บทที่ 233: สูงต่ำ
ที่เรือนซื่ออัน อ่างน้ำล้างเลือดถูกยกออกมาใบแล้วใบเล่า ภาพนั้นทำให้ทุกคนที่เฝ้ามองอยู่รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง
เซี่ยเอ๋อร์ลี่เห็นสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือดราวกับกระดาษ ก็เกรงว่านางจะเป็นลมเป็นแล้งไปเสียก่อน จึงรีบเดินเข้าไปในห้องปีกฝั่งตะวันออก แล้วกระซิบข้างหูเผยอวี้สองสามประโยค
เผยอวี้เดินออกมาที่ห้องชั้นนอก "ไม่ต้องรออยู่ที่นี่แล้วขอรับ คุณชายสามคงยังไม่ฟื้นเร็วๆ นี้ ฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยิน พวกท่านกลับไปพักผ่อนเถิด แค่บาดแผลภายนอก ไม่เป็นไรมากหรอกขอรับ"
เซี่ยเอ๋อร์ลี่รีบรับคำ "เด็กๆ ประคองฮูหยินผู้เฒ่ากับฮูหยินกลับเรือนเร็วเข้า"
สะใภ้จูมีไหวพริบ รีบก้าวเข้าไปประคองฮูหยินผู้เฒ่าให้ลุกขึ้น
"ท่านย่าไม่ต้องห่วงนะขอรับ ข้าจะเฝ้าอยู่ที่นี่ ไม่ไปไหนทั้งนั้น ถ้าน้องสามฟื้น ข้าจะรีบไปบอกท่านย่าเป็นคนแรกเลยขอรับ"
"ดี!"
"ข้าไม่ไป!" สะใภ้อู๋ยกมือขึ้นปาดน้ำตา "ข้าจะรอจนกว่าเจ้าสามจะฟื้นอยู่ที่นี่"
ฮูหยินผู้เฒ่าหันขวับไปปรายตามองสะใภ้อู๋แวบหนึ่ง สะใภ้อู๋ถึงกับไม่กล้าพูดสิ่งใดต่อ ได้แต่เช็ดน้ำตาแล้วหันไปกำชับเผยอวี้ "เด็กคนนี้กลัวเจ็บเป็นที่สุด หมอหลวงเผย พวกท่านช่วยเบามือลงหน่อยนะเจ้าคะ อย่าทำให้เขาเจ็บ!"
นี่มันคำพูดประสาอะไรกัน
เซี่ยเอ๋อร์ลี่มองเผยอวี้ด้วยสีหน้ารู้สึกผิด แอบขอโทษแทนมารดาของตนอยู่ในใจ
เผยอวี้รู้นิสัยใจคอของสะใภ้อู๋ดี จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ "แน่นอนขอรับ ข้าจะระวังให้มาก"
สิ้นเสียง เซี่ยหว่านซูก็ประคองอนุภรรยาหลิ่วเดินจ้ำอ้าวเข้ามาในเรือน
พออนุภรรยาหลิ่วเห็นฮูหยินผู้เฒ่ากำลังจะกลับ ก็รีบผละมือออกจากบุตรสาว แล้วก้าวเข้าไปหา "ฮูหยินคงเป็นห่วงคุณชายสามจนวางใจไม่ลง เช่นนั้นข้าขอประคองฮูหยินผู้เฒ่ากลับเรือนเองเจ้าค่ะ"
ช่างรู้จักหาจังหวะประจบประแจงเสียจริง
สะใภ้อู๋ปั้นหน้าตึง "ไม่ต้องหรอก อนุภรรยาหลิ่ว ฮูหยินผู้เฒ่าเดินช้า เจ้าคงไม่มีความอดทนมากถึงเพียงนั้น"
อนุภรรยาหลิ่วไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด นางถอยหลบไปด้านข้าง ก้มหน้าก้มตารับคำ "เจ้าค่ะ"
ฮูหยินผู้เฒ่ายื่นมือไปตบแขนอนุภรรยาหลิ่วเบาๆ "มีน้ำใจแล้ว"
อนุภรรยาหลิ่วรีบเงยหน้าขึ้น "ฮูหยินผู้เฒ่า มันเป็นหน้าที่ที่ข้าสมควรทำอยู่แล้วเจ้าค่ะ"
"อืม" ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากเรือนซื่ออันไปอย่างเชื่องช้า เมื่อเดินมาถึงบริเวณที่ลับตาคน นางก็หยุดฝีเท้าลง แล้วตวัดสายตามองสะใภ้อู๋อย่างลึกซึ้ง
"ฮูหยินผู้เฒ่ามีอะไรหรือเจ้าคะ" สะใภ้อู๋สะดุ้งตกใจ
"ข้าพร่ำบอกเจ้ามากี่ครั้งกี่หนแล้ว ว่าเจ้าคือภรรยาเอก ส่วนนางเป็นแค่อนุภรรยา ต่อให้ในใจเจ้าจะเกลียดชังนางมากแค่ไหน เจ้าก็ไม่ควรไปพ่นวาจาเหน็บแนมนางต่อหน้าผู้คนมากมาย ทำให้นางต้องเสียหน้าเช่นนี้"
"ข้า..."
"เกิดเป็นหญิง ปากต้องหวานแต่ใจต้องเหี้ยม เจ้าจำไม่ได้บ้างเลยหรืออย่างไรกัน คนทั้งเรือนเอาแต่จับจ้อง หากเรื่องนี้ไปเข้าหูนายท่านเข้า มันก็จะเป็นความผิดของเจ้าอีก!"
ฮูหยินผู้เฒ่ากระแทกไม้เท้าลงบนพื้นอย่างแรง รู้สึกผิดหวังในตัวลูกสะใภ้ที่ไม่รู้จักจดจำ
สะใภ้อู๋สะอื้นไห้ "ฮูหยินผู้เฒ่า ปกติแล้วข้าก็ไม่ได้เป็นคนใจแคบไร้ความเมตตาหรอกนะเจ้าคะ เพียงแต่ในใจข้าเอาแต่เป็นห่วงเจ้าสาม ข้าก็เลย..."
พอได้ยินเช่นนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยิ่งรู้สึกขัดเคืองใจ
ปกติใจกว้าง แต่พอถึงเวลาสำคัญกลับทำใจกว้างไม่ได้ แบบนี้มันไม่เท่ากับที่พยายามทำมาทั้งหมดสูญเปล่าหรอกหรือ
"ช่างเถอะ!" นางทอดถอนใจ "นายท่านน่ะ เจ้าเลิกหวังพึ่งเขาได้แล้ว หันไปหวังพึ่งพาลูกชายทั้งสองคนของเจ้าให้มากๆ จะดีกว่า มีพวกเขาอยู่ ต่อให้ข้าจะตายจากไป ก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้าแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ!"
สะใภ้อู๋ไม่กล้าเถียง ได้แต่ก้มหน้าซับน้ำตาต่อไป
....
เรือนจิ้งซือ
เยี่ยนซานเหอนอนนิ่งเงียบไม่ไหวติง เผยเซ่ากับหลี่ปู้เหยียนยืนเผชิญหน้ากันอยู่
หลี่ปู้เหยียนเห็นเยี่ยนซานเหอสลบไสลอยู่นานก็ไม่ยอมฟื้นเสียที นางจึงคอยยื่นมือไปอังเพื่อตรวจดูจมูกของอีกฝ่ายอยู่เป็นระยะด้วยความร้อนใจ
"มาแล้วเจ้าค่ะ มาแล้ว หมอหลวงมาแล้วเจ้าค่ะ!"
เสียงของทังหยวนดังมาจากด้านนอก เผยเซ่าดีใจรีบเดินออกไปรับหน้า
"ท่านลุงเสิ่น ในที่สุดท่านก็มาเสียที"
"ไอ้เด็กคนนี้ จะเร่งเอาชีวิตกันหรืออย่างไร!"
หมอหลวงเสิ่นชี้หน้าเขา "แล้วคนป่วยอยู่ไหนล่ะ"
"อยู่ในห้องขอรับ ท่านรีบเข้าไปเถอะขอรับ"
ในใจเผยเซ่ายังคงเป็นห่วงเซี่ยอู่สือ เมื่อเสิ่นเวยมาถึงเขาก็เบาใจลง "ท่านลุงเสิ่น ข้าขอตัวไปดูข้างหน้าสักประเดี๋ยวนะขอรับ แล้วจะรีบกลับมา"
"เดี๋ยวก่อน" หลี่ปู้เหยียนเดินตามออกมา "ข้าจะไปกับเจ้าด้วย"
เผยเซ่าถลึงตาใส่ "เจ้าจะไปทำไม ห้ามไปไหนทั้งนั้น อยู่เฝ้าเยี่ยนซานเหอที่นี่แหละ"
"ทังหยวน เจ้าช่วยเฝ้าคุณหนูแทนข้าที"
หลี่ปู้เหยียนกัดฟันกรอด "ข้าจะไปคิดบัญชีกับไอ้ลูกเต่าจูชิงสักหน่อย ฉวยโอกาสตอนที่คนอื่นไม่ทันระวังตัวมาลอบกัดข้าได้"
"โอ๊ย แม่ทูนหัว เจ้าอย่าได้ไปเชียว"
เผยเซ่าปัดมือ "ช่างเถอะ เรื่องนี้อธิบายไปก็เปล่าประโยชน์ รอคุณหนูของเจ้าฟื้นขึ้นมา เจ้าค่อยไปถามนางเอาเองก็แล้วกัน"
"ทำไมข้าต้องถามนางด้วย"
"เจ้าไม่ต้องสนใจหรอก เอาเป็นว่าถามนางก็พอ" เผยเซ่ามองนางด้วยสายตาเหยียดหยามพลางส่ายหน้าไปมา "คุณหนูของเจ้าออกจะฉลาดปราดเปรื่อง แต่ทำไมสาวใช้อย่างเจ้าถึงได้ทึ่มทื่อแบบนี้นะ!"
ข้าทึ่มทื่ออย่างนั้นหรือ เป็นเพราะพวกเจ้ามีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวต่างหาก ซับซ้อนซ่อนเงื่อนกันเสียจริง หลี่ปู้เหยียนสบถด่าในใจ
....
เยี่ยนซานเหอเบิกตาโพลง
ใบหน้าของหลี่ปู้เหยียนโผล่เข้ามาในสายตาด้วยความเป็นห่วง "เจ็บหรือไม่"
"เจ็บอะไรของเจ้า" เยี่ยนซานเหอเพิ่งจะเอ่ยถามจบ ก็ตระหนักได้ว่าเท้าของตนกำลังถูกใครบางคนบีบนวดอยู่ นางกำลังจะออกแรงถีบออกไป
"รีบจับนางเอาไว้ อย่าให้นางขยับตัว" หลี่ปู้เหยียนใช้สองมือจับร่างของนางเอาไว้แน่น "ซานเหอ อย่าเพิ่งขยับ เท้าของเจ้าบาดเจ็บหนักมากนะ"
ใบหน้าและสมองของเยี่ยนซานเหอขาวโพลนไปชั่วขณะ
"เส้นเอ็นพลิกน่ะ" หมอหลวงเสิ่นลุกขึ้นยืน รับผ้าเช็ดมือจากเด็กรับใช้ยามาเช็ดมือ "ภายในครึ่งเดือนนี้ ห้ามลงจากเตียงเด็ดขาด และภายในหนึ่งเดือน ห้ามเดินไปไหนมาไหน"
หนึ่งเดือนเชียวหรือ เยี่ยนซานเหอรู้สึกชาหนึบไปทั้งหนังศีรษะ
"รักษาตัวให้ดีเถอะ!" หมอหลวงเสิ่นชี้แจง "ยาที่ข้าพอกไว้ที่เท้าของเจ้า ต้องเปลี่ยนใหม่ทุกเจ็ดวัน เปลี่ยนครบสี่ครั้ง เจ้าก็จะกลับมาเดินเหินได้คล่องแคล่วเหมือนเดิม"
"หมอหลวงเสิ่น ท่านเขียนเทียบยามาเถิดเจ้าค่ะ"
"ต้องกินยาอะไรกัน แค่นอนพักฟื้นก็พอแล้ว" หมอหลวงเสิ่นถลึงตาใส่เยี่ยนซานเหออย่างดุดัน "วันหลังก็อย่าไปปีนป่ายที่สูงๆ อีก ข้ายังไม่เคยเห็นสตรีบ้านไหนทำเท้าตัวเองเจ็บหนักได้ถึงเพียงนี้เลย ตอนนี้รู้ตัวแล้วใช่หรือไม่ว่าควรจะอยู่นิ่งๆ"
เยี่ยนซานเหอไม่ได้เชื่อฟังหรอก นางไม่ได้ฟังที่เขาพูดเลยแม้แต่ครึ่งคำ ในหัวมีเพียงความคิดเดียวแล่นเข้ามา นั่นคือตั้งหนึ่งเดือน แล้วเรื่องของจิ้งเฉินจะทำเช่นไร
เพิ่งจะส่งหมอหลวงเสิ่นกลับไป สะใภ้จูก็พาชุนเถาเดินเข้ามาในเรือนจิ้งซือ
"นี่มันเรื่องอะไรกัน อยู่ดีๆ ทำไมถึงได้เท้าพลิกไปได้"
สะใภ้จูเดินรี่เข้ามาที่ข้างเตียงราวกับสายลม นางก้มลงมองเท้าของเยี่ยนซานเหอซ้ายทีขวาที "หมอหลวงเสิ่นว่าอย่างไรบ้าง"
ทังหยวนค้อมศีรษะ "เรียนสะใภ้ใหญ่ บาดเจ็บถึงเส้นเอ็นเจ้าค่ะ"
สะใภ้จูไม่ต้องเสียเวลาคิดให้มากความ ก็รู้ได้ทันทีว่าอาการบาดเจ็บครั้งนี้คงไม่เบา นางรีบหันไปกำชับชุนเถาที่ยืนอยู่ด้านหลัง "ไปสั่งการที่ห้องครัวเล็ก ว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อาหารสามมื้อของแม่นางเยี่ยนต้องแยกทำต่างหาก และทุกมื้อจะต้องมีน้ำแกงกระดูกที่เคี่ยวจนข้นหนึ่งชามเสมอ"
"เจ้าค่ะ!"
"ทังหยวน"
"เจ้าคะ สะใภ้ใหญ่"
"วันหลังเวลาปรนนิบัติคุณหนูก็ต้องใส่ใจให้มากกว่านี้ ขาดเหลือสิ่งใดก็ให้มาเบิกที่ข้าได้เลย"
"เจ้าค่ะ"
หลังจากสั่งความเสร็จสรรพ สะใภ้จูก็หันกลับมามองเยี่ยนซานเหออีกครั้ง "ไปบาดเจ็บมาได้เยี่ยงไร"
เยี่ยนซานเหอหลบสายตา "ข้าไม่ระวังเองเจ้าค่ะ"
พอได้ยินเช่นนั้น สะใภ้จูก็ตวัดสายตามองหลี่ปู้เหยียนทันที "แม่นางหลี่ ตามหลักแล้วข้าก็ไม่ควรจะพูดตำหนิเจ้าหรอกนะ เจ้าเองก็เป็นคนเก่าคนแก่ คุณหนูไม่ทันระวัง เจ้าที่อยู่ข้างกายก็ต้องคอยระแวดระวังให้สิ"
พอถูกต่อว่าเช่นนี้ หลี่ปู้เหยียนก็รู้สึกเศร้าใจอยู่ลึกๆ นางกับซานเหออยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี ไม่เคยมีเรื่องมีราวอะไรเกิดขึ้นเลย แต่ช่วงนี้กลับมีแต่เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นติดๆ กัน ช่างแปลกประหลาดนัก
"นางดูแลข้าดีมากแล้วเจ้าค่ะ" เยี่ยนซานเหอรู้ว่าสะใภ้จูหวังดี แต่นางก็ทนฟังคนอื่นมาตำหนิหลี่ปู้เหยียนไม่ได้ "รบกวนสะใภ้ใหญ่ต้องมาลำบากใจแล้ว ข้าพักฟื้นสักหน่อยก็คงจะดีขึ้นเจ้าค่ะ"
"แม่นางพูดอะไรอย่างนั้น..."
สะใภ้จูเหลือบหางตามองหลี่ปู้เหยียน นังหนูคนนี้ช่างโชคดีเสียจริง ที่มีเจ้านายคอยปกป้องคุ้มครองถึงเพียงนี้
[จบบท]