บทที่ 1 : มาเยือนเมืองอวิ๋นเฉิงครั้งแรก
ปลายเดือนแปด ดวงอาทิตย์สาดแสงจ้าอยู่กลางกระหม่อม คลื่นความร้อนพัดม้วนตัวปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองเล็กๆ แห่งนี้
บริเวณหน้าประตูที่ดูเก่าซอมซ่อบนชั้นสองของสถานีอนามัยใจกลางเมือง มีเด็กสาวคนหนึ่งยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางเกียจคร้าน เธอสวมเสื้อเชิ้ตลายสกอตสีขาวดำแบบเรียบง่าย จังหวะที่ก้มหน้าลงมา ปกเสื้อก็ขยับเอียงไปเล็กน้อย
แขนเสื้อทั้งสองข้างถูกพับทบขึ้นมาลวกๆ อย่างไม่ใส่ใจ ท่อนล่างสวมกางเกงยีนส์เอวต่ำที่ดูเก่าซีดจางไปบ้าง และเพราะการขยับตัวเมื่อครู่ ทำให้เผยให้เห็นช่วงเอวที่คอดกิ่วและขาวเนียนสะดุดตา รูปร่างหน้าตาของเธอช่างโดดเด่นสะกดสายตาผู้คนมากจริงๆ
พยาบาลสาวสังเกตเห็นว่ามีผู้ชายเดินผ่านหน้าเด็กสาวคนนี้เป็นรอบที่สามแล้ว เธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปยื่นอมยิ้มให้เด็กสาวแท่งหนึ่ง พร้อมกับบุ้ยปากไปทางห้องพักผู้ป่วย
"หร่านหร่าน พ่อกับแม่ของเธอมาแล้วเหรอ?"
ฉินหร่านก้มหน้าลง ฉีกเปลือกทอฟฟี่ออกช้าๆ ขนตาแพรยาวปรกตกลงมาเล็กน้อย จังหวะที่คาบอมยิ้มเข้าไปในปาก เธอถึงได้หรี่ตาขึ้นมามอง
"มั้งคะ"
พยาบาลสาวเดาะลิ้นเบาๆ
"ดูไม่ออกเลยนะ"
เมื่อพูดจบประโยคเธอก็ถือแฟ้มประวัติคนไข้แล้วเดินจ้ำอ้าวจากไปอย่างเร่งรีบ
คนในห้องพักผู้ป่วยก็คือพ่อและแม่แท้ๆ ของฉินหร่าน พวกเขาคือหนิงฉิงกับฉินฮั่นชิว
ทั้งสองคนหย่าร้างกันไปตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนแล้ว ฉินหร่านจึงอาศัยอยู่กับยายมาโดยตลอด จนกระทั่งครึ่งเดือนก่อนยายล้มป่วยลงและมีความจำเป็นต้องทำเรื่องย้ายโรงพยาบาล หนิงฉิงกับฉินฮั่นชิวถึงได้ยอมกลับมาที่นี่
ฉินหร่านเอนแผ่นหลังพิงกำแพง ขาข้างหนึ่งงอขึ้นมาเล็กน้อย ยืนฟังบทสนทนาด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก
แม้จะมีบานประตูกั้นเอาไว้ แต่ก็ยังได้ยินน้ำเสียงของหนิงฉิงที่เย็นชาดังลอดออกมา
"ฉินฮั่นชิว อาการของแม่ฉันหนักมาก ฉันจะพาแม่ไปรักษาตัวที่เมืองอวิ๋นเฉิง"
ฉินฮั่นชิวหันไปมองอดีตภรรยา แววตาของเขาดูซับซ้อน คาดเดาไม่ออกว่ากำลังประชดประชันหรือคิดอะไรอยู่กันแน่
"หร่านหร่านถูกไล่ออกจากโรงเรียนแล้ว ที่เมืองหนิงไห่ไม่มีโรงเรียนไหนยอมรับลูกเข้าเรียนอีก คุณก็พาลูกกลับไปที่ตระกูลหลินด้วยเลยสิ ตระกูลหลินกว้างขวางออก ยังไงก็หาโรงเรียนดีๆ ให้ลูกได้อยู่แล้ว"
"ฉันพาอวี่เอ๋อร์แต่งงานเข้าตระกูลหลินไปคนหนึ่งแล้ว คุณยังจะให้ฉันหอบตัวภาระกลับไปอีกคนเหรอ คนตระกูลหลินจะมองฉันยังไง"
หนิงฉิงเริ่มรู้สึกรำคาญที่อดีตสามีคอยแต่จะหาเรื่องกวนใจ เด็กอย่างฉินหร่าน คิดว่านึกอยากจะหาที่เรียนให้ก็หาได้ง่ายๆ หรือไงกัน
พอพูดถึงเรื่องนี้ ฉินฮั่นชิวก็แสดงความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน
"ตอนนั้นผมก็อยากจะพาอวี่เอ๋อร์ไปอยู่ด้วยเหมือนกัน คุณไม่เอาหร่านหร่านแล้วจะมาโยนให้ผมเหรอ"
ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกันสองคน คือฉินหร่านกับฉินอวี่ ทั้งคู่อายุห่างกันเพียงแค่หนึ่งปี แต่กลับมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวในทุกๆ ด้าน
ตอนที่ตัดสินใจหย่าร้างกัน ทั้งสองคนต่างก็ทะเลาะเบาะแว้งกันใหญ่โตเพื่อแย่งสิทธิ์ในการเลี้ยงดูฉินอวี่ สุดท้ายเป็นเพราะฉินอวี่เลือกที่จะไปอยู่กับผู้เป็นแม่ คดีความเรื่องสิทธิ์การเลี้ยงดูถึงได้จบลง
แต่ในตอนนั้นกลับไม่มีใครต้องการฉินหร่านเลย ทั้งพ่อและแม่ต่างก็เกี่ยงกันไปมาและทอดทิ้งเด็กสาวอย่างไม่ไยดี เฉินซูหลานผู้เป็นยายเห็นหลานสาวน่าสงสาร จึงรับหน้าที่เลี้ยงดูฉินหร่านมาตามลำพังตลอดสิบสองปีเต็ม
ภายในห้องพักผู้ป่วย หนิงฉิงจ้องมองใบหน้าของฉินฮั่นชิวด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับฉินอวี่แล้ว ใครกันจะอยากรับเด็กที่เอาแต่ชกต่อยมีเรื่องไปวันๆ ไปเลี้ยงดู
ยิ่งถ้าต้องพากลับไปอยู่ในสังคมชั้นสูง มีหวังได้ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้ง่ายๆ หนิงฉิงจึงรู้สึกต่อต้านและไม่อยากรับฉินหร่านไปอยู่ด้วยเลยแม้แต่น้อย
ฉินฮั่นชิวเป็นเด็กที่ถูกแก๊งลักพาตัวจับตัวมาขายที่เมืองนี้ตั้งแต่ยังเด็ก เขาเป็นเพียงแค่ไอ้หนุ่มยากจนคนหนึ่งเท่านั้น แต่เฉินซูหลานกลับถูกชะตาและเลือกเขามาเป็นลูกเขย
ทว่าแต่งงานกันได้เพียงไม่กี่ปี หนิงฉิงก็ทนความไม่เอาไหนของเขาไม่ได้อีกต่อไป วันๆ ชายหนุ่มเอาแต่ไปแบกอิฐทำงานก่อสร้างตามไซต์งาน หนิงฉิงจึงตัดสินใจขอหย่าขาดจากเขา
หลังจากหย่าร้างกัน หนิงฉิงก็พาฉินอวี่ไปแต่งงานใหม่กับเศรษฐีในเมืองอวิ๋นเฉิง ส่วนฉินฮั่นชิวเองก็รีบแต่งงานใหม่เช่นเดียวกัน แถมยังมีลูกชายกับภรรยาคนปัจจุบันอีกหนึ่งคน ชีวิตครอบครัวกำลังเป็นไปได้สวย
ฉินฮั่นชิวในตอนนี้ไม่มีอะไรจะต้องเสียแล้ว หนิงฉิงจึงกลัวว่าเขาจะไปสร้างความวุ่นวายที่บ้านตระกูลหลินจริงๆ ซึ่งมันคงจะทำให้เธอต้องอับอายขายหน้ามากกว่าเดิม หญิงสาวจึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน ยอมพาฉินหร่านกลับไปที่เมืองอวิ๋นเฉิงด้วยความไม่เต็มใจ
"หร่านหร่าน ลูกเองก็..."
เมื่อฉินฮั่นชิวเดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วยและเห็นฉินหร่านยืนอยู่ ชายหนุ่มก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมา
"ตระกูลหลินเขามีเงิน ลูกตามแม่ไปอยู่ที่นั่นเถอะ พวกเขาต้องหาโรงเรียนดีๆ ให้ลูกเรียนต่อม.ปลายปีสามได้แน่ ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยซ้ำ"
ด้วยผลการเรียนของฉินหร่านในตอนนี้ จะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ยังไง ฉินฮั่นชิวก็แค่พูดปลอบใจไปอย่างนั้นเอง
ตอนนี้ฉินฮั่นชิวต้องเลี้ยงดูลูกชายอีกคน ภาระค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่ย่อยๆ บ้านในตัวเมืองก็ยังไม่ได้ซื้อ เขาจึงต้องคิดถึงอนาคตของครอบครัวเอาไว้ก่อน
ก่อนจะมาที่นี่ ภรรยาคนปัจจุบันของเขาก็ได้กำชับเอาไว้แล้ว ว่าห้ามพาฉินหร่านกลับไปอยู่ที่บ้านด้วยเด็ดขาด
ฉินหร่านเอนแผ่นหลังพิงกำแพง บนโถงทางเดินของสถานีอนามัยไม่มีเครื่องปรับอากาศ อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้อึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
เด็กสาวก้มหน้าลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามกระดุมเม็ดที่สองตรงปกเสื้อซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหยกสีขาว
นิ้วมือของเธอเรียวยาว ไร้ซึ่งร่องรอยหยาบกร้านใดๆ ผิวพรรณขาวเนียนราวกับหยกมันแพะที่แฝงไปด้วยความเย็นเยือก ทว่าใบหน้าที่สวยงามโดดเด่นนั้นกลับดูเย็นชาและแฝงไปด้วยความหงุดหงิด
เธอไม่สนใจสิ่งที่ฉินฮั่นชิวพูดเลยแม้แต่น้อย หลังจากปลดกระดุมเม็ดนั้นออกแล้ว เด็กสาวก็หรี่ตาลงทันที
สายตาของเธอจับจ้องไปยังหน้าต่างบนโถงทางเดินที่อยู่ตรงข้าม นัยน์ตาสะท้อนประกายความเย็นชาออกมาให้เห็น
ห่างจากหน้าต่างบานนั้นไปเพียงไม่กี่เมตร เป็นห้องพักแพทย์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ภายในห้องนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ เขาสวมเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดตาดูเคร่งขรึม ใบหน้าหล่อเหลาหมดจด รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม
เขาคือหัวหน้าแพทย์คนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาประจำการที่สถานีอนามัยแห่งนี้ นามว่า เจียงตงเยี่ย
เจียงตงเยี่ยปรายตามองไปยังโซฟาสั่งทำพิเศษที่ดูหรูหราขัดกับสภาพของสถานีอนามัยอย่างสิ้นเชิง
บนโซฟาตัวนั้นมีชายหนุ่มอีกคนนอนเอนกายอยู่ ปลายนิ้วเรียวยาวได้รูปคีบบุหรี่เอาไว้ ควันสีเทาจางๆ ลอยอวลขึ้นมาในอากาศ
เขาวางพาดท่อนแขนไปตามพนักพิงอย่างเป็นธรรมชาติ สายตาจับจ้องไปที่จุดใดจุดหนึ่งนิ่งงันอยู่นานนับครึ่งนาที
เจียงตงเยี่ยจึงมองตามสายตาของอีกฝ่ายออกไปด้านนอก
"มองอะไรอยู่ครับ"
ชายหนุ่มในชุดเชิ้ตผ้าไหมสีดำนั่งพิงพนักโซฟาด้วยท่าทางผ่อนคลาย เขาหัวเราะเบาๆ
"เอวเล็กดีนะ"
เขาเอียงคอเล็กน้อย สันจมูกโด่งเป็นสันรับกับผิวที่ขาวจัด นัยน์ตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง ขนตาที่ยาวมากบดบังแววตาเอาไว้ ทำให้ดูเลือนรางและเย็นชาจนเกินไป
เหมือนกับว่าเขาเพิ่งจะตื่นนอน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงค่อนข้างแหบพร่า แต่ก็ยังคงความเย็นชาเอาไว้อย่างไม่ปิดบัง สัมผัสได้ถึงความเหินห่างและไม่แยแสต่อสิ่งใด
"ครับ?"
เจียงตงเยี่ยพลิกหน้าประวัติคนไข้ในมือ เขาได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูดไม่ค่อยถนัดนัก
ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมามองและได้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ติของคนตรงหน้า เขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกหนุ่มสาวในเมืองหลวงถึงได้คลั่งไคล้คุณชายสามคนนี้นักหนา
"ไม่ใช่เรื่องของนายหรอก"
เฉิงเจวี้ยนเหยียดเรียวขายาวตรง เอนหลังพิงพนักโซฟาพลางหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็พูดขึ้นมา
"อีกสองสามวัน ภารกิจทางนี้เสร็จเมื่อไหร่ นายก็กลับเมืองหลวงไปซะ"
"แล้วคุณล่ะครับ"
เจียงตงเยี่ยดึงสติกลับมาแล้วถามกลับไป
ปลายนิ้วเรียวยาวขยี้บุหรี่ลงในที่เขี่ยบุหรี่จนดับสนิท
เฉิงเจวี้ยนลุกขึ้นยืนอวดเรียวขายาวตรง นัยน์ตาที่หรี่ลงเล็กน้อยถูกปกคลุมไปด้วยความลึกลับซับซ้อน
เขายกมือขึ้นมาปัดเถ้าบุหรี่ที่ไม่ได้มีอยู่จริงบนเสื้อผ้าของตัวเองออก ก่อนจะตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ
"มีภารกิจอื่นต่อน่ะ"
รถของหนิงฉิงจอดรออยู่ด้านล่างสถานีอนามัยของเมือง เป็นรถบีเอ็มดับเบิลยูสีดำที่ติดป้ายทะเบียนของเมืองอวิ๋นเฉิง
หลังจากหนิงฉิงพูดคุยกับหมอเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็พาฉินหร่านและเฉินซูหลานเดินทางกลับไปที่เมืองอวิ๋นเฉิงทันที
"ตระกูลหลินมีกฎระเบียบเยอะแยะไปหมด อย่าเอาพวกนิสัยเสียของลูกไปใช้ที่ตระกูลหลิน ได้ยินไหม"
หนิงฉิงหันหน้าไปมองลูกสาวพลางยกมือขึ้นนวดคลึงหัวคิ้ว
ฉินหร่านพกกระเป๋าเป้สีดำมาเพียงแค่ใบเดียว เธอวางกระเป๋าไว้บนตัก นัยน์ตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งด้วยความง่วงงุน เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนัก
เธอนั่งชันเรียวขาที่ทั้งเล็กและยาวตรงขึ้นมา ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายความดื้อรั้นและไม่แยแสต่อสิ่งใดออกมาอย่างชัดเจน ไม่รู้เลยว่าเธอรับฟังสิ่งที่ผู้เป็นแม่พูดบ้างหรือเปล่า
"ง่วงขนาดนั้นเลยเหรอ เมื่อคืนไปทำตัวเป็นขโมยมาหรือไง"
ตลอดสิบสองปีที่ใช้ชีวิตเป็นคุณนายของตระกูลหลิน ท่าทางการแสดงออกของหนิงฉิงในตอนนี้จึงเต็มไปด้วยความสง่างาม
และสิ่งที่เธอเกลียดชังมากที่สุด ก็คือนิสัยดื้อรั้นหัวรั้นของฉินหร่านที่ถอดแบบมาจากฉินฮั่นชิวเหมือนกันเลย
ฉินหร่านล้วงหูฟังสีดำออกมาจากกระเป๋าเสื้อเพื่อจะใส่หูของตัวเอง เธอตอบกลับด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ
"ไปเล่นเกมที่ร้านเน็ตมาทั้งคืนค่ะ"
ในจังหวะที่เธอเงยหน้าขึ้น หูฟังที่ห้อยอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ก็ลื่นหลุดเข้าไปในคอเสื้อและพาดอยู่บนลำคอ
"ลูก... ต่อไปนี้ห้ามไปร้านเน็ตอีกนะ"
หนิงฉิงมองท่าทางเหลวไหลไม่เอาถ่านของลูกสาวแล้วขบกรามแน่น
"อย่ามาดื้อรั้นกับแม่นะ ถ้าลูกทำตัวดีได้สักหนึ่งในสิบของอวี่เอ๋อร์ แม่ก็คงไม่ต้องมาคอยพร่ำบ่นแบบนี้หรอก ตระกูลหลินไม่ใช่บ้านยายของลูกนะ คำพูดและการกระทำของลูกจะส่งผลกระทบต่อหนูอวี่ ถ้าลูกไม่อยากได้ดี ก็อย่ามาลากน้องไปซวยด้วย"
พอคิดว่าจะต้องไปวิ่งเต้นหาเส้นสาย เพื่อขอร้องให้หลินฉีฝากฝังฉินหร่านเข้าเรียนในชั้นม.ปลายปีสาม หนิงฉิงก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจมากขึ้นไปอีก
ด้วยประวัติของฉินหร่านในตอนนี้ ต่อให้พลิกแผ่นดินหาทั่วทั้งเมืองอวิ๋นเฉิง ก็คงไม่มีโรงเรียนไหนยอมรับเธอเข้าเรียนอย่างแน่นอน
เมื่อหลายปีก่อน เธออาศัยรูปร่างหน้าตาที่สะสวยของตัวเอง แต่งงานกับหลินฉี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่งจะสูญเสียภรรยาไป
ตอนเด็กๆ ฉินอวี่เป็นเด็กที่ฉลาดหลักแหลมมาก หน้าตาก็น่ารักน่าเอ็นดู แถมยังมีผลการเรียนดีเลิศและพรสวรรค์โดดเด่น เธอไม่เคยทำให้คนในตระกูลหลินต้องหนักใจเรื่องการเรียนของเธอเลยสักครั้งเดียว
ไม่ว่าจะเอาไปเปรียบเทียบกับใคร เธอก็มักจะเป็นลูกบ้านอื่นที่ใครๆ ต่างก็เอ่ยปากชมเสมอ
คนตระกูลหลินเองก็พึงพอใจในตัวฉินอวี่มาก หนิงฉิงจึงรู้สึกภูมิใจมากที่ได้พาฉินอวี่แต่งงานเข้ามาในตระกูลหลินด้วย
แต่พอคิดว่าต่อไปจะต้องพาฉินหร่านเข้าไปอยู่ในตระกูลหลินด้วยอีกคน หนิงฉิงก็รู้สึกเครียดจนกินข้าวกลางวันไม่ลงเลยทีเดียว
ช่วงเวลาสี่โมงเย็น รถบีเอ็มดับเบิลยูสีดำก็แล่นมาจอดที่หน้าคฤหาสน์ของตระกูลหลินในเมืองอวิ๋นเฉิง
"คุณผู้หญิง"
คนที่มาเปิดประตูให้คือหญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อสีฟ้า เมื่อเธอเห็นเฉินซูหลานและฉินหร่านที่เดินตามหลังหนิงฉิงมา แววตาของเธอก็ฉายแววประหลาดใจออกมา
หนิงฉิงรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอก เธอหงุดหงิดจนแทบจะทนไม่ไหว
"ป้าจาง พาแม่กับหร่านหร่านเข้าไปข้างในทีนะ อวี่เอ๋อร์ใกล้จะเลิกเรียนแล้ว ฉันจะไปรับลูก"
ปกติแล้วจะมีคนขับรถของตระกูลหลินคอยไปรับไปส่งฉินอวี่เสมอ แต่ที่วันนี้หนิงฉิงลงทุนไปรับด้วยตัวเอง พูดกันตามตรงก็คือเธอกำลังอารมณ์เสีย และไม่อยากทนเห็นหน้าฉินหร่านอยู่ในบ้าน จึงอยากจะออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้าง
ป้าจางมองตามแผ่นหลังของหนิงฉิงที่เดินจากไป จากนั้นก็หันมามองทั้งสองคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
"คุณผู้เฒ่า คุณหนูฉิน"
เธอกวาดสายตามองสำรวจทั้งสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างระแวดระวัง ก่อนจะเอ่ยปากเชิญให้เข้าไปด้านใน
"เข้ามาสิคะ"
พูดจบเธอก็หันหลังเดินนำหน้าไปทันที ในมุมที่ทั้งสองคนมองไม่เห็น ป้าจางก็แอบเบะปากด้วยความเหยียดหยาม
เฉินซูหลานเดินตามเข้ามาด้านใน พลางทอดสายตามองดูการตกแต่งสไตล์ยุโรปที่ดูหรูหราโอ่อ่า
นิ้วมือของหญิงชราเผลอกำชายเสื้อของตัวเองเอาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องโถง ป้าจางก็กำลังจะหยิบรองเท้าแตะออกมาให้เปลี่ยน
แต่กลับเห็นว่าเฉินซูหลานเดินสวมรองเท้าเหยียบเข้าไปในบ้านทั้งอย่างนั้นเลย
หลังจากที่เฉินซูหลานก้าวเท้าเข้าไปแล้ว เธอถึงได้รู้สึกว่าป้าจางกำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาตกตะลึง
ถึงแม้เธอจะเป็นชาวบ้านจากต่างจังหวัด แต่เธอก็เป็นคนรักความสะอาดมาตลอด บนรองเท้าและเสื้อผ้าของเธอแทบจะไม่มีฝุ่นเกาะอยู่เลยด้วยซ้ำ
สายตาของป้าจางที่จ้องมองมาทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกหนามทิ่มแทงอยู่ข้างหลัง แต่เพราะหลานสาวยืนอยู่ข้างๆ เฉินซูหลานจึงพยายามเมินเฉยต่อสายตานั้น และยืดหลังตรงอย่างสง่าผ่าเผย
เธอถอยหลังกลับมาหนึ่งก้าวเพื่อจะเปลี่ยนรองเท้า แต่กลับเห็นว่าป้าจางเก็บรองเท้าแตะยัดกลับเข้าไปในตู้เหมือนเดิมแล้ว
ตระกูลหลินมีห้องพักแขกอยู่หลายห้อง ป้าจางเองก็ยังเดาท่าทีของหนิงฉิงไม่ออก จึงพาทั้งสองคนขึ้นไปพักที่ห้องพักแขกบนชั้นสาม
ตรงหัวมุมชั้นสอง มีห้องห้องหนึ่งเปิดประตูแง้มเอาไว้ เผยให้เห็นไวโอลินราคาแพงที่ตั้งอยู่ด้านในเพียงแค่มุมเดียว
ฉินหร่านปลายตามองเข้าไปในห้องนั้น
ป้าจางปรายตามองฉินหร่านแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"นั่นห้องซ้อมดนตรีของคุณหนูรองค่ะ"
ฉินหร่านเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เดินตามหลังป้าจางไปด้วยท่าทีเกียจคร้าน พลางคิดในใจอย่างไม่ใส่ใจนัก ดูท่าทางแล้วฉินอวี่คงจะเป็นที่รักของคนในตระกูลหลินมากทีเดียว
สภาพของห้องพักแขกบนชั้นสามดูเรียบง่ายไม่โดดเด่นอะไร
"นี่คือห้องน้ำ เครื่องทำน้ำอุ่นใช้เป็นใช่ไหมคะ"
ป้าจางเปิดประตูห้องน้ำเพื่อแนะนำการใช้งาน ทำท่าทางราวกับว่าคนที่เธอกำลังคุยด้วยเป็นพวกคนป่าล้าหลังที่ไม่เคยเห็นเทคโนโลยีมาก่อน
ฉินหร่านนั่งลงบนโต๊ะเตี้ยๆ ชันเข่าข้างหนึ่งขึ้นมา มือข้างหนึ่งเขี่ยดอกไม้ที่ประดับอยู่บนโต๊ะเล่นอย่างสบายอารมณ์ แขนเสื้อของเธอถูกพับขึ้นไปเหนือข้อมือ เผยให้เห็นข้อมือเรียวเล็กที่ขาวสะอาด
"พวกคุณพักผ่อนกันไปก่อนนะคะ ถ้าต้องการอะไรก็เรียกฉันได้เลย ฉันขอตัวลงไปข้างล่างก่อน"
หลังจากที่ป้าจางอธิบายข้อควรระวังต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็เดินลงไปช่วยงานในห้องครัว
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินจากไปแล้ว ฉินหร่านก็เดินไปล็อกประตูห้อง
เฉินซูหลานกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่ตกแต่งอย่างสวยงามและสะอาดสะอ้าน หญิงชราใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาแล้วพูดขึ้น
"ป้าจางคนนี้ดูท่าทาง... คบหาด้วยง่ายอยู่นะ ต่อไปนี้... หลานกับแม่... เฮ้อ"
ฉินหร่านเทข้าวของในกระเป๋าเป้ออกมากองไว้บนโต๊ะ
พอได้ยินผู้เป็นยายพูดแบบนั้น เด็กสาวก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยโดยไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป
เฉินซูหลานเห็นฉินหร่านกำลังรื้อของอยู่ จึงไม่ได้เอ่ยปากรบกวนอะไรอีก หลานสาวคนนี้มักจะมีของแปลกๆ ประหลาดๆ เยอะแยะไปหมด
คราวก่อนที่มาด้วยกัน หญิงชราเคยเห็นปืนกระบอกหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ มันสะท้อนแสงเงาวาววับดูน่าเกรงขามจนทำเอาเฉินซูหลานตกใจแทบแย่ แต่หลังจากนั้นฉินหร่านก็บอกว่ามันเป็นแค่ปืนของเล่นจำลองเท่านั้น
ฉินหร่านนั่งชันเข่าอยู่บนโต๊ะ จัดเรียงข้าวของที่เทออกมาจากกระเป๋าเป้ มีแล็ปท็อปเครื่องหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่โลโก้ สภาพของมันดูใหม่เอี่ยมแต่ไม่มีแบรนด์ เด็กสาววางมันลงบนโต๊ะอย่างลวกๆ แล้วไม่ได้สนใจมันอีก
จากนั้นเธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือที่ดูหนาเทอะทะออกมาอีกเครื่อง
ก่อนจะโยนมันลงบนโต๊ะไปอยู่รวมกับของชิ้นอื่นๆ
ข้าวของของเธอมักจะวางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบอยู่เสมอ เด็กสาวคุ้ยหาของในกองจนเจอขวดพลาสติกสีขาวขวดหนึ่ง
ตอนที่หยิบขวดใบนั้นขึ้นมาก็มีเสียงน้ำกระเพื่อมอยู่ข้างใน ภายนอกขวดมีแค่ตัวอักษร Q พิมพ์ใหญ่ที่ถูกวาดด้วยปากกาสีดำอย่างลวกๆ และยังมีกระดาษโพสต์อิตแผ่นหนึ่งแปะติดเอาไว้ด้วย
ฉินหร่านดึงกระดาษโพสต์อิตแผ่นนั้นออกมา บนกระดาษมีตัวอักษรยึกยือเขียนเอาไว้เป็นแถวยาว หากคนอื่นมาเห็นคงคิดว่าเป็นแค่รหัสที่ถูกเขียนมั่วๆ เธอจ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็โยนทิ้งไปข้างๆ
ในมือของเธอถือขวดพลาสติกสีขาวเอาไว้ เด็กสาวหันไปมองเฉินซูหลานแวบหนึ่ง เธอลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจยัดขวดใบนั้นกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ
ผ่านไปได้ไม่นาน ป้าจางก็เดินขึ้นมาเคาะประตู
"นายท่านกับคุณชายใหญ่กลับมาแล้วค่ะ ตอนนี้รออยู่ข้างล่าง อยากจะพบพวกคุณสักหน่อย"
ที่ชั้นล่าง หลินฉีและหลินจิ่นเซวียนกำลังคุยกันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ในเมื่อจะต้องรับลูกสาวอีกคนกลับมาอยู่ด้วย หนิงฉิงจึงไม่มีความกล้าพอที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ตามลำพัง ตอนที่อยู่สถานีอนามัย เธอจึงโทรศัพท์มาปรึกษากับหลินฉีไว้ล่วงหน้าแล้ว
"ได้ยินมาว่าดรอปเรียนไปหนึ่งปี แถมยังเคยถูกจดบันทึกความผิดร้ายแรงที่โรงเรียนเก่าอีก เป็นเด็กหัวรั้นน่าดู การจะฝากฝังให้เข้าไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งคงจะเหนื่อยหน่อย"
เมื่อหลินฉีนึกถึงคำขอร้องของหนิงฉิง เขาก็ขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความหนักใจ
เดิมทีเขาคิดว่าในเมื่อฉินอวี่เป็นเด็กดีและว่าง่ายขนาดนี้ พี่สาวของเธอก็คงจะนิสัยไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ตอนนั้นเขาจึงไม่ได้ซักถามอะไรให้มากความ
แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องยุ่งยากไปเสียแล้ว ตระกูลหลินไม่เคยมีใครที่มีประวัติด่างพร้อยขนาดนี้มาก่อนเลย
หลินจิ่นเซวียนมีสีหน้าเรียบเฉย แขนข้างหนึ่งพาดอยู่บนพนักโซฟา เขาเอียงคอเล็กน้อยขณะพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์มือถือ ดูเหมือนว่าเขากำลังคุยกับใครบางคนอยู่
ตอนที่หลินฉีกำลังพูด ชายหนุ่มแทบจะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลยด้วยซ้ำ เขาไม่รู้สึกสนใจฉินหร่านคนที่หลินฉีกำลังพูดถึงเลยสักนิด
ทว่าพอได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากทางบันได เขาก็เหลือบตาขึ้นไปมองอย่างไม่ตั้งใจ
ชายหนุ่มถึงกับชะงักไปทันที
[จบบท]