บทที่ 59: ความจริงใจ
เผยเซ่าเดินนำจี้หลิงชวนผู้เป็นท่านลุงก้าวเท้าเข้ามาในบริเวณเรือนจิ้งซือ เซี่ยจือเฟยรีบเดินเข้าไปต้อนรับ
"ท่านลุงจี้ นางเพิ่งกลับมาจากข้างนอก ยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย ท่าน..."
หลี่ปู้เหยียนมายืนอยู่ใต้ชายคาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทันสังเกต
"เจ้าทุกข์มาแล้วหรือ รีบเข้าไปเถอะ"
"ท่านลุงจี้ เดี๋ยวข้าเข้าไปเป็นเพื่อนท่านนะ"
"คนไม่เกี่ยวข้องรออยู่ข้างนอก"
จี้หลิงชวนมองเซี่ยจือเฟยด้วยความสงสัย เซี่ยจือเฟยรีบปลอบใจ
"ท่านไม่ต้องกังวลนะ ผู้มีวิชาท่านนั้นเก่งกาจมากทีเดียว"
จี้หลิงชวนประสานมือให้เซี่ยจือเฟย ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปในห้อง หลี่ปู้เหยียนรอจนเขาเข้าไปเรียบร้อยก็เอื้อมมือไปปิดประตูห้อง ยืดขาออกไปข้างหนึ่งแล้วยกแขนขึ้นกอดอก ทำตัวเป็นคนเฝ้าประตู
ภายในห้องไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน เผยเซ่าส่งเสียงไอออกมาหนึ่งครั้ง สองครั้ง พอถึงครั้งที่ห้า เซี่ยจือเฟยก็กลัวว่าสหายจะไอจนปอดหลุดออกมา จึงต้องฝืนใจเดินเข้าไปยืนข้างหลี่ปู้เหยียน
หลี่ปู้เหยียนไม่แม้แต่จะปรายตามอง
"แม่นางหิวไหมล่ะ"
"อืม"
"ข้าวปลาอาหารเตรียมไว้พร้อมแล้ว จะไปกินรองท้องก่อนไหม"
"อา"
"ไปกินที่ห้องปีกเถอะ ตรงนี้ข้าเฝ้าให้แม่นางเอง"
"เหอะ"
"เจ้าเหอะอะไรกันล่ะเนี่ย"
"เชอะ"
"ข้าหวังดีนะ กลัวแม่นางจะหิวจนทนไม่ไหว"
"อ้อ"
"ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงเลยจริงๆ นะ"
หลี่ปู้เหยียนเงยหน้าขึ้นมามอง ใช้นิ้วชี้ไปที่ใบหน้าของตัวเอง ยอมหลุดประโยคยาวๆ ออกมาเสียที
"บนหน้าข้าเขียนคำว่าโง่เขลาหลอกง่ายเอาไว้หรือไง"
เซี่ยจือเฟยหันไปมองหน้าเผยเซ่า สื่อสารผ่านสายตาว่าโง่เขลาหลอกง่ายหมายความว่าอย่างไรกัน
เผยเซ่าส่งสายตากลับมาว่าใครจะไปรู้ล่ะ
เซี่ยจือเฟยส่งสายตาว่าฟังดูไม่ใช่คำชมเลยนะ
เผยเซ่ามองกลับมาว่าข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
เซี่ยจือเฟยถามผ่านสายตาต่อว่าแล้วเอาไงต่อดีล่ะ
เผยเซ่าบอกใบ้ว่าก็ทำต่อไปสิ
"อย่ามาใช้แผนล่อเสือออกจากถ้ำกับข้าเลย"
หลี่ปู้เหยียนไม่ชอบใจที่สุดเวลาเห็นใครมาส่งสายตากันต่อหน้า ยิ่งเป็นบุรุษสองคนด้วยแล้ว
"ไม่เคยได้ยินหรือไง รู้มากตายเร็วน่ะ"
เซี่ยจือเฟยกับเผยเซ่าได้แต่มองหน้ากัน หาคำมาตอบโต้ไม่ได้
....
ภายในห้อง จี้หลิงชวนแสดงสีหน้าประหลาดใจ ก่อนจะเดินทางมาที่ตระกูลเซี่ย เขาจินตนาการมาตลอดทางว่าผู้มีวิชาจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร จะเป็นพระสงฆ์ นักพรต แม่ชี หรือคนที่มีท่าทางแปลกประหลาด ทว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเพียงเด็กสาวอายุน้อย แถมใบหน้าของนางยังดูอ่อนเยาว์ราวกับเด็กไม่ประสีประสา นี่เป็นการเข้าใจผิดกันหรือเปล่า คนแบบนี้น่ะหรือจะเป็น
ในขณะที่เขากำลังประเมินเยี่ยนซานเหอ เยี่ยนซานเหอก็กำลังพิจารณาเขาอยู่เช่นกัน ชายวัยประมาณห้าสิบปีดูแลตัวเองมาค่อนข้างดี รูปร่างดูอวบอ้วนขึ้นเล็กน้อย มองดูก็รู้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย โครงหน้าของเขาดูคล้ายเผยเซ่าอยู่หลายส่วน แต่ทว่าหว่างคิ้วกลับดำคล้ำ ดวงตาทั้งสองข้างบวมเป่งและดูเลื่อนลอย ซึ่งถือเป็นลางบอกเหตุที่ไม่ดีเอาเสียเลย
นางค่อยๆ ขยับริมฝีปาก
"ตั้งศพสวดเจ็ดวัน โลงศพของนางปริแตกในยามจื่อของวันที่สี่ พวกเจ้าใช้ตะปูตอกโลงศพปิดเอาไว้ จากนั้นก็ค่อยนำไปฝังใช่หรือไม่"
จี้หลิงชวนรู้สึกตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
"เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน"
เรื่องนี้ต่อให้เป็นคนตระกูลจี้ที่อยู่เฝ้าศพในคืนนั้น หรือแม้แต่หลานชายที่ฮูหยินผู้เฒ่าจี้รักมากที่สุดก็ยังไม่รู้เรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
"ตะปูที่ใช้ตอกมีสิบแปดตัว ตะปูหนึ่งตัวเท่ากับบาปหนึ่งชั้น พวกเจ้าคิดจะส่งนางลงนรกขุมที่สิบแปดหรืออย่างไร"
จี้หลิงชวนตกใจจนหัวใจเต้นโครมคราม รีบปฏิเสธเสียงหลง
"ไม่ได้เป็นแบบนั้นนะ หากใช้ตะปูน้อยไปหนึ่งตัว โลงศพก็จะปิดไม่อยู่ แต่ถ้าใช้ตะปูมากไปหนึ่งตัว ตะปูก็จะหลุดออกมาเอง"
ตอนนั้นเขาคิดว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ แต่การที่โลงศพปริแตกก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไร เขาจึงขอให้เผยเซ่าผู้เป็นหลานชายไปเชิญพระเกล้าจากกรมการศาสนาจำนวนสิบแปดรูปมาสวดส่งวิญญาณที่บ้านเป็นเวลาสามวันเต็ม ตอนแรกคิดว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยดีแล้ว ใครจะไปคิดว่า
เวลานี้จี้หลิงชวนไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป เขาทรุดเข่าทั้งสองข้างลงกับพื้น ร้องขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
"ได้โปรดช่วยตระกูลจี้ด้วยเถอะนะท่านผู้มีวิชา"
เยี่ยนซานเหอเดินเข้าไปยืนตรงหน้าเขา นางยกนิ้วขึ้นแตะที่หน้าผากของเขาโดยไม่ให้ตั้งตัว จี้หลิงชวนรู้สึกเย็นวาบที่หว่างคิ้ว ภาพตรงหน้าก็มืดสนิทราวกับมีอะไรมาบดบังเอาไว้ ค่อยๆ มีแสงสว่างส่องลงมากระทบที่ร่างของคนผู้หนึ่ง คนผู้นั้นมีผมสีขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย กำลังเดินฝ่าพายุหิมะไปอย่างยากลำบาก หิมะทั้งหนาและลึกจนมองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง นางล้มลงแล้วก็ลุกขึ้นมาใหม่ เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ล้มลงไปอีก คนผู้นั้นก็คือมารดาบังเกิดเกล้าของเขาเอง สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกปวดร้าวใจยิ่งกว่าเดิมก็คือ มีเลือดไหลรินออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของนาง หยดแล้วหยดเล่า
ความเย็นที่หว่างคิ้วหายไป จี้หลิงชวนได้สติกลับมา เขานั่งพับเพียบลงบนพื้นด้วยท่าทีเหม่อลอย ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังดึงสติกลับมาไม่ได้
"มองเห็นชัดเจนแล้วใช่ไหมล่ะ"
จี้หลิงชวนสะดุ้งตัวลอย ได้สติกลับมาเต็มที่ รีบโขกศีรษะให้เยี่ยนซานเหอทันที หน้าผากเพิ่งจะแตะลงบนพื้น เสียงเย็นชาของเยี่ยนซานเหอก็ดังขึ้นเหนือหัว
"ยังไม่ต้องรีบโขกศีรษะ ปมวิญญาณของฮูหยินผู้เฒ่าจี้คลายได้ไม่ง่ายเลย บุตรกตัญญู เจ้าพร้อมจะแลกด้วยอะไรล่ะ"
จี้หลิงชวนเงยหน้าขึ้น เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ตอบกลับไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"ทุกอย่างเท่าที่ข้าจะทำได้ ต่อให้ต้องสิ้นเนื้อประดาตัวข้าก็ยอม"
"ถ้าอย่างนั้นข้าจะรอดูความจริงใจของเจ้านะ"
เยี่ยนซานเหอออกคำสั่งเสียงเย็น
"ไปได้แล้ว"
....
ประตูไม้สีแดงบานใหญ่เปิดออกเสียงดังเอี๊ยด จี้หลิงชวนเดินโซเซออกมาจากข้างใน เซี่ยจือเฟยกับเผยเซ่าเห็นใบหน้าของเขาซีดเผือดดิ่งลงกว่าเดิม ก็รีบวิ่งเข้าไปประคองคนละข้างอย่างพร้อมเพรียงกัน
"ท่านลุง เป็นอะไรไปหรือ"
"ท่านลุงจี้"
จี้หลิงชวนมองหน้าชายหนุ่มทั้งสองคน ถึงได้รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง ราวกับได้กลับมาอยู่ในโลกมนุษย์อีกครั้ง
"หาที่คุยกันเถอะ"
เซี่ยจือเฟยรีบบอก
"หมิงถิง เจ้าพาท่านลุงจี้ไปที่ห้องหนังสือของข้าก่อนนะ"
เผยเซ่าถลึงตาใส่
"แล้วเจ้าล่ะ"
"ข้าขอคุยกับแม่นางเยี่ยนสักสองสามประโยค เดี๋ยวข้าตามไป"
เผยเซ่านึกสงสัยว่ามีอะไรต้องคุยกันอีก เขามองเข้าไปในห้องด้วยความหวาดหวั่น ผู้หญิงแบบนี้อยู่ให้ห่างไว้เป็นดีที่สุด
"เจ้ารีบตามมาเร็วๆ เลยนะ"
"เดี๋ยวข้าตามไป"
เซี่ยจือเฟยหันไปมองหลี่ปู้เหยียน
"ข้าเข้าไปได้ไหม"
หลี่ปู้เหยียนผายมือเป็นเชิงอนุญาต
....
ภายในห้องมีกลิ่นหอมของเครื่องหอมลอยอบอวล กลิ่นนี้ไม่ใช่ทั้งไม้หอมและธูปหอม แต่เป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นสบายใจ เยี่ยนซานเหอเปลี่ยนชุดที่เปื้อนเลือดออกไปแล้ว ตอนนี้นางสวมเสื้อตัวใหม่สีแดงอ่อนที่ห้องตัดเย็บของตระกูลเซี่ยส่งมาให้ ชุดตัวใหม่นี้ช่วยลดทอนความห่างเหินเย็นชาที่นางมักจะแสดงออกเป็นประจำให้ดูจางลงไปได้บ้าง เผยให้เห็นความอ่อนโยนสามส่วน ความนุ่มนวลสองส่วน และความไร้เดียงสาอีกหนึ่งส่วน เพียงแต่ว่าใบหน้าของนางก็ยังคงดูเย็นชาอยู่เหมือนเดิม
เซี่ยจือเฟยเดินเข้าไปใกล้ เขาเม้มริมฝีปากเข้าหากัน คนที่ปกติมักจะพูดจาฉะฉานอย่างเขา พอมาถึงตอนนี้กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มสนทนาอย่างไรดี จะบอกว่าขอบคุณ นางก็ไม่ได้หวังคำขอบคุณจากเขา จะเอ่ยคำขอโทษ นางก็คงจะมองว่าเขาเสแสร้งแกล้งทำ ผ่านไปพักใหญ่ คุณชายสามเซี่ยถึงได้เค้นเสียงออกมาประโยคหนึ่ง
"แผลเจ็บไหม"
เยี่ยนซานเหอปรายตามองเขา
"ไม่เป็นไรหรอก"
เซี่ยจือเฟยนึกขัดใจว่านางตอบอะไรของนางเนี่ย ถามอย่างตอบอย่างชัดๆ เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
"วันหน้าถ้าเจอเรื่องแบบนี้อีก อย่าอวดเก่งนักเลย แล้วก็ห้ามอยู่รับมือคนเดียวอีกเป็นอันขาดนะ"
"ถ้าอย่างนั้นคุณชายสามพอจะมีวิธีดีๆ แนะนำข้าบ้างไหมล่ะ"
"หันหลังแล้ววิ่งหนีไปให้เร็วที่สุด จากนั้นก็หาวิธีไปแจ้งทางการไง"
เยี่ยนซานเหอมองเขาด้วยสายตาเย้ยหยัน
"ตระกูลเซี่ยของพวกเจ้าไม่ได้เป็นขุนนางหรอกหรือ"
เซี่ยจือเฟยสะอึกไปชั่วขณะ ไม่สามารถหาคำพูดใดมาโต้แย้งได้เลย
"สรุปง่ายๆ ประโยคเดียวนะ รักษาตัวเองให้ปลอดภัยนั่นแหละสำคัญที่สุด"
เยี่ยนซานเหอส่งเสียงถามกลับราบเรียบ
"แล้วก็ปล่อยให้ข้ายืนดูน้องหญิงของเจ้าถูกรังแกงั้นหรือ"
เซี่ยจือเฟยรู้สึกปวดหัว ปวดใจ ปวดไปหมดทั้งตัวจนต้องขอเวลาพักหายใจหายคอสักหน่อย ผู้หญิงคนนี้อะไรก็ดีไปเสียหมด ติดอยู่แค่นิสัยที่แข็งกร้าวดื้อดึงราวกับหินในส้วม ทั้งเหม็นทั้งแข็ง แถมยังชอบพูดจายอกย้อนคนอื่นอีก
"ขอบคุณนะที่ช่วยข้าออกมา"
สิ้นสุดประโยค บรรยากาศรอบตัวก็เงียบสงบลงราวกับเวลาหยุดเดิน
[จบบท]