บทที่ 33 : เธอทำไปให้ใครดูกัน?
หญิงสาวค่อยๆ ถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างเชื่องช้า ท่าทางของเธอในยามนี้ดูเกียจคร้านไม่ยี่หระต่อสิ่งใด นัยน์ตาคู่สวยหรี่มองเจี่ยงหานเพียงเล็กน้อย ก่อนที่เสียงหัวเราะทุ้มต่ำแหบพร่าจะดังลอดออกมาจากลำคอ
เพียงเสี้ยววินาทีนั้นเอง เจี่ยงหานก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว สัญชาตญาณในใจกรีดร้องเตือนถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา รูม่านตาของเธอหดเกร็งด้วยความหวาดกลัว สองเท้าก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติเพราะอยากจะหนีไปจากตรงนี้ให้พ้น!
ทว่าเธอยังไม่ทันจะได้ก้าวถอยหลังไปมากกว่านั้น ร่างทั้งร่างก็ถูกเรี่ยวแรงมหาศาลบีบรัดเอาไว้แน่น ฝ่ามือของใครบางคนพุ่งเข้ามากระแทกเข้าที่ลำคอ ก่อนจะเหวี่ยงร่างของเธอไปอัดกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างแรง
เรี่ยวแรงในร่างกายของเธอสูญหายไปจนแทบจะยืนไม่อยู่
มือข้างหนึ่งของฉินหร่านยังคงกดร่างของเจี่ยงหานเอาไว้กับกำแพง ส่วนขาอีกข้างก็ตวัดเตะเด็กผู้หญิงอีกสองคนจนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น จากนั้นเธอก็เบือนหน้าไปมองเด็กผู้หญิงคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ พร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ แล้วหัวเราะออกมา
"ว่าไง จะเอาอีกไหม?"
เด็กวัยรุ่นผู้หญิงผู้ชายในวัยนี้ เวลาลงไม้ลงมือทะเลาะวิวาทกันก็มักจะทำไปตามอารมณ์โดยไม่มีทักษะหรือกระบวนท่าอะไรเลย ซึ่งในสายตาของฉินหร่านแล้ว การกระทำพวกนี้ก็เป็นเพียงแค่การเล่นสนุกของเด็กกวนเมืองเท่านั้น
"พอแล้ว อย่าตีกันเลยนะ"
เสียงของใครบางคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับมือที่เอื้อมมาดึงแขนเสื้อของเธอเอาไว้เบาๆ
คนที่พูดก็คือพานหมิงเยว่นั่นเอง
ฉินหร่านไม่ได้พูดตอบโต้อะไรกลับไป เธอเพียงแค่หลุบสายตาลงต่ำ ดวงตาคู่สวยจ้องมองเจี่ยงหานที่ถูกกดติดกำแพงด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยไร้อารมณ์
เหงื่อเย็นผุดซึมขึ้นมาบนหน้าผากของเจี่ยงหาน หญิงสาวตรงหน้ามัดผมเอาไว้หลวมๆ ปอยผมบางส่วนร่วงหล่นลงมาปรกใบหน้าด้านข้างตามจังหวะที่เธอก้มศีรษะลงมา และหยุดนิ่งอยู่ที่บริเวณริมฝีปาก
ดวงตาคู่นั้นสวยงามชวนมอง ทว่าแววตาที่จ้องมองมากลับดุดันราวกับอาบชโลมไปด้วยเลือดสดๆ เพียงแค่เผลอสบตาเข้าก็ทำให้รู้สึกหวาดหวั่นจนแทบหยุดหายใจ
เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้คนที่พักอยู่ในหอพักห้องอื่นๆ เริ่มรับรู้สถานการณ์กันเกือบหมดแล้ว
อู๋เหยียนเองก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ในใจ แต่เมื่อเธอหันไปมองสภาพของเจี่ยงหานและพรรคพวก เธอก็ยังคงตัดสินใจยืนอยู่ตรงริมประตูแล้วพูดขึ้นมา
"ฉินหร่าน เลิกบ้าได้แล้ว ฉันจะไปตามผู้ดูแลหอพัก..."
ฉินหร่านยกเท้าขึ้นถีบประตูห้องพักข้างๆ อย่างแรง
"ปัง——"
บานประตูกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างรุนแรงก่อนจะเด้งกลับมา จนทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ
ตอนนี้อย่าว่าแต่อู๋เหยียนจะไม่กล้าขยับปากพูดอะไรออกมาเลย แม้แต่นักเรียนคนอื่นๆ ในชั้นนี้ก็พากันเงียบกริบจนแทบจะไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ
ฉินหร่านมีรูปร่างที่สูงกว่าเจี่ยงหานเล็กน้อย เธอค่อยๆ คลายมือที่บีบลำคอของอีกฝ่ายออกช้าๆ จากนั้นก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ
เวลาผ่านไปเนิ่นนานพอสมควร ท่ามกลางสายตาหวาดกลัวและตื่นตระหนกของเจี่ยงหาน ในที่สุดเธอก็ยอมปล่อยมือออกอย่างสมบูรณ์ แล้วค่อยๆ จัดการดึงแขนเสื้อที่ถลกขึ้นไปเมื่อครู่ลงมาอย่างใจเย็น
จากนั้นเธอก็หันไปหยิบกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิคืนมาจากมือของหลินซือหราน
นัยน์ตาของเธอยังคงมีเส้นเลือดฝอยสีแดงปรากฏให้เห็นอยู่จางๆ ก่อนจะเดินจากไป เธอปรายตามองเจี่ยงหานพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ดูร้ายกาจ
"เลิกแส่เรื่องคนอื่น แล้วเอาเวลาไปกินข้าวซะ"
เธอถือกระบอกน้ำเอาไว้ในมือแล้วเดินกลับไปที่ห้องพักของตัวเองด้วยท่าทีสบายๆ ไม่รีบร้อนอะไร
เด็กผู้หญิงคนสุดท้ายที่ยังคงยืนตัวสั่นอยู่ตรงระเบียงทางเดินรีบกระโดดหลบทางให้เธออย่างรวดเร็ว ราวกับลูกกระต่ายตัวน้อยที่กำลังตื่นตูมตกใจสุดขีด
บรรดานักเรียนหญิงที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่ตรงระเบียงทางเดินพากันหดตัวซ่อนอยู่หลังบานประตูห้องพักของตัวเอง สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมองตามแผ่นหลังของเด็กผู้หญิงคนแรกที่กล้ามีเรื่องกับคนอย่างเจี่ยงหานจนกระทั่งเธอเดินหายเข้าไปในห้อง
เวลาผ่านไปหลายนาทีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคนที่อยู่ในชั้นนี้จะยังคงตกตะกอนกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ได้ บรรยากาศรอบด้านจึงยังคงเงียบสงัดไร้สรรพเสียงใดๆ
หลังจากที่หลินซือหรานอาบน้ำเสร็จ เธอกลับไม่พบร่างของฉินหร่านอยู่ในห้องพัก เด็กสาวขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความสงสัย เธอเดินตามหาที่ห้องกดน้ำร้อนก็ยังไม่เจอ จนกระทั่งเดินออกไปดูที่ริมระเบียง
เธอก็เห็นฉินหร่านกำลังนั่งหันหลังให้ ทอดสายตามองออกไปด้านนอก ขาทั้งสองข้างห้อยต่องแต่งแกว่งไกวไปมาอยู่ริมระเบียง
ภาพนั้นทำให้หลินซือหรานตกใจแทบสิ้นสติ หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"หร่านหร่าน!"
ฉินหร่านได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวตั้งแต่แรกแล้ว เธอหันหน้ามามองเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเบาๆ
"ตกใจอะไร"
ที่ริมฝีปากของเธอยังคงคาบบุหรี่มวนหนึ่งที่ยังไม่ได้จุดไฟเอาไว้ ขาทั้งสองข้างยังคงแกว่งไปมาอย่างไม่ใส่ใจ ความมืดมิดของยามค่ำคืนอาบไล้ไปทั่วโครงหน้าและแววตาของเธอ ทำให้ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าตอนนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่
หลินซือหรานยังคงยืนนิ่งงัน ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
จู่ๆ ฉินหร่านก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงเบา เธอใช้มือยันขอบระเบียงเอาไว้แล้วกระโดดกลับเข้ามาด้านในอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะโยนบุหรี่ในปากทิ้งลงถังขยะไป
"ไปเถอะ กลับไปนอนกัน"
หลินซือหรานยกมือขึ้นทาบอกตัวเองด้วยความโล่งใจ ลมหายใจเฮือกใหญ่ถูกพ่นออกมา
"หร่านหร่าน เธอเก่งมากเลยนะ"
สิ่งที่เธอพูดถึงก็คือเรื่องวุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อหัวค่ำ
ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยเห็นใครหน้าไหนสามารถทำให้เจี่ยงหานหวาดกลัวจนหัวหดได้ถึงขนาดนั้นมาก่อนเลยจริงๆ
ฉินหร่านเดินนำหน้ากลับเข้าไปในห้องพัก สองมือประสานรองไว้ที่ท้ายทอยด้วยท่าทีสบายๆ โดยไม่ได้พูดตอบอะไรกลับไป
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ หลินซือหรานถึงได้ยินคำพูดสั้นๆ สี่คำดังแว่วมาจากอีกฝ่าย น้ำเสียงนั้นฟังดูราบเรียบและเย็นชาจนน่าใจหาย
"ฉันไม่ใช่พระเจ้า"
ณ คฤหาสน์หรูแห่งหนึ่งในเมืองอวิ๋นเฉิง
เฉิงเจวี้ยนกำลังถือมีดผ่าตัดเล่มคม ยืนพิจารณาหุ่นจำลองกายวิภาคศาสตร์มนุษย์อย่างตั้งอกตั้งใจ
จู่ๆ เสียงของลู่จ้าวอิ่งก็ดังลอยมาแต่ไกล ก่อนที่อีกฝ่ายจะผลักประตูห้องทำงานของเขาเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน
"เจวี้ยนเหยีย เจวี้ยนเหยีย มี... มี..."
เฉิงเจวี้ยนหมุนตัวกลับมามองด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ปลายมีดผ่าตัดอันแหลมคมชี้ตรงไปทางลู่จ้าวอิ่ง สายตาคมกริบปรายมองอีกฝ่ายเพียงหางตา
"ทำหุ่นจำลองฉันพัง นายมีปัญญาจ่ายเหรอ"
ลู่จ้าวอิ่งถึงกับชะงักไปชั่วขณะ
หุ่นจำลองกายวิภาคศาสตร์ตัวนี้คุณชายเฉิงสั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษด้วยราคาเหยียบห้าล้านหยวน รายละเอียดเส้นเลือดทุกเส้นถูกจำลองเอาไว้อย่างชัดเจนสมจริง เงินจำนวนนี้เขาพอจะมีจ่ายชดใช้ให้ได้อยู่หรอก แต่ปัญหาคือจะไปหาช่างฝีมือดีที่ไหนมาสร้างหุ่นจำลองที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ให้ใหม่ได้อีกต่างหาก...
เขาชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเปิดปากพูดธุระสำคัญออกมา
"มีคนตอบรับงานของพวกเราแล้ว..."
เฉิงเจวี้ยนเก็บมีดผ่าตัดในมือลงทันที ชายเสื้อเชิ้ตของเขาปลิวไสวตามแรงลมจากการเคลื่อนไหวอันรวดเร็ว นานทีปีหนถึงจะได้เห็นท่าทางกระตือรือร้นและเด็ดขาดแบบนี้จากเขา
"ทำไมไม่รีบพูด"
"..."
แม้ว่าตอนนี้นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่สามจะต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ทางโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งก็ไม่ได้จัดให้มีการเรียนการสอนเสริมในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แต่อย่างใด เมื่อก่อนโรงเรียนก็เคยมีการบังคับให้มาเรียนพิเศษอยู่บ้าง ทว่าหลังจากที่ถูกผู้ปกครองของนักเรียนคนหนึ่งร้องเรียนไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ทางโรงเรียนก็ยกเลิกนโยบายนี้ไปอย่างถาวร
ในช่วงวันหยุดสองวันนี้ หากไม่นับเวลาที่ต้องไปทำงานพิเศษที่ร้านชานม ฉินหร่านก็ถือว่ามีเวลาว่างเป็นอิสระตลอดทั้งวัน
เช้าตรู่วันเสาร์ หนิงฉิงโทรศัพท์เข้ามาหาเธอติดๆ กันหลายสาย แต่เธอก็ไม่ได้กดรับสายเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ฉินหร่านคว้ากระเป๋าเป้ของตัวเองขึ้นมาสะพาย แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมเฉินซูหลานทันที
เฉินซูหลานพักรักษาตัวอยู่ในห้องพักฟื้นระดับวีไอพีของทางโรงพยาบาล ซึ่งมีพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ตอนที่ฉินหร่านไปถึง น้าของเธอกำลังป้อนน้ำซุปให้คนป่วยพอดี
มู่อิ๋งนั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่บนเก้าอี้ตรงมุมห้อง
ส่วนมู่หนานก็นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ในมือถือมีดปอกผลไม้กำลังตั้งใจปลอกเปลือกแอปเปิลอยู่
ฉินหร่านไม่ได้เดินเข้าไปในห้องทันที เธอเพียงแค่ยืนมองเฉินซูหลานผ่านกระจกใสบานใหญ่จากด้านนอกเงียบๆ อยู่พักใหญ่
เฉินซูหลานแต่งงานกับตาของเธอตั้งแต่ยังสาว ทว่ากลับมีลูกช้ากว่าคนอื่น กว่าจะให้กำเนิดลูกคนแรกได้ อายุก็ปาเข้าไปสามสิบกว่าปีแล้ว
จนถึงตอนนี้อายุของท่านก็ล่วงเลยเข้าใกล้วัยแปดสิบปีแล้ว
เมื่อคนเราอายุมากขึ้น อวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายก็เริ่มเสื่อมสภาพถดถอยลงตามกาลเวลา โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็พากันรุมเร้าเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อาการบาดเจ็บที่ขาของหนิงเวย ฉินหร่านยังพอมีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัจธรรมของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และความเสื่อมโทรมของร่างกายตามธรรมชาติ ต่อให้เป็นฉินหร่านที่เก่งกาจมาจากไหน เธอก็ยังรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อกรกับมันได้อยู่ดี
ทันทีที่ฉินหร่านผลักประตูเดินเข้าไปในห้อง สีหน้าของเฉินซูหลานก็ดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นมาถนัดตา
"หร่านหร่าน ยายให้แม่หนูเอาของพวกนี้มาให้ เก็บไว้ดีๆ ล่ะ"
มือที่เหี่ยวย่นของเฉินซูหลานสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่ล้วงมือเข้าไปใต้หมอนเพื่อหยิบกระดาษปึกหนึ่งออกมาส่งให้ฉินหร่าน
ฉินหร่านก้มมองกระดาษปึกนั้น ก่อนจะพบว่ามันคือโน้ตเพลงที่เธอเคยขยำทิ้งลงถังขยะไปเมื่อนานมาแล้ว
มันเป็นเพียงโน้ตเพลงที่เธอเขียนขึ้นมาเล่นๆ ตามอารมณ์เท่านั้น
เธอไม่เคยคิดเลยว่ายายของเธอจะเก็บรวบรวมพวกมันเอาไว้เป็นอย่างดีขนาดนี้
เมื่อเฉินซูหลานเห็นว่าหลานสาวยังคงยืนนิ่งอึ้งไม่ยอมรับไปเสียที ท่านจึงดึงมือของฉินหร่านเข้ามายัดกระดาษปึกนั้นใส่มือเธออย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ แม้ว่าตอนนี้ท่านจะอายุมากแล้วและความจำก็เริ่มเลอะเลือนไปบ้าง แต่ท่านกลับจดจำสายตาและท่าทางของอาจารย์ดนตรีจากเมืองหลวงที่มองดูโน้ตเพลงพวกนี้ในตอนนั้นได้อย่างแม่นยำ
สายตาที่มองราวกับว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว
หากเป็นผู้ปกครองครอบครัวอื่น คงจะบังคับเคี่ยวเข็ญให้ลูกหลานของตัวเองเรียนดนตรีอย่างเอาเป็นเอาตายไปแล้ว
แต่สำหรับเฉินซูหลานแล้วท่านไม่เคยคิดจะทำแบบนั้นเลย ตราบใดที่ฉินหร่านยังคงมีความสุข ต่อให้ในอนาคตหลานสาวคนนี้จะเลือกครองตัวเป็นโสดไม่ยอมแต่งงานมีครอบครัว ท่านก็ยินดีและพร้อมที่จะสนับสนุนเสมอ นับประสาอะไรกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ท่านจะไปบังคับให้หลานสาวฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่อยากทำได้อย่างไร
"พี่หร่าน นั่นอะไรเหรอ"
เมื่อมู่อิ๋งเห็นว่าฉินหร่านเดินเข้ามาใกล้ เธอก็รีบเก็บโทรศัพท์มือถือลงแล้วชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เธอทันได้เห็นแค่แผ่นกระดาษแวบเดียวเท่านั้น
ยังไม่ทันจะได้เห็นรายละเอียดชัดเจนเลยด้วยซ้ำ
ฉินหร่านก็จัดการม้วนกระดาษปึกนั้นแล้วยัดใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อนักเรียนอย่างรวดเร็ว
"ไม่มีอะไร"
เธอพูดตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
แม้ว่ามู่อิ๋งจะรู้สึกสงสัยใคร่รู้มากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ เพียงแค่แอบรู้สึกแปลกใจอยู่ลึกๆ ในใจเท่านั้น
ฉินหร่านอยู่เป็นเพื่อนยายที่โรงพยาบาลจนกระทั่งถึงช่วงบ่าย ก่อนที่เธอจะต้องขอตัวกลับไปทำงานพิเศษที่ร้านชานมต่อ
วันเสาร์นี้ฉินอวี่ยังคงต้องเดินทางมาที่โรงเรียนเพื่อซ้อมไวโอลินตามปกติ
ในงานวันครบรอบวันก่อตั้งโรงเรียนที่กำลังจะมาถึงนี้ ฉินอวี่จะต้องขึ้นแสดงโชว์ความสามารถบนเวทีด้วย
ตามปกติแล้วคนขับรถจะเป็นคนคอยรับส่งฉินอวี่มาที่โรงเรียน แต่ในวันนี้หลินหว่านนึกอยากจะมาดูการซ้อมไวโอลินของหลานสาวด้วยตัวเอง เธอจึงนั่งรถตามมาด้วย หนิงฉิงในฐานะพี่สะใภ้จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมมาเป็นเพื่อน
ในวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ รถยนต์ของบุคคลภายนอกสามารถขับเข้ามาจอดในบริเวณโรงเรียนได้
ทว่าในจังหวะที่รถขับผ่านบริเวณหน้าประตูโรงเรียน ฉินอวี่ก็นึกอยากจะกินชานมขึ้นมาพอดี
ทั้งสามคนจึงพากันลงจากรถ
คนขับรถรีบลงมาต่อแถวซื้อชานมเพื่อเอาใจคุณหนูของบ้าน
ฉินอวี่ควงแขนของหลินหว่านเอาไว้อย่างออดอ้อน พร้อมกับพูดคุยแนะนำเรื่องราวต่างๆ ภายในโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งให้ผู้เป็นอาฟังด้วยรอยยิ้มร่าเริง
ทว่าหางตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยของใครบางคนกำลังยืนอยู่ภายในร้านชานม ฉินอวี่ชะงักงันไปชั่วขณะ คำพูดที่กำลังจะพูดออกมาถูกกลืนหายกลับลงไปในลำคอทั้งหมด
หลินหว่านสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของหลานสาว จึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
"เป็นอะไรไป"
ในขณะที่เอ่ยถาม สายตาของเธอก็มองตามทิศทางที่หลานสาวกำลังจ้องมองอยู่ไปด้วย
"แม่คะ ทำไมพี่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้คะ"
ฉินอวี่หันหน้ากลับมามองหนิงฉิงเพื่อขอคำตอบ
หนิงฉิงเองก็มองเห็นร่างของลูกสาวคนโตแล้วเช่นกัน ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง แววตาแข็งกร้าวขณะที่ก้าวเท้ายาวๆ มุ่งหน้าตรงไปยังร้านชานมแห่งนั้น
ฉินหร่านยืนพิงเคาน์เตอร์บาร์ด้วยท่าทีสบายๆ สายตาหลุบต่ำมองแก้วชานมในมือ ก่อนจะค่อยๆ วางมันลงบนโต๊ะตรงหน้าอย่างเชื่องช้าไม่รีบร้อน
หนิงฉิงกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน มืออีกข้างยังคงหิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมราคาเหยียบสามหมื่นหยวนเอาไว้แน่น เธอเค้นเสียงลอดไรฟันพูดออกมาด้วยความโมโห
"ฉินหร่าน ลูกมาทำอะไรที่นี่ แม่ไม่ได้ให้เงินลูกใช้หรือไง"
[จบบท]