บทที่ 85: ก่อเรื่อง
"คนตระกูลจี้หรือ ใครคือคนตระกูลจี้กัน"
หลี่ปู้เหยียนพึมพำ จูชิงก็ขยับตัวเข้ามาบังหน้านางเอาไว้
"ทำไมล่ะ"
"อย่าส่งเสียง ดูแลคุณหนูของเจ้าให้ดี"
น้ำเสียงของจูชิงหนักอึ้ง หนักหน่วงเสียจนทำให้คนฟังรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาในใจ หลี่ปู้เหยียนเลื่อนมือไปแตะที่เอวตามสัญชาตญาณ ขยับเท้าก้าวไปยืนขวางหน้าเยี่ยนซานเหออย่างรวดเร็ว
เยี่ยนซานเหอเพิ่งจะหยุดอาการไอ นางเงยหน้าขึ้น จังหวะนั้นคนที่เพิ่งมาถึงก็กระโดดลงจากหลังม้าพอดี นางเข้าใจกระจ่างแจ้งว่าเหตุใดเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่ถึงรู้สึกคุ้นหูนัก
ช่างเป็นคู่แค้นที่ทางแคบ คนผู้นี้คือรองเจ้ากรมอาญาฝ่ายซ้าย สวีไหล
การบุกค้นตระกูลจี้ครั้งนี้ องครักษ์เสื้อแพรเป็นกำลังหลัก กรมอาญาเป็นกำลังเสริม องครักษ์เสื้อแพรบุกเข้าทางประตูใหญ่ ส่วนกรมอาญาเข้าทางประตูหลัง
สวีไหลหันขวับมา ความจริงแล้วเขาไม่ได้สังเกตเห็นเยี่ยนซานเหอกับหลี่ปู้เหยียนเลย สายตาของเขามองเห็นเพียงจูชิง
เขาเคยเจอจูชิงมาแล้วหลายครั้ง คนผู้นี้เป็นคนสนิทที่ใช้งานได้ดีที่สุดข้างกายคุณชายสามเซี่ย
คนทั้งเมืองหลวงต่างรู้ดี ว่าคุณชายสามเซี่ยกับเผยเซ่าแห่งตระกูลหมอหลวงเป็นสหายสนิทที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก
และตระกูลเดิมของมารดาเผยเซ่าก็คือตระกูลจี้
ตอนนี้จูชิงพาคนสองคน ท่าทางลับๆ ล่อๆ ออกมาจากประตูหลังจวนตระกูลจี้ หรือว่าเขารู้ข่าวล่วงหน้าเลยตั้งใจจะมาซ่อนตัวใครไว้
ยอมฆ่าผิดดีกว่าปล่อยคนหลุดรอด สวีไหลไม่สนใจเหตุผล ตะคอกเรียกเอาไว้ก่อน
พอเขาส่งเสียง องครักษ์กรมอาญาหลายคนก็ดึงสายบังเหียน หันหัวม้า พากันเข้ามาล้อมพวกเขาทั้งสามคนเอาไว้แน่นหนาหลายชั้น
จูชิงประสานมือคารวะ
"ใต้เท้าสวี สตรีสองท่านนี้เป็นคนของจวนตระกูลเซี่ย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนตระกูลจี้ ขอใต้เท้าสวีโปรดอำนวยความสะดวกด้วยขอรับ"
สวีไหลรู้ทันทีว่าข่าวการริบทรัพย์รั่วไหลออกไปแล้ว เขายิ่งมั่นใจว่าคนสองคนที่อยู่ด้านหลังจูชิงต้องมีลับลมคมใน
"สตรีของจวนตระกูลเซี่ยจะเดินออกมาจากตระกูลจี้ได้อย่างไร"
สวีไหลแค่นยิ้มเหยียดหยาม
"เจ้าหลบไป ข้าต้องตรวจดูตัวตนให้แน่ชัดถึงจะปล่อยพวกเจ้าไปได้"
จูชิงติดตามคุณชายสามเซี่ยมาหลายปี เขารู้สถานการณ์ตรงหน้าดี การแข็งข้อมีแต่จะทำให้เรื่องบานปลาย เขาจึงถอยหลบไปด้านข้างอย่างเปิดเผย
"เชิญใต้เท้าสวีตรวจสอบขอรับ"
สวีไหลไม่เคยเห็นหน้าหลี่ปู้เหยียน
"ชื่ออะไร"
"หลี่ปู้เหยียน"
"ในสมุดรายชื่อมีชื่อของนางไหม"
"เรียนใต้เท้า ไม่มีขอรับ"
"อืม!"
สวีไหลเชิดหน้าขึ้น
"แล้วอีกคนล่ะ ก้าวออกมา ชื่ออะไร"
หลี่ปู้เหยียนเห็นว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแล้ว จึงก้าวถอยหลบไปด้านข้าง
"เยี่ยนซานเหอ"
เยี่ยนซานเหอเงยหน้าขึ้นมา สวีไหลก็ตกใจมาก
เป็นนางนี่เอง!
เขาจ้องมองเยี่ยนซานเหอด้วยสายตาอาฆาต ในใจคิดว่า ข้ากำลังกลุ้มใจที่ไม่มีโอกาสแก้แค้นอยู่พอดี พวกเจ้ากลับรนหาที่มาส่งถึงหน้าประตู ในสถานการณ์แบบนี้...
หึหึ!
เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าใช้หน้าที่การงานมาแก้แค้นส่วนตัวก็แล้วกัน!
เยี่ยนซานเหอเห็นสวีไหลจ้องมองนาง ก็รู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี นางจึงชิงเปิดบทสนทนา
"ข้าไม่ใช่คนตระกูลจี้ ในสมุดรายชื่อไม่มีชื่อของข้าหรอก"
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าอย่างนั้นหรือ สวีไหลตวาดเสียงแข็ง
"เจ้าออกมาจากตระกูลจี้ ก็คือคนตระกูลจี้ เด็กๆ จับตัวไป!"
เหตุการณ์พลิกผันเพียงชั่วพริบตา
คนอื่นยังไม่ทันตั้งตัว ดาบอ่อนที่เอวของหลี่ปู้เหยียนก็ถูกดึงออกมาถือไว้ในมือ ปลายดาบชี้ตวัดไปทางสวีไหล
"ข้าอยากรู้ว่าใครจะกล้า"
แม่ทูนหัวเอ๊ย ทำไมมือเจ้าถึงได้ไวขนาดนี้!
หัวใจจูชิงแทบจะกระดอนหลุดออกจากคอ แต่สีหน้ากลับนิ่งสงบผิดปกติ
"ใต้เท้าสวีโปรดดูให้ดี รอยแผลที่หน้าผากแม่นางเยี่ยนยังอยู่เลย นายท่านเซี่ยไปรับตัวนางออกมาจากกรมอาญาด้วยตัวเอง ใต้เท้าลืมไปแล้วหรือขอรับ"
สมกับเป็นคนข้างกายคุณชายสามเซี่ย ทุกคำพูดล้วนซ่อนคมดาบเอาไว้ เริ่มจากเตือนสติว่าอย่าหลับหูหลับตาพูดปด จากนั้นก็ยกชื่อเซี่ยเต้าจือขึ้นมาข่ม เตือนว่าอย่าทำตัวไม่รู้ความ
พวกตระกูลเซี่ยของเจ้านั่นแหละที่ไม่รู้ความ! ทำร้ายลูกชายข้า พังป้ายชื่อกรมอาญาของข้า ความแค้นนี้ถือโอกาสสะสางกันวันนี้เลยก็แล้วกัน!
"ข้าไม่สนว่านางจะเป็นแม่นางเยี่ยนหรือใครหน้าไหน ออกมาจากตระกูลจี้ถือเป็นความผิดข้อที่หนึ่ง กลางวันแสกๆ พกอาวุธถือเป็นความผิดข้อที่สอง ข่มขู่ขุนนางถือเป็นความผิดข้อที่สาม ขัดขืนการจับกุมถือเป็นความผิดข้อที่สี่"
สวีไหลถลึงตา
"เด็กๆ มัวรออะไรอยู่ รีบจับตัวนางไว้!"
ชิ้ง—
องครักษ์ทุกคนชักดาบออกมาพร้อมกัน
หลี่ปู้เหยียนไม่ลุกลี้ลุกลน ใช้ดาบอ่อนตวัดวาดเป็นแนวโค้งกลางอากาศ
ข้าไม่ได้ลงมือกับใครมานานแล้ว คันไม้คันมือเต็มที เข้ามาเลย ดูสิว่าข้าจะจัดการพวกเจ้าทีละคนได้อย่างไร!
"แม่นางหลี่!"
"หลี่ปู้เหยียน!"
สองเสียงตะโกนห้ามดังขึ้นพร้อมกัน
หลี่ปู้เหยียนหันไปมองเยี่ยนซานเหอ ทำไมล่ะ ไม่ให้ข้าสู้หรือ
"หลี่ปู้เหยียนเป็นสาวใช้ของข้า เพิ่งมาเมืองหลวงได้ไม่กี่วัน ไม่ค่อยรู้ธรรมเนียมของที่นี่เท่าไร พวกเจ้าไม่ต้องจับ พวกเราจะเดินตามไปเอง"
เยี่ยนซานเหอส่ายหน้าเบาๆ น้ำเสียงเย็นชา
จูชิงผ่อนลมหายใจ หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายก็ร่วงหล่นกลับเข้าที่
"ใต้เท้าสวี หากยังไม่รีบเข้าไปในจวนตระกูลจี้ คนที่มีชื่ออยู่ในบัญชีจริงๆ เกรงว่าจะหนีออกทางประตูหลังไปหมดแล้วนะขอรับ"
"พาตัวไป!"
สวีไหลไม่ได้กะจะจับกุมพวกเขาไปทำอะไรจริงๆ หรอก เขาแค่ต้องการอาศัยจังหวะริบทรัพย์ครั้งนี้มากลั่นแกล้งล้างแค้น ทำให้คนตระกูลเซี่ยต้องอับอายก็เท่านั้น
พอเหล่าองครักษ์กรมอาญาได้ยินคำสั่ง ก็เก็บดาบพลิกตัวขึ้นม้า ควบม้าพุ่งทะยานออกไป ทิ้งองครักษ์ไว้หกคน คุมตัวพวกเขาสามคนเดินไปทางประตูหลังจวนตระกูลจี้
"คนผู้นี้กำลังใช้หน้าที่การงานมาแก้แค้นส่วนตัวใช่ไหม"
เยี่ยนซานเหอชี้ไปที่สวีไหลซึ่งควบม้าอยู่ด้านหน้า จูชิงตอบตรงๆ ไม่ได้ ทำได้เพียงพยักหน้า
"พุ่งเป้ามาที่ข้า หรือว่าตระกูลเซี่ยล่ะ"
"..."
จูชิงขยับปากเป็นคำว่า เซี่ย แบบไม่มีเสียง สีหน้าของเยี่ยนซานเหอก็ผ่อนคลายลงทันตา
"ข้าก็บอกแล้วไง ว่าข้ากับคุณหนูไม่ใช่พวกชอบก่อเรื่องเสียหน่อย!"
หลี่ปู้เหยียนแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง
เจ้ายังไม่ก่อเรื่องอีกหรือ!
จูชิงที่ปกติเป็นคนนิ่งขรึม ยังอดไม่ได้ที่จะอยากเลียนแบบท่าทางกลอกตาของคุณชายเผยเลยทีเดียว
....
ในเวลาเดียวกันที่จวนตระกูลจี้ องครักษ์เสื้อแพรเดินเรียงแถวหลั่งไหลเข้าไป มุ่งตรงไปยังเส้นทางฝั่งซ้าย ฝั่งขวา และตรงกลาง
เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ จวนที่เคยเงียบสงบก็วุ่นวายโกลาหล เสียงกรีดร้อง เสียงร้องไห้ เสียงตะคอกด่าทอดังระงมสลับกันไปมา ฟังแล้วชวนให้หนังหัวชา หัวใจเต้นรัว
"ไปเถอะ อยู่ที่นี่เจ้าก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก"
เซี่ยจือเฟยมองใบหน้าเขียวคล้ำของเผยเซ่า
"เฉิงอวี่ ข้าชักจะนึกเสียใจขึ้นมาแล้วสิ"
"เสียใจเรื่องอะไร"
เผยเซ่าเงียบไปชั่วอึดใจ
"เสียใจที่ไม่ได้บอกพวกเขาว่าโลงศพของท่านยายปิดไม่ลง ถ้าพวกเขาได้ยินประโยคนั้นของเยี่ยนซานเหอเหมือนลุงใหญ่ของข้า พวกเขาก็คงจะกัดฟันทนสู้ต่อไปได้"
พอพูดถึงเรื่องนี้ เซี่ยจือเฟยก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา
"ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องนี้ รีบไปกันเถอะ!"
"ไป!"
เผยเซ่ากัดฟันกรอด
คนหนึ่งสวมชุดขุนนางฝ่ายบู๊ อีกคนสวมชุดขุนนางฝ่ายบุ๋น เดินไปทางไหนก็ไม่มีใครกล้าขวาง องครักษ์เสื้อแพรหลายคนเห็นว่าเป็นคุณชายสามเซี่ย ก็ยังเอ่ยปากทักทายเขาด้วยซ้ำ
"ไม่รู้ว่าครั้งนี้ฝ่าบาททรงมีราชโองการมอบหมายให้ใครเป็นผู้นำควบคุมการริบทรัพย์"
เซี่ยจือเฟยทักทายตอบกลับเหล่าองครักษ์ พลางกดเสียงให้ต่ำลง
"เจ้าอยากจะช่วยข้าหาช่องทางหรือ"
เผยเซ่าหันมามอง
"ข้าไม่มีปัญญาขนาดนั้นหรอก!"
เซี่ยจือเฟยคิดไตร่ตรอง
"เดี๋ยวพอเจอเขา พวกเราค่อยไปอ้อนวอนเขาก็แล้วกัน อย่างน้อยก็ขออย่าให้คนตระกูลจี้ต้องทนทุกข์ทรมานมากนัก"
"จริงด้วยสิ!"
เผยเซ่าตบมือเข้าหากัน ใบหน้าปรากฏประกายความหวังขึ้นมาเล็กน้อย
ระหว่างที่พูดคุยกัน ทั้งสองคนก็เดินมาถึงบริเวณหน้าประตูจวน เมื่อมองออกไปก็เห็นองครักษ์เสื้อแพรยืนรวมกลุ่มกันมืดฟ้ามัวดิน
ใต้ร่มไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก มีขุนนางหลายคนยืนล้อมรอบคนผู้หนึ่งอยู่ คนผู้นั้นยืนเอามือไพล่หลัง ทั่วร่างแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายความสูงศักดิ์
เซี่ยจือเฟยสายตาดีเยี่ยม เขามองเพียงแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าคนผู้นั้นคือใคร
"รีบดูสิ ฝ่าบาทส่งเขามาได้อย่างไร"
เซี่ยจือเฟยคว้ามือเผยเซ่าเอาไว้แน่นด้วยความประหลาดใจ
เผยเซ่ามองตามไป คนทั้งร่างก็สั่นสะท้านทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน
เป็นเขาไปได้อย่างไร!
[จบบท]