บทที่ 7: ข่มขู่
ลานเรือนแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่เดิม ทว่าบรรยากาศยามนี้กลับรัดกุมแน่นหนาจนแม้แต่แมลงวันสักตัวก็ไม่อาจเล็ดลอดบินผ่านเข้ามาได้
เยี่ยนซานเหอสวมชุดเสื้อชั้นเดียวสีเขียวอมเทา เส้นผมของนางถูกรวบมัดเกล้าขึ้นไปด้านบนราวกับบุรุษ ร่างระหงกำลังก้าวเดินวนเวียนไปมาอยู่กลางลานกว้างด้วยท่วงท่าเชื่องช้า
พ่อบ้านเซี่ยยกเก้าอี้ไผ่ตัวหนึ่งมาวางตั้งไว้กลางลานเรือน เมื่อเขานั่งลงไปแล้ว นัยน์ตาก็เพ่งจ้องมองตรงไปยังหญิงสาวตรงหน้าไม่วางตา
ชายชราไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่า ภายใต้จังหวะการก้าวเดินอันเชื่องช้าของเยี่ยนซานเหอนั้น ภายในหัวของนางกำลังครุ่นคิดคำนวณเรื่องราวต่างๆ รวดเร็วเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
การจงใจนำเทียบสมรสออกมาเปิดเผย เป้าหมายหลักคือการบีบคั้นเซี่ยเต้าจือให้ยอมจำนน
การบีบคั้นในครั้งนี้ทำให้นางมองเห็นความจริงสองประการชัดเจนขึ้น
ประการแรก ต่อให้จะมีหลักฐานแน่ชัดวางอยู่ทนโท่ เซี่ยเต้าจือก็ไม่มีวันยอมรับความสัมพันธ์ที่มีต่อเยี่ยนสิง
ประการที่สอง ชายผู้นี้พร้อมพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ทุกเมื่อ นับเป็นบุคคลที่อำมหิตพอตัว
หากเมื่อครู่นางไม่ไหวพริบดี แล้วเลือกโยนประโยคที่ว่า คิดหรือว่าข้าจะก้าวเท้าเข้ามาในจวนตระกูลเซี่ยโดยไม่มีการเตรียมพร้อมออกไป เซี่ยเต้าจือคงพร้อมจะลงมือสังหารนางทิ้งเสียตรงนั้น
เมื่อลองทบทวนดูให้ดีก็สมเหตุสมผล หากเขาไม่ใช่คนเลือดเย็นแล้ว จะกล้าลงมือทำเรื่องราวสกปรกโสมมในอดีต จนทำให้ท่านปู่เยี่ยนตายไปแล้วก็ยังไม่อาจปล่อยวางความแค้นลงได้หรือ
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางยังคงขบคิดไม่แตก กลับเป็นการกระทำของคุณชายใหญ่เซี่ย
การที่ชายผู้นั้นเลือกก้าวล่วงเข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ในจังหวะสำคัญ แท้จริงแล้วเขาทำไปเพื่อจุดประสงค์ใดกันแน่
หรือเขาต้องการช่วยเหลือข้า... ไม่มีทางเป็นไปได้ พวกเขาเป็นพ่อลูกสายเลือดเดียวกัน ย่อมต้องเข้าข้างกันเอง
ช้าก่อน... ชายผู้นั้นกำลังใช้แผนถ่วงเวลา เขาต้องการสร้างช่องว่างเพื่อลอบส่งคนไปสืบสาวราวเรื่อง ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่นางอ้างว่าเตรียมพร้อมมานั้นคือสิ่งใดกันแน่
เมื่อคิดตกถึงจุดนี้ สีหน้าของเยี่ยนซานเหอที่เคยสงบนิ่งมาตลอดก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป
สองพ่อลูกคู่นี้ล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์
สิ่งที่มั่นใจได้ก็คือ คนของตระกูลเซี่ยย่อมไม่มีทางสืบหาเบาะแสใดพบ ประโยคเหล่านั้นเป็นเพียงคำลวงที่นางปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อข่มขวัญอีกฝ่ายเท่านั้น
หากเป็นเช่นนั้น สถานการณ์หลังจากนี้ย่อมดำเนินไปในสองทิศทาง
ทิศทางแรก เซี่ยเต้าจือไม่อาจคาดเดาความตื้นลึกหนาบางของนางได้ จึงเกิดความหวาดระแวงและไม่กล้าลงมือ
ทิศทางที่สอง เขาอาจเลือกทุบหม้อข้าวตัวเองจมเรือทิ้ง ยอมเสี่ยงลงมือสังหารนางเพื่อปิดปากเสียให้สิ้นเรื่อง
เยี่ยนซานเหอหันใบหน้ากลับไป ทอดสายตามองดูกลุ่มผู้คุ้มกันจวนที่พกพาดาบยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู
ด้วยทักษะร่างกายของนางในตอนนี้ หากให้ปีนป่ายข้ามกำแพงหนี หรือรับมือกับคนธรรมดาที่ไม่เป็นวรยุทธ์สักหนึ่งถึงสองคนก็พอจะถูไถเอาตัวรอดไปได้
แต่หากต้องเผชิญหน้ากับคนจำนวนมากถึงเพียงนี้... หนทางเบื้องหน้าคงมีเพียงความตาย
เวลานี้นางเริ่มรู้สึกเสียใจภายหลัง หากรู้แต่แรกว่าการเดินทางมาในครั้งนี้จะต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากแสนเข็ญ
นางคงเลือกพาแม่นางน้อยที่มีวรยุทธ์ผู้นั้นติดสอยห้อยตามมาด้วย อย่างน้อยคงไม่ตกระกำลำบากจนอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้
พ่อบ้านเซี่ย "น้ำชาร้อนๆ ได้แล้วขอรับ"
"วางเอาไว้ตรงนั้นแหละ"
ห้วงความคิดของเยี่ยนซานเหอพลันสะดุดลง จังหวะฝีเท้าของนางก็หยุดชะงักตามไปด้วย
นางหันไปมองพ่อบ้านเซี่ยที่กำลังใช้มือข้างหนึ่งประคองถ้วยชา ส่วนมืออีกข้างกำลังขยับฝาปิดถ้วยเพื่อปัดเป่าไอร้อน
ประกายความคิดบางอย่างสว่างวาบขึ้นมาในหัว ร่างบางหมุนตัวเดินตรงเข้าไปภายในเรือนพัก
สตรีแซ่เยี่ยนผู้นี้... คิดจะทำสิ่งใดกันแน่
มือของพ่อบ้านเซี่ยสั่นเทาเล็กน้อย น้ำชาในถ้วยเกือบหกกระฉอกรดใส่ชุดของตนเอง
ในจังหวะที่เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะตัวเล็ก และเตรียมจะลุกตามเข้าไปดูให้แน่ใจ เยี่ยนซานเหอก็เดินกลับออกมาเสียก่อน พร้อมกับเก้าอี้ไท่ซือตัวใหญ่ในมือ
พ่อบ้านเซี่ยทิ้งตัวนั่งลงตามเดิม ทว่ายังไม่ทันที่บั้นท้ายของเขาจะแนบสนิทลงกับเก้าอี้
เสียงกระแทกของเก้าอี้ไท่ซือก็ดังขึ้น มันถูกวางลงเคียงข้างเก้าอี้ไผ่ของเขาอย่างจงใจ
เยี่ยนซานเหอสะบัดชายชุดเสื้อสีเขียวอมเทาเล็กน้อย ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอย่างเงียบเชียบ
เก้าอี้ไท่ซือตัวนั้นมีความสูงมากกว่าเก้าอี้ไผ่อย่างเห็นได้ชัด ระดับความสูงที่แตกต่างกันเกือบครึ่งช่วงตัวสร้างบรรยากาศข่มเหงอยู่ในที
คนทั้งสองนั่งเคียงคู่กัน ชายหญิงต่างวัยอยู่ในอิริยาบถที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คนหนึ่งนั่งตัวตรงสง่าผ่าเผยท่าทีดูมั่นคงประดุจผู้เป็นเจ้านาย ส่วนอีกคนกลับต้องนั่งงอเข่าห่อไหล่ดูคล้ายกับบ่าวรับใช้
พ่อบ้านเซี่ยขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกรอด
ชายชราเตรียมจะหยัดกายลุกขึ้นยืนเพื่อเข้าไปยกเก้าอี้ไท่ซือจากในเรือนออกมานั่งกระตีเสมอเสียบ้าง
ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นปลายนิ้วของเยี่ยนซานเหอ ที่กำลังเคาะเป็นจังหวะเบาๆ ลงบนพนักพิงของเก้าอี้ไท่ซือ
จังหวะที่ชายชราเงยหน้าขึ้นมอง หญิงสาวก็โน้มใบหน้าลงมาหาพอดี
นางส่งเสียงกระซิบแผ่วเบาในระดับที่มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน
"ลองให้ข้าทายดูไหม ว่านายท่านของเจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่ในเวลานี้"
ยังไม่ทันที่สีหน้าของพ่อบ้านเซี่ยจะแปรเปลี่ยน เยี่ยนซานเหอก็ชิงเฉลยคำตอบออกมาเสียก่อน
"เขาคงกำลังส่งคนออกไปสืบเรื่องของข้าอยู่กระมัง"
พ่อบ้านเซี่ยเบิกตากว้าง สตรีผู้นี้ล่วงรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
"น่าเสียดายนะ ที่เขาจะไม่มีวันสืบพบสิ่งใดเลย"
ไม่มีทางเป็นไปได้ คุณชายสามของตระกูลข้ารับราชการอยู่ในกองบัญชาการทหารเมืองหลวง
ถึงแม้เมื่อช่วงเย็นวานเขาจะเดินทางออกจากเมืองหลวงไปแล้ว แต่ภายในที่ทำการก็ยังมีสหายร่วมงานอยู่อีกมากมาย
การที่เจ้าเดินทางเข้าเมืองหลวงมาทำสิ่งใด หรือแอบไปพบปะผู้ใดมาบ้าง ย่อมไม่มีทางหลุดรอดไปจากสายตาของคนเหล่านั้นได้
พ่อบ้านเซี่ยพ่นลมหายใจออกทางจมูกเสียงดัง เพื่อเป็นการตอบโต้
เยี่ยนซานเหอทำทีคล้ายไม่ได้ยินเสียงพ่นลมหายใจแสดงความไม่พอใจนั้น นางกลับขยับใบหน้าเข้าไปใกล้พ่อบ้านเซี่ยมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
"ฝากข้อความนี้ไปถึงนายท่านของเจ้าด้วย"
ประโยคนี้ถูกเอื้อนเอ่ยออกมาในระยะประชิด ชนิดที่แทบจะรดรินลงบนใบหูของชายชราโดยตรง
พ่อบ้านเซี่ยไม่ได้สัมผัสถึงไอร้อนจากลมหายใจของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ทว่ากลับรู้สึกเหน็บหนาวจนขนลุกชันไปทั่วทั้งร่าง
"หากข้ามีอันเป็นไป ตระกูลเซี่ยของพวกเจ้าทุกคนก็จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานเช่นกัน"
"หากไม่เชื่อ ก็ลองดูสิ"
ราวกับมีฟ้าผ่าฟาดเปรี้ยงลงมากลางสติสัมปชัญญะของพ่อบ้านเซี่ย
ชายชรารู้สึกคล้ายกับมีมือที่มองไม่เห็นพุ่งเข้ามาบีบรัดลำคอของตนเอาไว้แน่น จนไม่สามารถเปล่งเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้แม้แต่ครึ่งคำ
เขารีบผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะวิ่งเตลิดออกไปจากลานเรือนโดยไม่กล้าแม้แต่จะหันหลังกลับมามอง
[จบบท]