บทที่ 6: ถ่วงเวลา
"คนมานี่ จับตัวนางมัดเอาไว้เดี๋ยวนี้"
สิ้นเสียงคำสั่งอันเฉียบขาดของเซี่ยเต้าจือ กลุ่มผู้คุ้มกันจวนจำนวนแปดเก้าคนก็กรูกันเข้ามาจากด้านนอก ประกายดาบเล่มโตส่องแสงสะท้อนวาววับ ปลายแหลมคมของมันพุ่งเป้าชี้ตรงไปยังร่างของเยี่ยนซานเหออย่างพร้อมเพรียงกัน
หญิงสาวเพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ใบหน้านวลไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
"ทำไมกัน คิดจะฆ่าคนปิดปากหรือไง"
ตำแหน่งระดับขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งสภาขุนนาง หากจะบอกว่าสองมือไม่เคยเปื้อนเลือดคนเลยสักนิด ก็คงเป็นเรื่องหลอกเด็กเสียมากกว่า
"แล้วถ้าข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งเสียตรงนี้ มันจะทำไม"
"เซี่ยเต้าจือ ท่านคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะกล้าก้าวเท้าเข้ามาในจวนสกุลเซี่ยแห่งนี้ โดยที่ไม่มีแผนการป้องกันตัวอะไรเลย"
นัยน์ตาสีดำขลับของเยี่ยนซานเหอจดจ้องมองลึกเข้าไป นัยน์ตาคู่นั้นเย็นชาและเยือกเย็นจนถึงกระดูก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด หัวใจของเซี่ยเต้าจือถึงได้กระตุกวูบขึ้นมาด้วยความหวาดระแวง
ทว่าท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายที่จับจ้องมองอยู่ เขาซึ่งเป็นถึงขุนนางใหญ่จะมายอมให้สตรีที่ยังโตไม่เต็มวัยมาข่มขู่เอาได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ
"พวกเจ้ายืนบื้ออะไรกันอยู่ จัดการนางสิ"
"ท่านพ่อ"
เสียงตะโกนเรียกของเซี่ยเอ๋อร์ลี่ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ใบหน้าดูดีแฝงไปด้วยความจริงจัง
"สายมากแล้ว ถึงเวลาต้องไปเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงแล้วขอรับ"
คำว่าไปเข้าเฝ้าถูกเน้นย้ำน้ำเสียงให้หนักแน่นขึ้นอย่างจงใจ เซี่ยเต้าจือฟังแล้วก็สามารถรับรู้ได้ถึงความหมายแฝงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูดนั้น ร่างของชายวัยกลางคนชะงักงันไปทันที
"แม่นาง"
เซี่ยเอ๋อร์ลี่หันหน้ากลับมามองทางเยี่ยนซานเหอ น้ำเสียงของเขากลับมานุ่มนวลตามเดิม
"การเข้าเฝ้าตอนเช้าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจล่าช้าได้ ให้ท่านพ่อไปเข้าเฝ้าก่อนเถอะ มีเรื่องอะไรเอาไว้รอให้ท่านพ่อเลิกจากการเข้าเฝ้าตอนเช้าแล้วค่อยกลับมาคุยกัน เจ้าเห็นว่ายังไง"
สถานการณ์ที่ตึงเครียดกลับพลิกผันไปในชั่วพริบตา เยี่ยนซานเหอไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกโล่งใจ ทว่าใบหน้าของนางกลับเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
คุณชายใหญ่สกุลเซี่ยผู้นี้กำลังคิดจะทำอะไรกันแน่
คิดจะใช้แผนถ่วงเวลากับนางอย่างนั้นหรือ
"พ่อบ้านเซี่ย"
เซี่ยเอ๋อร์ลี่หันไปมองผู้เป็นพ่อบ้านจวนพร้อมน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงอำนาจ
"เจ้าพาแม่นางท่านนี้ไปพักผ่อน ดูแลต้อนรับนางให้ดี อย่าให้บกพร่องได้ล่ะ"
พ่อบ้านเซี่ยกำมือที่มีแต่เหงื่อเย็นเฉียบเอาไว้แน่น ค้อมตัวรับคำสั่งด้วยความนอบน้อม
"ขอรับ"
ภายในลานกว้างหน้าเรือนบัดนี้เหลือเพียงแค่สองพ่อลูกที่ยืนเผชิญหน้ากันอยู่เงียบๆ
เวลาผ่านไปพักใหญ่ เซี่ยเอ๋อร์ลี่ยังคงไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกตกตะลึง จากเรื่องราวที่เพิ่งจะได้รับฟังมาเมื่อครู่นี้ได้เลย
ฮูหยินผู้เฒ่ายังเคยแต่งงานใหม่มาก่อนอย่างนั้นหรือ
เรื่องแบบนี้มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน
เขาใช้ชีวิตมาจนถึงอายุยี่สิบห้าปี ไม่เคยได้ยินข่าวลือหรือระแคะระคายเรื่องพวกนี้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย
แต่ผู้หญิงคนนั้นกลับพูดจาเป็นฉากๆ มีรายละเอียดชัดเจน แถมยังมีเทียบสมรสมายืนยันเป็นหลักฐาน ดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาหลอกลวง
"ท่านพ่อ ที่นางพูดมาทั้งหมดเป็นความจริงหรือขอรับ"
เซี่ยเต้าจือมองสบตาบุตรชายคนโต สีหน้าของเขาค่อยๆ เปลี่ยนจากขาวซีดเป็นเขียวคล้ำ
"เรื่องจริงหรือเท็จเอาไว้ค่อยสืบสาวกันทีหลัง ตอนนี้พวกเรามีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นต้องจัดการ"
แน่นอนว่าเซี่ยเอ๋อร์ลี่ย่อมรู้ดีว่าเรื่องสำคัญที่ว่านั้นหมายถึงอะไร
การที่เขาตัดสินใจก้าวออกไปขวางหน้า แล้วเลือกใช้แผนถ่วงเวลา ก็เพราะเขากังวลถึงผลกระทบเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
หลังจากที่บิดาของเขาสอบผ่านระดับจูเหริน ฮ่องเต้ทรงซาบซึ้งพระทัยที่ฮูหยินผู้เฒ่ายอมครองตัวเป็นม่าย เพื่ออบรมสั่งสอนบุตรชายจนได้เป็นขุนนางรับใช้ราชสำนัก จึงทรงพระราชทานป้ายเกียรติยศสตรีม่ายให้ เพื่อยกย่องเป็นแบบอย่างแก่สตรีทั่วทั้งแผ่นดิน
หากเรื่องที่ฮูหยินผู้เฒ่าเคยแต่งงานใหม่หลุดรอดออกไปให้คนภายนอกได้รับรู้ นั่นหมายถึงความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง โทษสถานเบาคือถูกปลดออกจากตำแหน่งขุนนาง โทษสถานหนักคือริบทรัพย์และเนรเทศทั้งตระกูล
น้ำเสียงของเซี่ยเอ๋อร์ลี่เปลี่ยนจากความนุ่มนวล กลายเป็นหนักแน่นและเย็นชาขึ้นมาทันที
"ท่านพ่อ ฮูหยินผู้เฒ่าอายุมากแล้ว นางคงรับเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจแบบนี้ไม่ไหว พวกเราต้องรีบเตรียมการป้องกันเอาไว้แต่เนิ่นๆ นะขอรับ"
เซี่ยเต้าจือมองบุตรชายด้วยความรู้สึกพึงพอใจ
บุตรชายคนโตของเขา ปกติภายนอกดูเป็นคนใจเย็นไม่ค่อยมีปากเสียงกับใคร แต่ลึกลงไปในสายเลือดกลับมีความเด็ดขาดและกล้าตัดสินใจ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เขารู้จักประเมินสถานการณ์ รู้ว่าจังหวะไหนควรรุก จังหวะไหนควรผ่อนปรนได้อย่างชัดเจน
"ต่อให้เมื่อครู่นี้เจ้าไม่เรียกขัดขึ้นมา ข้าก็ไม่คิดจะทำอะไรนางอยู่แล้ว"
"ข้ารู้ ท่านพ่อก็แค่กะจะข่มขู่นางให้กลัวใช่ไหมขอรับ"
เซี่ยเต้าจือพยักหน้ารับช้าๆ
เขาทำงานรับใช้ราชสำนักอยู่ในตำแหน่งมหาเสนาบดีมานานหลายปี ผ่านคลื่นลมมรสุมลูกใหญ่มานับไม่ถ้วน แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว เขาไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจให้รกสมองเลยสักนิด
หากเยี่ยนซานเหอมาที่นี่เพราะหวังแค่เงินทอง เขาก็ยินดีจะจ่ายเงินก้อนโตเพื่อปิดปากนางให้สนิท
แต่ถ้านางมาที่นี่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมหรือต้องการขอพึ่งพิง เขาก็สามารถกักขังเลี้ยงดูนางเอาไว้ในจวนได้ อย่างมากที่สุดก็แค่เตรียมสินสอดจัดงานแต่งงานให้นางออกเรือนไปในภายภาคหน้า
เมื่อคืนนี้ เขาตั้งใจไม่ยอมให้นางพูดจนจบประโยค และยอมจ่ายเงินให้ไปตั้งหนึ่งพันตำลึงเงิน ก็เพื่อจะหยั่งเชิงดูว่านางมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่
พอได้ลองหยั่งเชิงดูแล้วก็พบว่ามีของดีซ่อนอยู่จริงๆ นางถึงกับมีเทียบสมรสอยู่ในมือ
ของชิ้นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้เงินทอง หรือสินสอดมาฟาดหัวแล้วไล่ตะเพิดไปได้ง่ายๆ
มันคือของอันตรายที่สามารถพลิกชะตาชีวิตคนได้เลย
หากลองคิดทบทวนให้ลึกซึ้งลงไปอีกขั้น นางเป็นแค่หญิงสาวธรรมดา ไปเอาความกล้าหาญมาจากไหน ถึงได้กล้าบุกมาข่มขู่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถึงในจวน เบื้องหลังของนางมีใครคอยหนุนหลังอยู่หรือไม่
ถ้ามี คนผู้นั้นจะเป็นใครกันแน่
"คนทั่วทั้งเมืองหลวงที่กล้าเรียกชื่อเซี่ยเต้าจือตรงๆ แบบนี้ มีอยู่ไม่กี่คนหรอก แล้วผู้หญิงในเมืองหลวงที่สามารถเตะพ่อบ้านเซี่ยจนล้มลงไปกองกับพื้นได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว ก็มีไม่เยอะเหมือนกัน"
เซี่ยเต้าจือยกมือขึ้นลูบเคราตัวเองเบาๆ สมองครุ่นคิดวิเคราะห์อย่างหนัก
"ผู้หญิงคนนี้ดูภายนอกยังอายุน้อย แต่พฤติกรรมและการแสดงออกกลับดูมีเงื่อนงำแปลกประหลาดไปเสียทุกอย่าง เจ้าใหญ่"
"ขอรับ ท่านพ่อ"
"เจ้าส่งคนไปแจ้งข่าวให้ฮูหยินผู้เฒ่าทราบ บอกให้นางพักอยู่ที่วัดต่ออีกสักหลายๆ วัน ยังไม่ต้องรีบร้อนเดินทางกลับมา"
"ขอรับ"
"แล้วก็สั่งให้ผู้คุ้มกันจวนทุกคนเข้าเวรยามอย่างเข้มงวด จัดคนไปเฝ้าที่เรือนของนางให้มากกว่าเดิม เฝ้าเอาไว้ให้ดี ห้ามปล่อยให้นางก้าวเท้าออกจากเรือนแม้แต่ก้าวเดียว"
"ท่านพ่อวางใจได้ขอรับ มีพ่อบ้านเซี่ยคอยจับตาดูอยู่อย่างใกล้ชิด รับรองว่าคนไม่หายไปไหนแน่นอนขอรับ"
"อ้อ... แล้วงานในมือของเจ้าก็วางเอาไว้ก่อน แวะไปหาเจ้าสามที่ที่ทำการหน่อย ให้คนของพวกเขาช่วยสืบประวัติผู้หญิงคนนี้ให้ที ว่านางเดินทางเข้ามาในเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อไหร่ เคยไปที่ไหนมาบ้าง แล้วมีใครเดินทางร่วมกับนางมาด้วยไหม"
เซี่ยเต้าจือกัดฟันกรอด แววตาฉายแววเหี้ยมเกรียม
"ต้องสืบหาความจริงทุกอย่างมาให้ข้ากระจ่างแจ้งให้หมด"
"ขอรับ"
[จบบท]