู้ดีเลยสักนิด
"แล้วนางทำงานเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ อย่างเช่นซักเสื้อผ้า ทำอาหาร ปัดกวาดเช็ดถู หรือว่างานเย็บปักถักร้อย?"
"นอกจากทำอาหารไม่ค่อยอร่อยแล้ว อย่างอื่นล้วนทำได้ดีเยี่ยมเชียวล่ะ"
"ตอนที่นางมายังอารามสุ่ยเยวี่ยของพวกท่านคือช่วงเทศกาลเหมายัน มือคู่นั้นของนางมีลักษณะเป็นเช่นไรหรือเจ้าคะ?"
แม่ชีฮุ่ยหรูพยักหน้าเล็กน้อย "ผิวพรรณละเอียดอ่อนนุ่มนวล เหมือนกับมือของคุณหนูจากตระกูลใหญ่โต ได้รับการปรนนิบัติดูแลมาเป็นอย่างดีเลยล่ะ"
คุณหนูจากตระกูลใหญ่โตล้วนไม่เคยต้องกรายทำงานหนัก งานซักเสื้อผ้าและทำอาหารเหล่านี้ย่อมไม่คุ้นเคย ทว่าจิ้งเฉินกลับสามารถทำมันได้ทั้งหมด
คนที่คุ้นชินกับการใช้แรงงาน ย่อมไม่มีทางบำรุงรักษามือเช่นนั้นออกมาได้ ทว่าจิ้งเฉินกลับมีมือคู่นั้น ช่างดูขัดแย้งกันเสียจริง!
"ท่านบอกว่านางเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่โต เช่นนั้นตอนที่นางเพิ่งมาถึงอารามสุ่ยเยวี่ย ท่าทางของนางก็ดูไม่เหมือนสตรีที่แต่งงานแล้วเลยหรือเจ้าคะ?"
"เป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว ผ่านเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษและสตรีมาแล้วล่ะ"
"ท่านมั่นใจถึงเพียงนี้เชียวหรือเจ้าคะ?"
"แม่นางเยี่ยน คิ้วตาของหญิงสาวแรกรุ่นกับสตรีที่แต่งงานแล้วย่อมไม่เหมือนกัน" แม่ชีฮุ่ยหรูจ้องมองนาง "อย่างเช่นแม่นางที่มีคิ้วอ่อนเยาว์ แววตากระจ่างใสบริสุทธิ์ มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นสตรีบริสุทธิ์ ยังไม่เคยผ่านเรื่องราวระหว่างบุรุษและสตรีมาก่อน"
เยี่ยนซานเหอใบหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที
"หัวคิ้วของจิ้งเฉินดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย ตาขาวไม่กระจ่างใส มีความขุ่นมัว นั่นก็คือลักษณะของสตรีที่ผ่านการแต่งงานมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สตรีแคว้นต้าฮวาของพวกเราที่อายุ 27 ปีแล้วยังไม่ได้ออกเรือน มีอยู่น้อยมากเสียจนแทบจะนับคนได้"
"ในเมื่อเป็นลักษณะของสตรีที่แต่งงานแล้ว เช่นนั้น..." เยี่ยนซานเหอเว้นจังหวะ "ท่านพอจะแยกแยะออกหรือไม่เจ้าคะ ว่านางเคยให้กำเนิดบุตรมาก่อนหรือไม่?"
"ไม่เคย!" น้ำเสียงของแม่ชีชราฮุ่ยหรูหนักแน่นและมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
"เพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ?"
"การจะดูว่าสตรีผู้หนึ่งเคยให้กำเนิดบุตรมาก่อนหรือไม่ ให้ดูที่เอวของนาง เอวของจิ้งเฉินบอบบางคอดกิ่วราวกับกิ่งหลิว ย่อมไม่มีทางเคยตั้งครรภ์มาอย่างแน่นอน"
เคยมีความสัมพันธ์กับบุรุษ แต่ไม่เคยให้กำเนิดบุตร รูปร่างหน้าตาผิวพรรณขาวสะอาด มีมือเรียวงามประดุจคุณหนูจากตระกูลใหญ่โต เคยศึกษาเล่าเรียนมาบ้าง รู้หนังสือเล็กน้อย และไม่ค่อยทำอาหาร
เยี่ยนซานเหอประมวลผลข้อมูลสำคัญเหล่านี้ในสมองอย่างรวดเร็ว
"ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา พวกท่านอยู่ร่วมกันทั้งเช้าค่ำ สมควรจะสนิทสนมกันยิ่งกว่าคนในครอบครัวเสียอีก ถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ?"
"ถูกต้อง!"
"เช่นนั้นเรื่องราวของนางตลอด 18 ปีนี้ ท่านก็สมควรจะรู้ทั้งหมดใช่ไหมเจ้าคะ?"
"แม่นางคิดถูกต้องแล้ว เรื่องราวหลังจากที่นางเข้ามายังอารามแห่งนี้ ข้าล้วนรับรู้ทั้งหมด"
"ท่านช่วยเลือกเรื่องที่สำคัญที่สุดมา 3 เรื่อง เรื่องที่ท่านจดจำได้ฝังใจที่สุด เล่าให้ข้าฟังหน่อยได้ไหมเจ้าคะ"
"ขอเวลาให้ข้าคิดสักประเดี๋ยวเถิด"
ความเร็วในการนับลูกประคำของแม่ชีฮุ่ยหรูรวดเร็วขึ้นมาในทันที ทว่าเพิ่งจะนับไปได้เพียงไม่กี่เม็ด มือของนางกลับชะงักค้างไปเสียดื้อๆ
"แม่นางเยี่ยน นางไม่เคยจัดงานวันเกิดเลย"
"อ้อ?"
หัวใจของเยี่ยนซานเหอคล้ายถูกบางสิ่งบางอย่างทิ่มแทงเบาๆ
"อันที่จริงแล้ว คนออกบวชอย่างพวกเราไม่มีคำกล่าวเรื่องวันเกิดหรอกนะ ยามที่มารดาให้กำเนิดนั้นแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ถือเป็นวันแห่งความยากลำบาก เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิด พวกเราจะทำเพียงสองสิ่งเท่านั้น หนึ่งคือปล่อยสัตว์ให้เป็นทาน สองคือสวดมนต์"
"การปล่อยสัตว์ต้องทำในตอนเช้า ส่วนการสวดมนต์นั้นจำต้องทำไปตลอดทั้งวัน มีลูกศิษย์ผู้มีจิตศรัทธาบางคน เริ่มคัดลอกบทสวดมนต์ตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนจะถึงวันเกิด เพื่อนำไปเผาส่งให้มารดาของตนเองในวันนั้น"
"แล้วนางล่ะเจ้าคะ?"
แม่ชีฮุ่ยหรูส่ายหน้า "หลายปีมานี้ ข้าไม่เคยเห็นนางปล่อยสัตว์ให้เป็นทานเลย"
"ท่านรู้หรือไม่เจ้าคะว่าวันเกิดของนางคือวันใด?"
"เพราะไม่รู้นี่แหละ ถึงได้รู้สึกสงสัยใคร่รู้"
"ตอนที่อดีตเจ้าอาวาสยังมีชีวิตอยู่ ก็เคยซักถามถึงวันเกิดของนาง นางกลับตอบมาว่าเรื่องราวในทางโลก นางได้ลืมเลือนมันไปตั้งนานแล้ว"
เยี่ยนซานเหอขมวดคิ้ว "นางลืมไปแล้วจริงๆ หรือว่าไม่อยากจะจดจำกันแน่เจ้าคะ?"
"เรื่องนี้ใครจะไปรู้ได้เล่า"
"คนออกบวชไม่ถามไถ่ถึงเวรกรรม สนใจเพียงการบำเพ็ญเพียร ดังนั้นหลังจากวันนั้น อดีตเจ้าอาวาสก็ไม่เคยซักถามเรื่องนี้อีกเลย"
ทว่าข้ากลับลืมมันไปแล้วจริงๆ!
เยี่ยนซานเหอยกถ้วยชาขึ้นมาถือไว้ เพื่อปกปิดความหม่นหมองภายในแววตา "ยังมีเรื่องอื่นอีกไหมเจ้าคะ?"
"นางมีบุตรสาวบุญธรรมอยู่หนึ่งคน แม่นางเยี่ยน เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญหรือไม่"
"บุตรสาวบุญธรรมหรือเจ้าคะ?" ดวงตาของเยี่ยนซานเหอทอประกายขึ้นมาทันที "นางมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ?"
"เก็บมาได้จากหน้าประตูอารามนี่แหละ ก็เหมือนกับหลานชวนนั่นแหละ"
ในยุคสมัยนี้ เรื่องราวการทอดทิ้งภรรยาและบุตรสาวมีให้เห็นอยู่มากนัก อารามสุ่ยเยวี่ยของพวกเขามักจะเก็บทารกเพศหญิงได้ที่หน้าประตูอารามในทุกๆ หนึ่งถึงสองปี เมื่อวันเวลาผ่านไปเนิ่นนานเข้าจึงเกิดเป็นกฎที่ไม่ได้เขียนเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แม่ชีคนใดที่ยินยอมอุ้มทารกหญิงผู้นั้นขึ้นมา ทารกน้อยก็จะต้องอยู่ในความดูแลของแม่ชีผู้นั้นไปจนเติบใหญ่
"บุตรสาวบุญธรรมของจิ้งเฉินมีนามว่าหมิงเยวี่ย จิ้งเฉินเลี้ยงดูนางมาถึงแปดปี ต่อมามีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาที่อารามแล้วเกิดถูกตาต้องใจหมิงเยวี่ยเข้า จึงได้รับตัวนางกลับไปอุปการะเป็นบุตรสาว"
เยี่ยนซานเหอรู้สึกว่าคำพูดนี้ฟังดูไม่มีที่มาที่ไป เมื่อนึกถึงภูมิหลังของหลานชวน จึงเอ่ยปากต่อ "สำหรับแม่ชีน้อยอย่างหมิงเยวี่ยและหลานชวน ทางอารามได้จัดเตรียมเส้นทางชีวิตในภายภาคหน้าให้พวกนางไว้อย่างไรบ้างหรือเจ้าคะ?"
"เส้นทางแรกก็เหมือนอย่างหมิงเยวี่ยนั่นแหละ ถูกสามีภรรยารับตัวไปเลี้ยงดูและให้สึกออกมา ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งก็คือการอยู่ที่อารามสุ่ยเยวี่ยเพื่อเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต ก็มีเพียงสองเส้นทางนี้เท่านั้นแหละ"
"ผู้คนที่เลือกเดินเส้นทางแรกมีมากกว่า หรือว่าเส้นทางหลังมีมากกว่ากันหรือเจ้าคะ?"
"ที่แม่นางถามเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าเจ้ายังอายุน้อยนัก ไม่เคยเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงในทางโลกเลย" แม่ชีฮุ่ยหรูอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา
"หลายปีที่ผ่านมานี้ ผู้ที่สามารถเดินบนเส้นทางแรกในอารามสุ่ยเยวี่ย มีจำนวนไม่เกินหนึ่งฝ่ามือหรอกนะ ในยุคสมัยเช่นนี้ ใครจะวิ่งมาที่สำนักชี เพื่อรับเด็กผู้หญิงที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าไปเลี้ยงดูกันเล่า"
[จบบท]