บทที่ 113: รอฉัน (1/2)
หลินเจาอดขำกับสีหน้าของซื่อไจ่ไม่ได้
เอ้อร์ไจ่ยื่นแขนออกไปทำท่าจะตะครุบน้องสาวพลางแกล้งขู่
"กล้ารังเกียจพี่เหรอ เสร็จแน่! โดนกรงเล็บพิฆาตซะเลย!" เขาแยกเขี้ยวขู่พลางขยับเข้าไปใกล้
ซื่อไจ่รีบวิ่งหนีไปซุกในอ้อมกอดของหลินเจา ร้องเรียกไม่หยุด
"แม่… ช่วยด้วย ช่วยด้วย" ถึงปากจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่ใบหน้ากลับเปื้อนรอยยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ดวงตาใสดุจคริสตัลโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
เอ้อร์ไจ่กล้าแกล้งน้องสาว แต่ไม่กล้าเล่นกับแม่ จึงไม่ได้เข้าไปใกล้มากนัก เขาหันไปล้างหน้าล้างมืออย่างรู้งาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "แม่ครับ แม่ตื่นสายจัง ผมกับพี่ออกไปวิ่งเล่นกันมาแล้วรอบนึงนะ"
ยังไม่ทันที่หลินเจาจะได้ตอบ ต้าไจ่ก็หันไปมองน้องชายด้วยสีหน้าจริงจังและตำหนิ "เอ้อร์ไจ่ แม่ทำงานหาเงินมาเหนื่อยๆ นะ นานๆ จะได้หยุดพักสักวัน" ว่าจบเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเอ้อร์ไจ่ยังมีเสื้อผ้าสกปรกกองไว้อีกหลายตัว จึงสวมบทบาทพี่ชายคนโตแล้วสั่งอย่างเด็ดขาด "เอ้อร์ไจ่ ตอนบ่ายเราไปซักผ้ากัน"
ท่าทีของเขาดูมั่นใจและเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากจนหลินเจาต้องยกนิ้วโป้งให้ ต้าไจ่เห็นดังนั้นก็แอบหน้าแดง หัวใจพองโตเต้นไม่เป็นส่ำ
"ได้เลย" เอ้อร์ไจ่รับคำอย่างว่าง่าย แล้วหันไปหาหลินเจา "แม่ครับ แม่มีผ้าต้องซักไหม ผมช่วยซักให้" พร้อมกับยกแขนขึ้นเบ่งกล้ามที่ไม่มีอยู่จริงพลางยิ้มแฉ่ง "ตอนนี้ผมกินอิ่มทุกมื้อเลยนะ แรงเยอะมาก ช่วยแม่ทำงานได้ทุกอย่างเลย"
เมื่อเห็นน้องชายกำลังจะได้หน้า ต้าไจ่จึงรีบพูดแทรก "แม่ครับ ผมก็ช่วยได้นะ ผมซักสะอาดกว่าอีก"
"ผมก็ซักสะอาดเหมือนกัน!" เอ้อร์ไจ่เถียงเสียงดัง
ต้าไจ่ขมวดคิ้วมุ่น พวงแก้มที่เริ่มมีเนื้อป่องขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะสวนกลับไปอย่างถือดี "ฉันเป็นพี่ ฉันต้องซักสะอาดกว่าอยู่แล้ว"
หลินเจาได้แต่ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ลูกเอ๋ย...เรื่องซักผ้าสะอาดหรือไม่สะอาด มันไม่น่าจะเกี่ยวกับการเป็นพี่คนโตเลยนะ
เธอคิดว่าเอ้อร์ไจ่คงจะเถียงพี่ชายกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ผิดคาด สีหน้าของเจ้าตัวเล็กกลับหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหันมามองเธอด้วยแววตาน้อยใจ
"แม่ครับ ทำไมแม่ไม่คลอดผมออกมาก่อนล่ะ ผมก็อยากเป็นพี่คนโตบ้าง" เมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรแปลกๆ ออกไป เขาก็รีบอธิบายเพิ่ม "ผมอยากเป็นพี่ชายของพี่ชายอีกที"
หลินเจาถึงกับหัวเราะออกมา "นี่ลูกกำลังเล่นเกมคำผวนอะไรอยู่เนี่ย พี่ชายของพี่ชายอีกทีเหรอ ลูกอยากเป็นพี่ ซานไจ่กับซื่อไจ่ก็เรียกหนูว่าพี่แล้วไง มีน้องชายกับน้องสาวตั้งสองคนยังไม่พอใจอีกเหรอ เด็กดีไม่โลภมากนะ"
เอ้อร์ไจ่ทำหน้าเศร้า ก่อนจะชูสามนิ้วขึ้นมา "แต่พี่มีน้องตั้งสามคน ส่วนผมมีแค่สองคนเอง" เขาจ้องหลินเจาตาแป๋วอย่างมีความหวัง
เอ๊ะ? จ้องแม่แบบนี้หมายความว่ายังไงกันนะ?
หลินเจาเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล
เมื่อเห็นว่าแม่ไม่ตอบ เอ้อร์ไจ่ก็ถอนหายใจอย่างปลงตก ก่อนจะถามออกมาอย่างสุภาพว่า "แม่ครับ แม่ช่วยมีน้องชายให้ผมอีกสักคนได้ไหม"
หลินเจา "..."
หา? นี่มันเป็นคำขอที่เหลือเชื่อที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา!
หลินเจาจ้องหน้าลูกชายนิ่งๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปบีบปากเล็กๆ ของเขาเบาๆ ให้หุบลง "ทำไมคำพูดที่มันไร้จิตใจขนาดนี้ออกมาจากปากอุ่นๆ ของลูกได้นะ"
"ไม่ได้เหรอครับ" เอ้อร์ไจ่ดึงมือแม่ออกแล้วถามซ้ำอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตาของเขาเปล่งประกายอย่างมีความหวัง ราวกับจะมอดดับลงทันทีหากถูกปฏิเสธ
หลินเจายิ้มมุมปาก แต่ก่อนที่ลูกชายจะได้ดีใจ เธอก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่นว่า "ไม่ได้จ้ะ!"
"ทำไมล่ะครับ" เอ้อร์ไจ่คอตกทันที เหมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำ
"การมีลูกมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะ แม่กับพ่อมีพวกหนูสี่คนก็พอแล้ว" หลินเจารู้สึกว่าความคิดของเด็กๆ นี่ช่างสรรหามาทำให้เธอปวดหัวได้ตลอดเวลา "อีกอย่างนะ ต่อให้แม่มีน้องอีกคน พี่เขาก็ยังคงมีน้องมากกว่าลูกอยู่ดีนั่นแหละ"
"...ก็ได้ครับ งั้นผมไม่เอาแล้ว" เอ้อร์ไจ่คิดตามแล้วก็เห็นด้วย จึงเปลี่ยนใจในที่สุด
หลินเจาได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ไม่เข้าใจเลยว่าในหัวของเจ้าตัวเล็กนี่คิดอะไรอยู่กันแน่
ทันใดนั้นต้าไจ่ก็พูดขึ้นมาว่า "ผมไม่อยากให้แม่มีน้องอีกแล้วครับ" เมื่อเห็นสายตาของแม่มองมาที่เขา เด็กชายก็เม้มปากเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ "แม่ของลู่เป่าเจินกลายเป็นกองดินไปแล้วหลังจากคลอดลู่เป่าเจิน คุณย่าบอกว่าการคลอดลูกอันตรายมาก ผมไม่อยากให้แม่ตกอยู่ในอันตราย"
หัวใจของเด็กชายวัยห้าขวบเศษเต็มไปด้วยความเป็นห่วงแม่ของเขา ร่างกายของแม่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของหลินเจาอ่อนยวบลง เธอเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆ ของต้าไจ่อย่างอ่อนโยน
เอ้อร์ไจ่รีบส่ายหน้าอย่างแรง คำพูดของพี่ชายทำให้เขากลัวจนตัวสั่น เขาวิ่งเข้าไปกอดหลินเจาแน่นด้วยแววตาหวาดผวา "ผมก็ไม่อยากให้แม่เจออันตราย! ไม่เอาแล้ว ผมไม่เอาน้องแล้ว"
ฝาแฝดชายหญิงที่นั่งเล่นอยู่เงยหน้าขึ้นมามองพี่ชายคนรองอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรผิด
หลินเจาหันไปเห็นสีหน้าของซานไจ่และซื่อไจ่ เด็กน้อยวัยไม่ถึงสองขวบกำลังกอดลูกบอลผ้าที่ผูกด้วยเชือกแดงเส้นเล็กๆ เอาไว้ ปากอ้าน้อยๆ ขนตางอนยาวกะพริบปริบๆ ด้วยความสงสัย หลังจากได้ยินที่พี่ชายพูด เจ้าตัวเล็กทั้งสองก็เหมือนจะกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ไม่กี่วินาทีต่อมา ซื่อไจ่ที่กอดลูกบอลผ้าไว้ในมือขวาก็ยกแขนซ้ายขึ้นมาลูบหัวตัวเอง เมื่อเห็นดังนั้น ซานไจ่ก็ทำหน้าขรึมแล้วลูบหัวน้องสาว ก่อนจะกลับมาลูบหัวตัวเองบ้าง
"ทำอะไรกันอยู่จ๊ะ" หลินเจาถามยิ้มๆ สงสัยว่านี่จะเป็นพิธีกรรมประหลาดอะไรของเด็กๆ
ซื่อไจ่เอามือลงแล้วกลับไปกอดลูกบอลผ้าด้วยสองมือ เงยหน้าขึ้นตอบด้วยเสียงเล็กๆ ว่า "พี่ชายไม่รัก …โอ๋ตัวเอง"
หลินเจาถึงบางอ้อ "โอ๋ตัวเองเหรอจ๊ะ"
"อื้อ" ซื่อไจ่พยักหน้าหงึกๆ ซานไจ่ที่สุขุมกว่าก็พยักหน้าตามเบาๆ
ความน่ารักของลูกๆ ทำให้หัวใจของหลินเจาแทบจะละลาย เธอยื่นมือไปลูบหัวของทั้งสองคนแล้วพูดเสียงนุ่ม "แม่ก็โอ๋ด้วยนะ"
ฝาแฝดน้อยยิ้มกว้างจนตาหยี ดวงตาสุกใสเป็นประกาย
เอ้อร์ไจ่รีบเบียดเข้ามาแล้วยื่นหัวให้แม่ถูไถไปมาอย่างออดอ้อน "เด็กโตก็อยากให้แม่โอ๋เหมือนกัน"
ต้าไจ่ขยับเข้ามาใกล้ๆ แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นก็จ้องมองเธออย่างรอคอย
"ได้ๆ โอ๋ให้ทุกคนเลย" หลินเจาหัวเราะอย่างเอ็นดูพลางลูบหัวของต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่ นี่มันเรื่องอะไรกันนะ ความอยากเอาชนะกันของเด็กๆ นี่มันช่างแปลกประหลาดจริงๆ แต่ในวินาทีนี้เองที่ความสุขของการเป็นแม่คนพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
หลังจากปลอบลูกๆ ทั้งสี่คนจนพอใจแล้ว หลินเจาก็ถอดยางรัดผมสีดำออกแล้วเริ่มถักเปีย ผมของเธอตอนนี้ยาวประบ่า เมื่อถักเปียแล้วปล่อยมาด้านหน้า ความยาวก็จะพอดีกับช่วงอก
ต้าไจนั่งเท้าคางบนม้านั่งตัวเล็ก มองแม่ถักเปียอย่างเงียบๆ
ส่วนเอ้อร์ไจ่ที่อยู่ไม่สุขก็ไปคว้าลูกบอลผ้าของน้องสาวมา ทำให้ฝาแฝดต้องวิ่งไล่ตามกันจ้าละหวั่น เจ้าหู่โพเห็นเจ้านายตัวน้อยวิ่งก็กระโดดเหยงๆ ไล่ตามไปด้วย เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆ ดังกังวาลราวกับเสียงกระดิ่ง ผสมกับเสียงเห่าเล็กๆ ของลูกสุนัข บรรยากาศแห่งความสุขแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ แม้แต่ต้นหญ้าบนกำแพงก็ดูเหมือนจะสดใสขึ้นมาด้วย
ต้าหวงที่นอนหมอบอยู่ใต้ชายคาก็กลอกตามองตามเด็กๆ ไม่วางตา พร้อมที่จะพุ่งเข้าไปปกป้องทันทีหากมีอะไรเกิดขึ้น
หลินเจาถักเปียเสร็จก็หยิบยางรัดผมเส้นใหม่ขึ้นมามัด มันเป็นยางรัดผมที่มีจุดสีแดงเล็กๆ ประดับอยู่ ถ้าคนผิวคล้ำใส่อาจจะดูเชย แต่สำหรับเธอที่ผิวขาวอยู่แล้ว สีแดงกลับยิ่งขับให้ผิวดูผ่องใสขึ้นไปอีก ทำให้เธอดูเหมือนเด็กสาววัย 17-18 ปี
"แม่สวยจังเลยครับ" ดวงตาของต้าไจ่เป็นประกาย "ผมชอบให้แม่แต่งตัวสวยๆ"
หลินเจาแกล้งทำหน้าเศร้า "แต่ความสวยก็ต้องแลกมานะลูก มีแต่คนว่าแม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย"
ต้าไจ่ขมวดคิ้วทันที ใบหน้าฉายแววโกรธ "แม่ไม่ฟุ่มเฟือยซะหน่อย แม่ไปทำงานทุกวันเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว" เขาร่ายยาว "แม่นอนดึกตื่นเช้าทุกวันคงจะง่วงมาก ไหนจะทำอาหารอร่อยๆ ให้พวกเรากิน ตัดเสื้อผ้าให้ผมกับเอ้อร์ไจ่ ทำผ้าอ้อมให้ซานไจ่กับซื่อไจ่ ยังต้องมาคอยกังวลเรื่องสร้างบ้านอีก แม่เป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลกเลย"
เด็กชายจับชายเสื้อของแม่ไว้แน่น พูดด้วยแววตาจริงจัง "แม่ไม่ต้องไปฟังคนอื่นพูดหรอกครับ คุณย่าบอกว่าคนที่ชอบนินทาคนอื่นน่ะเป็นพวกขี้อิจฉา"
"ตอนนี้ผมยังเด็ก หาเงินเองไม่ได้ ก็ให้พ่อหาเงินมาให้แม่ใช้ไปก่อนแล้วกัน" พอพูดถึงตรงนี้ ต้าไจ่ก็แอบเบะปากอย่างไม่พอใจ เหมือนกับว่าพ่อของเขาได้เปรียบไปอย่างนั้นแหละ
กู้เฉิงหวยที่เพิ่งก้าวขึ้นรถไฟจามออกมาเบาๆ นิ้วมือเรียวยาวของเขายกขึ้นมาขยี้จมูกเบาๆ พลันเมื่อนึกถึงภรรยาที่บ้าน ดวงตาสีนิลที่เคยเย็นชาดุจน้ำค้างแข็งในฤดูหนาวก็พลันปรากฏร่องรอยของรอยยิ้มจางๆ
เขาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพต้นไม้ บ้านเรือนเตี้ยๆ และทุ่งหญ้ารกร้างผืนใหญ่เคลื่อนผ่านและลับหายไปอย่างรวดเร็ว
รถไฟเริ่มเคลื่อนขบวน
——รอผมนะ
[จบบท]