บทที่ 103: กินยาผิดซอง (1/2)
ทันทีที่ได้ยินข่าวว่าเงินที่บ้านถูกขโมย พ่อลู่ก็รีบวิ่งกลับบ้านอย่างร้อนรน สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อมาถึงคือการพุ่งตรงไปที่ตลับเงินของครอบครัว
แม่ลู่เห็นดังนั้นใบหน้าก็ซีดเผือด เอ่ยถามเสียงสั่น “คุณไม่ได้เอาเงินไปใช่ไหม?”
“ต่อให้ฉันเอาไป ก็ไม่เอาไปทั้งหมดหรอก!” พ่อลู่ตวาดกลับอย่างหัวเสีย
เขาพลิกบ้านค้นหาเงินอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับไม่เจอแม้แต่เศษเสี้ยวของธนบัตร ความโกรธทำให้เขาขว้างตลับเงินลงพื้นจนแตกกระจาย ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล
“เงินหายไปไหน! ใครมันเอาเงินไป!” เขากวาดสายตาดุดันมองทุกคนในบ้าน
ซูอวี้เสียนรู้สึกชาวาบไปทั้งศีรษะ รีบปฏิเสธ “ไม่ใช่ฉันแน่ๆ ค่ะ เท้าฉันเจ็บอยู่ จะไปไหนก็ลำบาก ไม่เคยเข้าไปในห้องใหญ่เลยสักครั้ง”
พ่อลู่เห็นว่าคำพูดของเธอมีเหตุผล จึงละสายตาไปจับจ้องที่ลู่เสี่ยวเม่ยแทน
“ก็ไม่ใช่หนูเหมือนกัน! ถ้าหนูเป็นคนเอาไป จะมายืนให้โดนจับผิดอยู่ตรงนี้ทำไมล่ะ” ลู่เสี่ยวเม่ยพูดอย่างไม่พอใจ
พ่อลู่กดเสียงต่ำ “แล้วเงินมากมายขนาดนั้นจะหายวับไปกับตาได้ยังไง?”
ทั้งครอบครัวช่วยกันรื้อค้นบ้านอีกครั้งจนแทบจะพลิกแผ่นดินหา แม้แต่รูหนูเล็กๆ ก็ยังไม่เว้น แต่ก็ไร้วี่แววของเงินที่หายไป
แม่ลู่นั่งทรุดลงกับพื้น ร่ำไห้ฟูมฟายเสียดายเงินของเธอ “ไอ้หัวขโมยสมควรตาย! ขอให้ลูกหลานของแกวิบัติฉิบหาย เงินมากมายขนาดนั้น กล้าดียังไงมาเอาไปจนหมดเกลี้ยง โอ๊ย หัวใจฉันจะวายตายอยู่แล้ว แม่จ๋า”
“คอยดูเถอะนะ ถ้าจับไอ้ลูกหมานี่ได้เมื่อไหร่ จะสับมือของมันให้กุด แล้วเอาไปให้พ่อแม่มันดู ว่าที่เลี้ยงมาน่ะเป็นคนหรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน!”
ในขณะที่แม่ลู่กำลังโกรธจัด ลู่เสี่ยวเม่ยกลับอยากจะร้องไห้ออกมา เพราะในเงินก้อนนั้นมีสินเจ้าสาวของเธอรวมอยู่ด้วย แม่เคยบอกไว้ว่าถ้าเธอแต่งงานจะให้เงินส่วนตัว 200 หยวน แต่ตอนนี้เงินทั้งหมดหายไปแล้ว ความหวังของเธอก็คงจะสลายไปด้วย
“ร้องไห้! ร้องไห้อยู่นั่นแหละ! มันจะมีประโยชน์อะไรขึ้นมา! ไปแจ้งตำรวจสิ! หรืออย่างน้อยก็ไปหาคณะกรรมการรักษาความสงบ พวกไร้ประโยชน์!” พ่อลู่ตะคอกอย่างเดือดดาล ก่อนจะวิ่งพรวดพราดออกจากบ้านไปหาหัวหน้าคณะกรรมการรักษาความสงบ
การกระทำของเขาทำให้เรื่องเงินหายของบ้านลู่ไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วกองพลการผลิตเฟิงโซวอย่างรวดเร็ว
ใต้ต้นไทรใหญ่ใจกลางหมู่บ้าน กลุ่มผู้หญิงที่ยอมสละเวลาพักกลางวันมารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวซุบซิบเรื่องบ้านลู่
“นี่ๆ ได้ยินเรื่องอะไรมาหรือยัง บ้านลู่เหมือนจะโดนขโมยขึ้นนะ”
“ได้ยินแล้วสิ ข่าวลือไปทั่วแล้ว!”
“แล้วมีใครรู้บ้างไหมว่าโดนไปเท่าไหร่?”
ทุกคนต่างส่ายหน้าเป็นคำตอบ
แม่หยวนเป่าจึงหันไปถามภรรยาผู้ใหญ่บ้านที่นั่งเงียบอยู่นาน “พี่สะใภ้รู้เรื่องไหมคะ?”
“แหม เพิ่งจะนึกถึงฉันกันเหรอจ๊ะ” ภรรยาผู้ใหญ่บ้านกรอกตาหนึ่งที ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วยกเก้าอี้ของตัวเองมานั่งอยู่กลางวงสนทนา เธอรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งที่ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน
“จำนวนที่แน่นอนน่ะไม่รู้หรอก”
คำตอบของเธอทำให้ประกายความตื่นเต้นในแววตาของเหล่าแม่บ้านนักซุบซิบมอดลง นี่มันหลอกให้ดีใจเก้อนี่นา ถ้าคนพูดไม่ใช่ภรรยาผู้ใหญ่บ้านล่ะก็ คงโดนด่าไปหลายคำแล้ว
“เอาน่า อย่าเพิ่งใจร้อนกันสิ” ภรรยาผู้ใหญ่บ้านพูดขึ้น ทำให้ทุกคนหันกลับมามองเธออย่างตื่นเต้นอีกครั้งด้วยความหวังว่าเธอจะมีข่าววงใน
“ฉันไม่รู้จำนวนที่แน่นอน แต่พอจะรู้คร่าวๆ น่ะ” ประโยคเดียวของเธอก็สามารถดึงความสนใจของทุกคนกลับมาได้สำเร็จ
“เท่าไหร่เหรอ?”
“จะเท่าไหร่กัน อย่างน้อยๆ ก็คงสามสี่ร้อยหยวนล่ะมั้ง?”
“อีโจวเขาก็มีเบี้ยเลี้ยงนี่นะ สามสี่ร้อยก็น่าจะมีอยู่”
ทุกคนต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา
ภรรยาผู้ใหญ่บ้านนึกถึงจำนวนเงินที่ได้ยินมาแล้วก็อดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ จนเผลอแสดงสีหน้าออกมาเล็กน้อย “ได้ยินมาว่าเป็นพันหยวนเลยนะ”
พูดตามตรง ตอนที่ได้ยินตัวเลขนี้ครั้งแรกเธอก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ เงินเป็นพันหยวน! ทั้งชีวิตนี้เธอยังไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนั้นมาก่อน!
สิ้นเสียงของเธอ เสียงสูดปากด้วยความตกใจก็ดังขึ้นระงมไปทั่วบริเวณ
“เฮือก! เป็นพันหยวนเลยเหรอ?!” แม่หยวนเป่าร้องเสียงหลง ริมฝีปากสั่นระริก บ้านของเธอแค่ 100 หยวนยังหาแทบไม่ได้
“เป็นทหารนี่มันรวยขนาดนี้เลยเหรอ?” ดวงตาของเธอเป็นประกาย ในใจเริ่มวางแผนให้หยวนเป่าลูกชายของเธอไปเป็นทหารเมื่อโตขึ้น
คำถามนี้ทำเอาภรรยาผู้ใหญ่บ้านไปไม่เป็น เธอจึงตอบอ้อมแอ้ม “ก็คงได้เงินเยอะกว่าการทำนาหาคะแนนงานเป็นไหนๆ นั่นแหละ”
ต่อให้ทำคะแนนงานเต็มทุกวัน ไม่เคยป่วย ไม่เคยขาดงาน ตลอดทั้งปี พอถึงสิ้นปีก็ยังได้ไม่ถึง 200 หยวน พอหักค่าใช้จ่ายในบ้านแล้วก็แทบไม่เหลือเก็บ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมครอบครัวที่มีเงินเก็บเกิน 100 หยวนถึงถูกมองว่าเป็นคนรวย
“ไม่รู้ว่าหยวนเป่าบ้านฉันจะมีวาสนาได้เป็นทหารกับเขาบ้างไหมนะ”
แต่ภรรยาผู้ใหญ่บ้านกลับไม่คิดว่าการเป็นทหารเป็นเรื่องของวาสนา แม้จะมีเบี้ยเลี้ยงสูง แต่ก็ต้องเสี่ยงชีวิตในสนามรบ ต้องไปจับสายลับ มันอันตรายเกินไป เงินที่ได้มาก็เหมือนเอาชีวิตไปแลก จะเรียกว่ามีวาสนาได้อย่างไร
“เป็นพันหยวน…” ใครคนหนึ่งพึมพำขึ้นมาด้วยสีหน้าเคลือบแคลง “ไอ้หนุ่มบ้านลู่นั่นมันส่งเบี้ยเลี้ยงกลับบ้านทั้งหมดเลยหรือไง?”
“ใครจะไปรู้ล่ะ” หวังชุนฮวาตอบ
ข่าวลือใต้ต้นไทรแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านราวกับมีลำโพงขนาดยักษ์ จนกระทั่งมีหญิงชราสองสามคนเดินทางไปที่บ้านกู้โดยเฉพาะ
ทันทีที่มาถึง พวกเธอก็มองแม่กู้ด้วยสายตาที่ซับซ้อนยากจะอธิบาย
ยังไม่ทันที่แม่กู้จะเอ่ยปากถามถึงจุดประสงค์ในการมาเยือน ยายหลี่ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา “แม่เฉิงหวยเอ๊ย มีลูกชายอย่างเฉิงหวยคนเดียวนี่ดีกว่ามีลูกตั้งหลายคนอีกนะ”
แม่กู้ “...?”
เธอจ้องมองอีกฝ่ายอย่างงุนงง “ทำไมจู่ๆ ถึงพูดแบบนี้ล่ะ? กินยาผิดซองมาหรือเปล่า?”
คำพูดของเธอทำเอายายหลี่รู้สึกจุกในอก
“เธอยังไม่รู้อีกเหรอ” ยายเฉียนซึ่งมาจากหมู่บ้านเดียวกับแม่กู้ยิ้มแล้วพูดว่า “บ้านลู่เขาเงินหายน่ะสิ ไม่เคยได้ยินหรือไง?”
“เงินหาย?” แม่กู้ทวนคำเสียงสูง
“ใช่แล้ว! ได้ยินว่าหายไปเป็นพันหยวนเลยนะ” เมื่อพูดถึงเงินจำนวนมหาศาล น้ำเสียงของทุกคนก็เต็มไปด้วยความตกใจ เสียดาย และอิจฉาปนเปกันจนยากจะบรรยาย
“เป็นพันหยวนเลยเหรอ?!” แม่กู้เองก็ตกใจไม่แพ้กัน บ้านลู่รวยขนาดนั้นเชียวหรือ? แต่เดี๋ยวก่อนนะ… “แล้วเรื่องบ้านลู่เงินหาย มันเกี่ยวอะไรกับลูกชายคนที่สามของฉันด้วย?”
ยายเฉียนทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “ก็ทุกคนเขากำลังลือกันน่ะสิว่าเบี้ยเลี้ยงของไอ้หนุ่มบ้านลู่ต้องไม่น้อยแน่ๆ”
“เขาเป็นแค่รองผู้บัญชาการกองพัน บ้านยังเก็บเงินได้ขนาดนั้น แล้วลูกชายคนที่สามของเธอล่ะ เป็นถึงผู้บัญชาการกองพัน ตำแหน่งสูงกว่าตั้งขั้นหนึ่ง เบี้ยเลี้ยงก็ต้องสูงกว่าเป็นธรรมดา” และแน่นอนว่าเงินเก็บก็ต้องเยอะกว่าด้วย
สิ่งที่เธอไม่ได้พูดออกไปคือ ตอนนี้มีหลายคนเริ่มหมายตาบ้านกู้แล้ว กะว่าถ้าวันไหนขาดเงินจะมาขอยืม
แม่กู้รู้ดีว่าไม่ควรโอ้อวดความมั่งคั่ง จึงรีบพูดตัดบท “เรื่องนี้ฉันไม่รู้หรอก เราแยกบ้านกันนานแล้ว ส่วนเบี้ยเลี้ยงของเฉิงหวยฉันก็ไม่เคยไปก้าวก่าย เงินที่ลูกหามาด้วยเลือดเนื้อ หยาดเหงื่อ ฉันจะกล้าเอ่ยปากขอได้ยังไง”
“เบี้ยเลี้ยงเขาสูงขนาดนั้น จะไม่ให้เงินเลี้ยงดูเธอบ้างเลยเหรอ?” ยายหลี่ถามด้วยสีหน้าไม่เชื่อ
“ฉันกับพ่อของเขาก็ยังทำงานไหว จะไปรบกวนเงินลูกทำไม ที่บ้านก็มีกินมีใช้อยู่แล้ว” แม่กู้ตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้า
“หรือว่า… เป็นเพราะสะใภ้สามของเธอไม่ยอมให้กันแน่?” ดูเหมือนคำถามนี้จะทำให้ยายหลี่พอใจ เธอจึงยิ้มจนเห็นรอยย่นเต็มใบหน้า
“…”
แม่กู้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความภาคภูมิใจ “เจาเจาบอกว่าฉันเหนื่อยที่ต้องดูแลเด็กๆ ทั้ง 4 คน ต่อไปนี้จะให้เงินฉันเดือนละ 2 หยวน”
แน่นอนว่าเงินจำนวนนั้นจะถูกนำไปซื้อของกินโดยที่เธอไม่ได้เอ่ยถึง
2 หยวน! ถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
คำพูดของแม่กู้ทำให้เหล่าแม่สามีคนอื่นๆ ถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าจนพูดไม่ออก แม้แต่ยายเฉียนที่สนิทกับแม่กู้ที่สุดก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองเธอด้วยสายตาอิจฉา
“เอาเถอะน่า รู้แล้วว่าสะใภ้สามของเธอน่ะกตัญญู ยิ้มซะน่ากลัวเชียว นึกว่าเป็นสาวๆ อยู่หรือไง”
“กตัญญูกันทุกคนนั่นแหละ สะใภ้ทั้งสามคนของฉันก็กตัญญูเหมือนกัน” แม่กู้ยิ้มกว้าง ความภาคภูมิใจฉายชัดออกมาทางแววตา “สะใภ้สามบอกว่าแก่แล้วก็ยังสวยได้ ทาครีมไข่มุกได้ วันหลังถ้าเธอซื้อมาได้จะเอามาฝากฉันด้วย”
เมื่อทนเห็นท่าทางอวดดีของแม่กู้ไม่ไหว กลุ่มหญิงชราจึงรีบเก็บของแล้วพากันกลับไป
[จบบท]