บทที่ 86: คลี่คลาย
เซี่ยจือเฟยกับเผยเซ่ายังคงยืนตะลึงงันกับเรื่องราวตรงหน้า จู่ๆ เสียงตะโกนด่าทอแหลมปรี๊ดของสตรีก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
"เอามือสกปรกของเจ้าออกไปให้พ้นเดี๋ยวนี้นะ"
"ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรืออย่างไร ข้าบอกให้เอามือสกปรกของเจ้าออกไป"
"บิดาจะลูบคลำแล้วมันจะทำไม มารดาเจ้าเป็นใครกันวะ ไสหัวไปให้พ้นเลยไป"
"ข้านี่แหละแม่ทูนหัวของเจ้า ขืนเจ้ากล้าแตะต้องตัวนางอีกแม้แต่ปลายเล็บ แม่ทูนหัวคนนี้จะเอาชีวิตเจ้าเอง"
ปัง!
โครม!!
โอ๊ย!!!
เสียงเอะอะโวยวายดังลั่น หัวสมองของเซี่ยจือเฟยอื้ออึงไปหมด คล้ายมีเสียงฟ้าผ่าฟาดลงมากลางใจ
"นั่น... นางอย่างนั้นหรือ"
"ก็ใช่น่ะสิ" น้ำเสียงเยี่ยงนี้ต่อให้ร่างแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน เผยเซ่าก็ยังจำได้แม่นยำ "เกิดเรื่องใหญ่แล้วไง"
เซี่ยจือเฟยไม่มีเวลามามัวยืนคิดไตร่ตรองให้มากความ เขาหมุนตัวกลับแล้วพุ่งทะยานออกไปทันที เผยเซ่าหันไปมองขุนนางที่ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ทางนั้นแวบหนึ่ง สลับกับมองแผ่นหลังของเซี่ยจือเฟยที่วิ่งสับขาออกไปไกลแล้ว สุดท้ายเขาก็กัดฟันกรอดแล้ววิ่งตามไปติดๆ
ลึกเข้าไปบริเวณลานด้านในประตูชั้นที่สอง เหล่าสตรีของตระกูลจี้พากันหดตัวซุกอยู่ตามมุมกำแพงด้วยความหวาดผวา บ้างก็มีสีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดราวกับคนตาย บ้างก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไร้เสียง ท่ามกลางวงล้อมที่น่าหดหู่นั้น มีเด็กสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเรือนผมเผ้ายุ่งเหยิง นางซุกใบหน้ามุดเข้ากับอ้อมอกของมารดาบังเกิดเกล้า ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ตรงลานกว้าง องครักษ์เสื้อแพรเจ็ดแปดนายกำลังล้อมกรอบหลี่ปู้เหยียนเอาไว้ตรงกลาง ดาบใหญ่ หอกยาว และดาบอ่อนตวัดฟาดฟันพัวพันกันนัวเนีย ดาบอ่อนในมือของหลี่ปู้เหยียนพลิ้วไหวราวกับมังกรแหวกว่าย แม้จะดูเหมือนไม่มีกระบวนท่าตายตัว ทว่าทุกท่วงท่ากลับแฝงไปด้วยจิตสังหารที่พร้อมจะปลิดชีพศัตรูได้ทุกเมื่อ ความจริงแล้วเพียงแค่เริ่มประมือ นางก็รู้ตัวทันทีว่าองครักษ์เสื้อแพรพวกนี้ล้วนผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม แต่ละคนฝีมือร้ายกาจไม่เบา ตัวนางเองไม่สมควรแส่หาเรื่องใส่ตัวเลยจริงๆ ทว่า...
หางตาของหลี่ปู้เหยียนที่มักจะเจือรอยยิ้มอยู่เสมอพลันหรี่แคบลง มารดาสอนเอาไว้ว่า เกิดเป็นคนอย่ามัวแต่ก้มหัวหดตัวเป็นเต่าในกระดอง ขืนทำตัวเยี่ยงนั้นไปนานวันเข้า จะกลายเป็นสุนัขที่เอาแต่หมอบคลานจนลุกยืนไม่ได้อีกต่อไป
จูชิงยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้างด้วยความอกสั่นขวัญแขวน เขาหันไปกระซิบเสียงเครียด
"แม่นางเยี่ยน รีบห้ามนางทีเถอะขอรับ"
เยี่ยนซานเหอทอดสายตาเย็นชา
"ทำไมข้าต้องห้ามนางด้วยล่ะ"
ไฉนถึงได้กลายเป็นคนหัวทึบไปเสียได้ในเพลานี้ จูชิงร้อนใจจนแทบจะกระทืบเท้า
"องครักษ์เสื้อแพรแค่เจ็ดแปดคนน่ะไม่ใช่ปัญหาหรอกขอรับ แต่ปัญหาคือข้างนอกนั่นยังมีอยู่อีกตั้งเจ็ดแปดร้อยคนนะขอรับ"
"เช่นนั้นก็ต้องยอมปล่อยให้คุณหนูตระกูลจี้ถูกคนรังแก ถูกคนลูบคลำอย่างนั้นหรือ"
เยี่ยนซานเหอตวัดสายตามองสบตาจูชิงเขม็ง
"หากเจ้าเป็นลูกผู้ชายก็เข้าไปช่วยนางสิ แต่ถ้าขี้ขลาดก็หุบปากไปซะ"
ยามนี้จูชิงเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ว่าเหตุใดเวลาที่คุณชายสามของเขาเผชิญหน้ากับเยี่ยนซานเหอถึงได้มักจะต่อบทสนทนาไม่ค่อยติด คนผู้นี้... ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
ในขณะที่จูชิงกำลังร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก เสียงตะโกนดังกึกก้องกัมปนาทก็ดังแหวกอากาศเข้ามา
"หยุดมือเดี๋ยวนี้ คุณชายสามสั่งให้พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้"
เพียงแค่เสียงตวาดเริ่มเปล่งออกมา จูชิงก็ลงมือเคลื่อนไหวทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง เพียงไม่กี่ก้าวก็กระโจนเข้าไปประชิดตัวหลี่ปู้เหยียน อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังชะงักงันงุนงง คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของนางแล้วออกแรงกระชากเหวี่ยงไปด้านหลัง หลี่ปู้เหยียนตีลังกากลางอากาศสองรอบตามแรงดึง ก่อนจะร่อนลงยืนหยัดเคียงข้างเยี่ยนซานเหอได้อย่างมั่นคง
เหตุการณ์พลิกผันเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน กว่าที่องครักษ์เสื้อแพรทั้งเจ็ดแปดนายจะตั้งสติได้ เซี่ยจือเฟยก็พุ่งเข้ามาหยุดยืนประจันหน้าพวกเขาเสียแล้ว เขาประสานมือคารวะพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนดวงตาหยีโค้ง
"พี่ชายทุกท่าน ข้าน้อยเซี่ยจือเฟยจากกองบัญชาการทหารเมืองฝั่งเหนือ น้องสาวบุญธรรมของข้าเป็นคนอารมณ์ร้อน นิสัยวู่วาม หากมีสิ่งใดล่วงเกินไป ข้าต้องขออภัยแทนคนของข้าด้วยนะขอรับ"
หากจะกล่าวว่าในเมืองหลวงไม่มีขุนนางคนใดไม่รู้จักเซี่ยเต้าจือ ในหมู่องครักษ์เสื้อแพรก็ย่อมไม่มีใครไม่รู้จักเซี่ยจือเฟยเช่นกัน ชายหนุ่มผู้นี้อายุยังน้อยแต่กลับได้นั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการกองทัพเมืองฝั่งเหนือได้อย่างมั่นคง
ประการแรก เขาพึ่งพิงบิดาที่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในสภาขุนนาง
ประการที่สอง เขาพึ่งพิงพี่ชายคนโตที่อยู่ในสำนักราชบัณฑิต
ประการที่สาม เขามีวาทศิลป์เป็นเลิศ เจอคนพูดภาษาคน เจอผีพูดภาษาผี รู้จักวางตัวเข้าสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม
ประการที่สี่ เขาเป็นคนใจกว้าง มือเติบ ใช้เงินทองราวกับเศษดินเศษทราย
องครักษ์เสื้อแพรและหน่วยบัญชาการทหารห้าเมืองมักจะต้องทำงานร่วมกันอยู่เสมอ งานใดที่องครักษ์เสื้อแพรทำไม่ทัน หน่วยบัญชาการทหารก็จะรับช่วงต่อ งานใดที่หน่วยบัญชาการทหารยื่นมือเข้าไปจัดการไม่ได้ องครักษ์เสื้อแพรก็จะออกโรงแทน เรียกว่าเงยหน้าก็เจอ ก้มหน้าก็พบ ที่ทำการของทั้งสองหน่วยงานก็ตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก ว่างเว้นจากงานก็มักจะแวะเวียนไปมาหาสู่กัน ดังนั้นจึงมีองครักษ์เสื้อแพรจำนวนไม่น้อยที่คบหาเป็นพี่เป็นน้องกับเขา
เมื่อทุกคนเห็นเขามีท่าทีนอบน้อมเกรงใจ จึงรู้สึกกระดากอายที่จะระเบิดโทสะออกมา หนึ่งในนั้นซึ่งมีความสนิทสนมกับเซี่ยจือเฟยมากที่สุดลอบส่งสายตาให้คุณชายสาม พลางพยักพเยิดหน้าไปทางพื้นด้านข้าง
เซี่ยจือเฟยก้มหน้าลงมอง แล้วก็ต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้าของคนผู้นั้นบวมเป่งราวกับหัวหมู เลือดสดๆ ยังคงไหลทะลักออกจากจมูกและปาก แขนทั้งสองข้างห้อยต่องแต่งไร้เรี่ยวแรง เห็นได้ชัดว่าถูกคนกระชากจนหลุดออกจากเบ้า
ลงมือหนักถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เซี่ยจือเฟยปรายตามองไปทางจูชิงแวบหนึ่ง จูชิงรีบสาวเท้าเข้าไปหาคนผู้นั้นทันที เสียงกระดูกดังกรุบกรับสองครั้ง แขนทั้งสองข้างก็ถูกดันกลับเข้าที่ดังเดิม
แขนเพิ่งจะต่อเข้าที่ ตั๋วเงินสองใบก็ถูกยื่นส่งไปตรงหน้าทันที
"น้องชาย ข้าต้องขอโทษจริงๆ น้องสาวบุญธรรมของข้าคนนี้อารมณ์ร้ายเสียจนแม้แต่บิดาของข้ายังสั่งสอนไม่ได้ ข้าเองก็จนปัญญา ข้าขอเป็นตัวแทนขอขมาเจ้าก็แล้วกัน วันหน้าพวกเราค่อยไปเจอกันที่หอชุนเฟิง เรียกพี่น้องทุกคนมาให้พร้อมหน้าพร้อมตา เดี๋ยวคุณชายสามคนนี้จะจัดโต๊ะสุราเลี้ยงขอขมาพวกเจ้าเอง"
คุณชายสามเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอโทษด้วยตัวเองเชียวนะ... คุณชายสามเป็นฝ่ายเลี้ยงสุราขอขมาด้วยตัวเองเชียวนะ... คุณชายสามคือใครกันล่ะ ต่อให้เจ้าจะไม่สนว่าคุณชายสามเป็นใคร แต่เจ้าจะไม่สนคนหนุนหลังคุณชายสามเลยหรือ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้คุณชายสามก็ยอมลดตัวลงมาง้อต่อหน้าพี่น้องทุกคนขนาดนี้แล้ว ทั้งหน้าตา เกียรติยศ และเงินทองก็มอบให้จนครบถ้วน
คนผู้นั้นยกมือขึ้นปาดเลือดบนใบหน้า ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ
"ข้าจางเฟยเห็นแก่หน้าของคุณชายสามหรอกนะ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นล่ะก็ เรื่องนี้ไม่มีทางจบง่ายๆ แน่"
"น้องจางเฟย ช่างรักเพื่อนพ้องดีแท้"
เซี่ยจือเฟยคว้าหมับเข้าที่บ่าของอีกฝ่ายพร้อมกับยิ้มกว้าง
"สหายอย่างเจ้า คุณชายสามคนนี้ขอคบหาด้วย วันหน้าพวกเราต้องไปมาหาสู่กันให้บ่อยขึ้นแล้วล่ะ"
ใครบ้างจะไม่รู้ว่าคุณชายสามผู้นี้โปรดปรานการพาผู้คนไปเที่ยวเตร่ตามหอนางโลมมากที่สุด นั่งฟังเพลงจิบสุราเคล้านารี จางเฟยนึกในใจว่าการถูกซ้อมครั้งนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก วันหน้าหากได้ติดตามคุณชายสาม ก็คงไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีสตรีให้ลูบคลำอีกแล้ว
"คุณชายสามพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้นนะขอรับ"
"เฮอะ เจ้านี่นะ... คุณชายสามอย่างข้าเคยพูดแล้วคืนคำตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
เซี่ยจือเฟยลอบปรายตามองกลุ่มสตรีตระกูลจี้ รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปาก ในใจกลับแช่งชักว่า วันหน้าคุณชายสามคนนี้จะไปหายาพิษหัวร่อครึ่งก้าวมาให้ไอ้หลานเวรอย่างเจ้ากินซะ
การต่อสู้ดุเดือดที่เกือบจะกลายเป็นการนองเลือด ถูกคลี่คลายลงได้อย่างง่ายดายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำของเซี่ยจือเฟย หลี่ปู้เหยียนเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง
"เจ้านายของเจ้านี่... ร้ายกาจจริงๆ"
จูชิงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเงียบๆ
"แล้วก็ซ่อนตัวตนเอาไว้ลึกมากด้วย"
เยี่ยนซานเหอเอ่ยแทรกขึ้นมาหน้าตาเฉย
จูชิงได้ยินประโยคนั้นก็ค่อยๆ ขยับตัวถอยห่างออกไปเงียบๆ เขาอยากจะอยู่ให้ห่างจากพวกคนฉลาดพวกนี้สักหน่อย
"ช้าก่อน"
ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่นฉันพี่น้อง เสียงเย็นชาเยือกเย็นก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ สวีไหลก้าวเดินทอดน่องเข้ามาด้านหน้า
"คุณชายสามเรียกน้องสาวบุญธรรมคำก็ดี สองคำก็ดี ช่างมีวาสนาเสียจริง"
"โอ๊ะ ที่แท้ก็ใต้เท้าสวีนี่เอง"
เซี่ยจือเฟยปรือตาขึ้นมอง
"ลมอะไรหอบท่านมาถึงจวนตระกูลจี้ได้ล่ะนี่"
"ข้าได้รับราชโองการจากฝ่าบาท ให้มาค้นและริบทรัพย์ตระกูลจี้"
สวีไหลเชิดหน้าขึ้นพูดเสียงดังฟังชัด
"แล้วข้าก็บังเอิญจับโจรสาวถือดาบได้ที่ประตูหลังตระกูลจี้ คุณชายสามบอกว่าเป็นบุตรสาวบุญธรรมของตระกูลเซี่ย ตระกูลเซี่ยที่ขึ้นชื่อเรื่องการศึกษาและระเบียบแบบแผน ไปมีส่วนพัวพันกับโจรสาวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
คำพูดนี้ลากโยงไปด่าทอถึงเซี่ยเต้าจือด้วย
การที่เซี่ยจือเฟยรีบร้อนสั่งให้จูชิงพาสองนายบ่าวคู่นี้ออกไป ก็เพราะกลัวว่านิสัยเลือดร้อนของหลี่ปู้เหยียนจะทนเห็นความโหดร้ายของการริบทรัพย์ไม่ไหว จนต้องมีเรื่องมีราวกับองครักษ์เสื้อแพรเข้า ก่อนหน้านี้เขายังแปลกใจอยู่เลยว่าทำไมจูชิงกับพวกพ้องถึงได้ออกไปตั้งนานแล้วแต่กลับยังอยู่ในจวนตระกูลจี้อีก ยามนี้เขาได้คำตอบแล้ว
"ใต้เท้าสวีอย่าขู่ข้าสิขอรับ น้องสาวบุญธรรมของข้าก็แค่ชอบร่ายรำกระบอง จับหอกจับดาบบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องขี้ขโมยนี่นางไม่ทำหรอกขอรับ แล้วก็ไม่มีความกล้าพอที่จะทำด้วย"
"ไม่มีความกล้าอย่างนั้นหรือ"
สวีไหลแค่นยิ้มแต่แววตาไร้ซึ่งรอยยิ้ม
"ถ้าอย่างนั้นป้ายชื่อกรมอาญาของข้า มันปลิวหล่นลงมาเองเพราะโดนลมพัดหรืออย่างไรกัน"
[จบบท]