บทที่ 14: เรื่องราวในอดีตของคุณน้าเหม่ยเหลียน
หลังจากบอกลาคุณน้าเหม่ยเหลียนเรียบร้อยแล้ว สองย่าหลานก็พากันเดินกลับบ้านของตัวเอง ระยะทางไม่ได้ไกลมากนัก ห่างกันเพียงแค่สิบกว่าเมตรเท่านั้นเอง
คุณย่าตระกูลเฮ่อมอบหาบที่ดูหนักอึ้ง ก็รู้ได้ทันทีว่าเหมยเสวี่ยซื้อข้าวของกลับมามากมาย “เด็กคนนี้นี่ ซื้อของอะไรมาเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย”
เหมยเสวี่ยส่งรอยยิ้มกว้างให้คุณย่าตระกูลเฮ่อ ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้สังเกตอะไรมากนัก วันนี้พอได้ฟังเรื่องราวจากคุณน้าเหม่ยเหลียน เหมยเสวี่ยก็เริ่มสังเกตสีหน้าของคุณย่าอย่างจริงจัง สีหน้าของคุณย่าดูแย่มาก ผิวพรรณซีดเซียว มองดูก็รู้ว่าไม่ได้รับการพักผ่อนดูแลร่างกายอย่างเพียงพอ
“ของพวกนี้เป็นสิ่งที่บ้านเรายังขาดอยู่นะคะ หนูเห็นว่าราคาถูกก็เลยซื้อกลับมา คุณย่าวางใจเถอะค่ะ หนูมีเงินอยู่กับตัว บ้านเราไม่มีทางอดอยากแน่นอน”
ในเมื่อเธอได้เข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว แถมคุณย่ายังดีกับเธอมากขนาดนี้ เธอต้องตอบแทนความใจดีของคุณย่าอย่างเต็มที่
“เธอนี่นะ พอมีเงินหน่อยก็ทำเป็นเก่ง บ้านเรามีอะไรขาดตกบกพร่องตรงไหน จะซื้อของพวกนี้มาทำไมกัน”
ความจริงแล้วคุณย่าแค่รู้สึกเสียดายเงินเท่านั้นเอง พูดไปพูดมาก็เป็นเพราะการหาเงินในยุคนี้มันยากลำบาก ทุกคนจึงไม่กล้าใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ต้องเก็บออมเงินเอาไว้เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
พอมาถึงบ้าน เหมยเสวี่ยก็วางหาบลงที่ใต้ชายคา เธอหยิบสิ่งของที่อยู่ข้างในออกมาทีละชิ้น
เริ่มจากรองเท้ากันฝนทรงสูงที่ซื้อมาฝากคุณย่า “คุณย่าลองใส่ดูสิคะ ดูว่าพอดีเท้าหรือเปล่า”
คุณย่าตระกูลเฮ่อเห็นของที่เหมยเสวี่ยตั้งใจซื้อมาให้ ในใจก็รู้สึกดีใจมาก หน้าตาของท่านกลับแสดงความเคร่งขรึมออกมา “เด็กคนนี้นี่ จะซื้อของพวกนี้มาทำไม บ้านเราก็มีรองเท้ากันฝนอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ช่วงนี้ฝนก็ตกไม่บ่อย ซื้อมาก็คงไม่ได้ใส่กี่ครั้งหรอก”
เหมยเสวี่ยเห็นคุณย่าบ่นแบบนั้นก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร เธอรีบประคองคุณย่าให้นั่งลง พร้อมกับช่วยเปลี่ยนรองเท้าเพื่อลองดูขนาดว่าพอดีหรือไม่
คุณย่าตระกูลเฮ่อรู้สึกดีใจ ใบหน้าก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้น “ของที่เสวี่ยเอ๋อร์ซื้อมา ย่าใส่ได้พอดีเลย”
ในหาบไม่ได้มีแค่รองเท้าเท่านั้น ยังมีฝ้ายสำหรับทำผ้าห่ม รวมถึงข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ อีกหลายอย่าง
คุณย่าตระกูลเฮ่อเห็นเหมยเสวี่ยกลับมาถึงก็เอาแต่ยุ่งกับการจัดของ ท่านลองรองเท้าเสร็จเรียบร้อยก็ดึงมือของหลานสะใภ้เอาไว้ “ไม่ต้องจัดแล้ว หนูคงหิวแล้วใช่ไหม เราไปกินข้าวกันก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยกลับมาจัดของพวกนี้ต่อ ซื้อมาแล้วก็แล้วไป ย่าไม่ไล่ให้หนูเอาของไปคืนหรอก”
ข้าวของทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความตั้งใจของเด็กคนนี้ ต่อให้ท่านจะเสียดายเงินมากแค่ไหน ก็ไม่อาจทำร้ายความรู้สึกของเธอได้ พอคุณย่าพูดเรื่องกินข้าว ท้องของเหมยเสวี่ยก็ร้องดังขึ้นมาตอบรับคำชวน “หนูหิวแล้วค่ะ”
“เธอนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ เอาล่ะ วางของลงก่อน พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ”
คุณย่าตระกูลเฮ่อพูดพร้อมกับส่งยิ้มขำขัน
“คุณย่ายังไม่ได้กินข้าวอีกเหรอคะ นี่ก็บ่ายโมงแล้ว ทำไมคุณย่าถึงยังไม่กินข้าวล่ะคะ ทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ เดี๋ยวคุณย่าจะปวดท้องเอาได้ วันหลังไม่ต้องรอหนูนะคะ ถ้าคุณย่าหิวก็กินก่อนได้เลย แค่เหลือกับข้าวไว้ให้หนูบ้างก็พอค่ะ”
พอเห็นเหมยเสวี่ยเป็นห่วงเป็นใยตนเองมากขนาดนี้ คุณย่าตระกูลเฮ่อก็หันหลังกลับไปแอบเช็ดน้ำตาที่หางตา พร้อมกับปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “หลงตัวเองไปได้ ย่าก็เพิ่งจะทำงานเสร็จเมื่อกี้นี้เอง ใครเขาจะไปรอเธอกันล่ะ”
หญิงชราปากแข็งแต่ใจอ่อนยวบ
เหมยเสวี่ยไม่ได้เปิดโปงความปากแข็งของคุณย่า เธอทำเพียงแค่พยักหน้ารับคำไปตามน้ำ มื้อเที่ยงของสองย่าหลานวันนี้มีอาหารอุดมสมบูรณ์มาก เหมยเสวี่ยกินข้าวด้วยความเจริญอาหารอย่างยิ่ง
“คุณย่าคะ ทำไมถึงใส่ถั่วลงไปในข้าวสวยด้วยล่ะคะ หรือว่าข้าวสารในบ้านเราใกล้จะหมดแล้ว”
เหมยเสวี่ยเป็นคนช่างสังเกต เมื่อหลายวันก่อนยังไม่ได้หุงข้าวผสมถั่วแบบนี้เลย เธอเกรงว่าข้าวสารในบ้านคงจะไม่พอตกถึงท้องเสียแล้ว กว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งสองเดือน
“ข้าวสารยังมีพอจ้ะ เมื่อเช้านี้ฝนเพิ่งจะตกลงมา ย่าก็เลยใส่ถั่วแดงลงไปหุงกับข้าว เพื่อช่วยไล่ความชื้นออกจากร่างกายยังไงล่ะ”
คุณย่าตระกูลเฮ่อส่งยิ้มตอบกลับมา ในบ้านมีแค่พวกเธอสองคนกินข้าว ข้าวสารที่มีอยู่จึงเพียงพออย่างแน่นอน
“แบบนี้ก็ดีแล้วค่ะ หนูคิดว่าข้าวสารในบ้านเราจะไม่พอซะอีก ถ้าข้าวสารไม่พอเมื่อไหร่ พวกเราก็ค่อยไปหาซื้อมาเพิ่มนะคะ จะปล่อยให้ใครอดอยากก็ได้ แต่จะปล่อยให้คุณย่าอดไม่ได้เด็ดขาดค่ะ”
เหมยเสวี่ยส่งเสียงพูดคุยอย่างอ่อนโยน
เหมยเสวี่ยจัดการเก็บถ้วยชามบนโต๊ะอาหาร แล้วนำไปล้างทำความสะอาด วันนี้ฝนเพิ่งจะตกลงมา น้ำในลำธารหลังบ้านจึงไหลแรง เหมยเสวี่ยลงมือทำงานอย่างคล่องแคล่ว เพียงไม่นานเธอก็ล้างถ้วยชามเสร็จเรียบร้อย
หลังจากนั้นเธอก็เริ่มปรึกษาคุณย่าเรื่องการทำผ้าห่มผืนใหม่ การเย็บปักถักร้อยไม่ใช่สิ่งที่เธอถนัดเอาเสียเลย งานนี้คงต้องพึ่งพาฝีมือของคุณย่าแล้ว
คุณย่าตระกูลเฮ่อคิดถึงเรื่องผ้าห่มตอนที่เหมยเสวี่ยแต่งงานเข้ามา ผ้าห่มผืนนั้นก็เป็นของเก่าที่เฮ่อจวินฉีเคยใช้มานานแล้ว สมควรที่จะทำผ้าห่มผืนใหม่ให้หลานสะใภ้เสียที คุณย่าจึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว “วันนี้ฝนตกพอดี ย่าไม่ต้องออกไปทำงานที่นา เดี๋ยวย่าจะเย็บผ้าห่มผืนใหม่ให้หนูเอง”
เหมยเสวี่ยซื้อผ้าพับใหม่กลับมาด้วย ผ้าพวกนี้สามารถนำมาตัดเสื้อผ้าหรือทำปลอกผ้าห่มก็ได้ เธอไม่ชอบผ้าห่มแบบเก่าที่ใช้อยู่ในตอนนี้เอาเสียเลย ปลอกผ้าห่มผืนเก่ามีเนื้อผ้าสองด้านไม่เหมือนกัน ด้านหนึ่งเป็นผ้าเรียบลื่น ส่วนอีกด้านเป็นผ้าฝ้าย เธอชอบผ้าห่มที่ทำจากผ้าฝ้ายทั้งสองด้านมากกว่า เพราะมันห่มสบายตัว
“แล้วผ้าพวกนี้ล่ะคะ คุณย่าตัดเสื้อผ้าเป็นหรือเปล่า”
เหมยเสวี่ยรู้สึกปวดหัวขึ้นมา เธอซื้อผ้าพวกนี้มาด้วยความวู่วามแท้ๆ
“เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา เดี๋ยวพวกเราค่อยเอาผ้าไปให้คุณน้าเหม่ยเหลียนของหนู ช่วยตัดเสื้อผ้าให้พวกเราก็ได้ ถึงตอนนั้นเราค่อยจ่ายค่าด้ายให้เธอนิดหน่อยก็พอแล้ว”
คุณย่าตระกูลเฮ่อตอบกลับอย่างใจกว้าง แน่นอนว่าท่านเป็นคนมีเหตุผล ท่านรู้ดีว่าเรื่องไหนสามารถขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ และเรื่องไหนที่ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง
“ตกลงค่ะ หนูไม่คิดเลยว่าคุณน้าเหม่ยเหลียนจะมีฝีมือเรื่องการตัดเสื้อผ้าด้วย”
สภาพอากาศในช่วงบ่ายถือว่ากำลังดี แต่ก็ยังมีลมพัดเอื่อยและมีละอองฝนโปรยปรายลงมาบ้างเล็กน้อย คุณย่าตระกูลเฮ่อจึงไม่ได้ออกไปข้างนอก ท่านอยู่บ้านเพื่อเย็บผ้าห่มผืนใหม่ให้เหมยเสวี่ย
เหมยเสวี่ยคอยเรียนรู้วิธีการทำผ้าห่มจากคุณย่าทีละขั้นตอน เธอช่วยคุณย่าตีปุยฝ้ายให้ฟูฟ่อง จากนั้นก็หยิบคันธนูสำหรับตีฝ้ายออกมา แล้วเริ่มลงมือตีฝ้ายให้กระจายตัว เสียงของคันธนูกระทบกับปุยฝ้ายดังเป็นจังหวะ ฟังดูเพลิดเพลินไม่น้อย
การตีฝ้ายเป็นงานที่ต้องใช้พละกำลัง คุณย่าตระกูลเฮ่อทำไปได้เพียงครู่เดียวก็รู้สึกเหนื่อยล้า เหมยเสวี่ยยืนมองอยู่สักพัก จึงรับคันธนูมาจากมือของคุณย่า แล้วเริ่มลงมือตีฝ้ายด้วยตัวเอง
“เด็กคนนี้นี่ พอเป็นงานใช้แรงแบบนี้ล่ะทำได้คล่องแคล่วเชียว พอให้ร้อยด้ายใส่รูเข็มกลับใช้เวลาตั้งครึ่งค่อนวันก็ยังร้อยไม่เข้า”
คุณย่าตระกูลเฮ่อส่งค้อนให้เหมยเสวี่ยวงใหญ่
“ก็ใช่น่ะสิคะ หนูเป็นคนมีพละกำลังเยอะมาตั้งแต่เด็ก ไม่อย่างนั้นหนูจะกินจุขนาดนี้ได้ยังไงล่ะคะ เพราะฉะนั้น วันข้างหน้าถ้ามีงานหนักงานเหนื่อยในบ้านก็ยกให้หนูทำได้เลยค่ะ หนูมีแรงเหลือเฟือเลย ขอแค่ให้หนูได้กินข้าวเยอะหน่อยก็พอค่ะ”
เหมยเสวี่ยพูดด้วยสีหน้าจริงจังเต็มที่
คุณย่าตระกูลเฮ่อถูกหลานสะใภ้ทำให้หัวเราะออกมา “ได้สิ พอดีเลยคนแก่แบบย่าไม่มีเรี่ยวแรงเท่าไหร่แล้ว วันข้างหน้างานหนักงานเหนื่อยในบ้านก็ยกให้หนูทำทั้งหมดเลยนะ ย่าอยากจะรู้เหมือนกันว่าหนูจะเหนื่อยจนหอบเป็นหมาหรือเปล่า”
“ไม่มีทางหรอกค่ะ หนูเต็มใจทำ หนูไม่มีทางเหนื่อยแน่นอนค่ะ”
สองย่าหลานพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน พวกเธอใช้เวลาในช่วงบ่ายไปด้วยความเบิกบานใจ
ตกเย็นระหว่างที่กำลังเตรียมอาหารค่ำ เหมยเสวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะถามคุณย่าถึงเรื่องราวของคุณน้าเหม่ยเหลียน คุณย่าตระกูลเฮ่อได้ยินเหมยเสวี่ยเล่าถึงสิ่งที่เหม่ยเหลียนพูดให้ฟัง ท่านก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้ในทันที
“พูดไปแล้ว คุณน้าเหม่ยเหลียนของหนูก็เป็นเด็กที่น่าสงสาร ตอนที่เธอเพิ่งจะแต่งงานเข้ามาในตระกูลเฮ่อ ลุงเฮ่อเจิ้งไฉของหนูยังไม่ได้แยกบ้านออกไป ตอนนั้นในบ้านมีลูกชายสองคน คนโตก็คือพี่ชายของลุงเฮ่อเจิ้งไฉ ส่วนพวกพี่สาวก็พากันแต่งงานออกเรือนไปตั้งแต่เนิ่นๆ จึงไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้าน”
“แต่พี่สะใภ้คนโตของบ้านนั้นไม่ใช่คนธรรมดาเลย ตอนนี้คุณน้าเหม่ยเหลียนของหนูมีลูกสองคนใช่ไหม ความจริงแล้วเธอคลอดลูกออกมาทั้งหมดสามคนต่างหาก”
พอพูดถึงเรื่องราวในอดีต คุณย่าตระกูลเฮ่อก็รู้สึกโกรธเคืองขึ้นมา คนพวกนั้นทำร้ายผู้อื่นอย่างสาหัสจริงๆ
“สามคนเหรอคะ”
เหมยเสวี่ยรู้สึกตกใจมาก
“ใช่น่ะสิ ท้องแรกของเธอเป็นลูกชาย ตอนนั้นฐานะของทุกคนในหมู่บ้านก็ไม่ได้ดีอะไรนัก ต้องอดมื้อกินมื้อกันทั้งนั้น ถ้าลุงเฮ่อเจิ้งไฉของหนูไม่มีความสามารถติดตัวอยู่บ้าง เกรงว่าแม้แต่ภรรยาก็คงจะไม่มีปัญญาแต่งเข้าบ้านด้วยซ้ำ”
เมื่อนึกถึงเรื่องแย่ๆ พวกนี้ คุณย่าตระกูลเฮ่อก็รู้สึกโมโหขึ้นมาอีกครั้ง
ส่วนพี่สะใภ้รองของย่าคนนั้นก็เป็นพวกชอบทำเรื่องเลอะเทอะ ไม่อย่างนั้นวาระสุดท้ายของชีวิตก็คงไม่ต้องตายตาไม่หลับแบบนั้นหรอก
พอได้ยินว่าเรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลัง มือของเหมยเสวี่ยก็ยังคงทำงานต่อไป แต่หูของเธอกลับตั้งใจฟังเรื่องเล่าของคุณย่าอย่างจดจ่อ
ตอนที่คุณน้าเหม่ยเหลียนเพิ่งแต่งเข้าบ้านมาใหม่ๆ เธอก็ถูกแม่สามีของตัวเองกดขี่ข่มเหง ในยุคนั้นผู้หญิงทุกคนก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้กันทั้งนั้น เธอจึงไม่ได้มีความคิดเห็นต่อต้านอะไร จนกระทั่งตอนที่เธอตั้งท้องลูกคนแรก อาการแพ้ท้องของเธอดูไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ฐานะของครอบครัวในตอนนั้นย่ำแย่มาก จึงไม่มีเงินพาเธอไปหาหมอที่โรงพยาบาล
[จบบท]