บทที่ 119: ถูกจับ (1/2)
ไม่นานนัก ชาวบ้านก็ได้เห็นภาพที่น่าจดจำภาพหนึ่ง จักรยานผู้หญิงคันใหม่เอี่ยมกำลังเคลื่อนตัวไปตามถนนดินในชนบทอย่างช้าๆ บนนั้นมีหญิงสาวสวยราวกับนางแบบในโปสเตอร์ โดยมีเด็กชายฝาแฝดหน้าตาน่ารักนั่งซ้อนท้ายอยู่ ทั้งสองคนยิ้มกว้างจนตาหยี เผยให้เห็นฟันซี่เล็กๆ สีขาวสะอาด เป็นภาพความสุขที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์
ภายใต้แสงแดดเจิดจ้า ภาพนี้ดูอบอุ่นหัวใจจนผู้คนที่ผ่านไปมาต้องเหลียวมอง
กลุ่มจือชิงที่เพิ่งเลิกงานก็หยุดยืนมองภาพของคนสามคนบนจักรยานคันใหม่เอี่ยมนั้น พวกเขานิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ กว่าจะดึงสติกลับมาได้ก็ผ่านไปนาน
พวกเขาเองก็เคยมีชีวิตที่สุขสบายแบบนั้นมาก่อน แค่ตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่ได้มีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร นอกจากเฝ้ารอวันที่จะได้กินเนื้อเดือนละสองครั้ง และคิดว่าเมื่อไหร่จะได้มีงานทำเลี้ยงตัวเองได้ แต่ตอนนี้พวกเขากลับแทบจะลืมชีวิตในเมืองไปแล้ว
กลุ่มจือชิงหญิงนึกถึงครอบครัวที่ไม่ได้ตอบจดหมายกลับมานานแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกเธอถูกทอดทิ้ง แววตาจึงเต็มไปด้วยความน้อยใจและเศร้าสร้อย
ส่วนพวกผู้ชายก็นึกถึงงานหนักที่ไม่มีสิ้นสุด ความคับแค้นใจ ความหงุดหงิด และความกดดันที่สั่งสมมานานพลันระเบิดออกมาราวกับผืนน้ำแข็งที่แตกกระจาย แท่งน้ำแข็งแหลมคมนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นมาแทบจะทำลายสติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของพวกเขา
ทำไม! ทำไมพวกเขาต้องมาใช้ชีวิตแบบนี้ด้วย! การที่ได้เห็นชาวบ้านคนหนึ่งมีชีวิตที่ดีกว่าตัวเอง ทำให้เหล่าจือชิงรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรง ความขุ่นเคืองนั้นหนักหนาเสียจนสามารถแผ่รัศมีไปทำให้ยุงในระยะสิบหลี่เป็นหมันได้เลยทีเดียว
“คุณซ่งจือชิงคะ” เสียงหวานที่แสร้งทำให้อ่อนโยนดังขึ้น เรียกสติของกลุ่มจือชิงชายให้กลับมา พวกเขาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะลอบสบตากันแล้วขยิบตาอย่างมีความนัย
ดูสิ หน้าตาดีก็เป็นที่นิยมแบบนี้เอง คุณซ่งจือชิงเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ก็มีสาวๆ ในหมู่บ้านแวะเวียนมาหาไม่ขาดสายบ้างก็เอาของกินมาให้ บ้างก็เอาเครื่องดื่มมาส่ง บางคนถึงขั้นอยากจะซักเสื้อผ้าให้ทุกชิ้นเลยด้วยซ้ำ
ซ่งเชียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาที่เคยอ่อนโยนฉายแววรำคาญ เขาหันไปมองต้นเสียงอย่างเย็นชา “มีธุระอะไรเหรอครับ”
เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ของเขา กู้ซิ่งเอ๋อร์ก็รู้สึกอับอาย แต่ในใจกลับเดือดดาล เธอไม่ดีตรงไหนกัน ผ่านมานานขนาดนี้แล้วยังเอาชนะใจเขาไม่ได้อีก
ปัญหาน่าจะไม่ได้อยู่ที่คนที่เธอชอบ แต่อยู่ที่คนอื่นต่างหาก กู้ซิ่งเอ๋อร์กวาดตามองกลุ่มจือชิงชายคนอื่นอย่างไม่เป็นมิตร พร้อมจดบัญชีแค้นไว้ในใจ ก่อนจะหันกลับมายิ้มหวานให้ซ่งเชียน
“คุณซ่งจือชิงคะ ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวนี้งานหนักมาก ฉันเห็นว่าคุณผอมลง เลยเอาไข่ต้มมาให้ฟองหนึ่ง ยังร้อนๆ อยู่เลยนะคะ รีบกินเถอะค่ะ” ว่าแล้วเธอก็ยื่นมือไปหมายจะยัดไข่ต้มใส่มือของซ่งเชียน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย ราวกับว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นคนรักของเธอ
แต่ใครๆ ก็รู้ว่าซ่งเชียนเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงครึ่งเดือน และพวกเขาก็เคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง ซ่งเชียนเป็นคนรักเกียรติ เขาไม่ต้องการจะไปพัวพันกับสาวชาวบ้าน จึงถอยหลังหนีไปสองสามก้าว พลางขมวดคิ้วแน่นขึ้น
“ช่วงนี้ใครๆ ก็ทำงานหนักกันทั้งนั้น ถ้าคุณมีแก่ใจขนาดนั้น เอาไข่ไปให้พ่อแม่ของคุณบำรุงร่างกายจะดีกว่า” อย่ามาให้ความสำคัญกับผมเลย เขามุ่งมั่นที่จะกลับเข้าเมือง และไม่เคยคิดที่จะลงหลักปักฐานที่นี่เลยแม้แต่น้อย
กู้ซิ่งเอ๋อร์ชะงักไป เธอหลุบตาลงแล้วหัวเราะเยาะในใจ ให้สองตายายแก่ๆ นั่นน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ! เอาไปให้หมากินยังดีเสียกว่า! สองคนนั่นไล่เธอออกจากบ้านแล้ว ยังจะหน้าด้านมาอยากได้ไข่ของเธออีก ไปกินอาจมซะเถอะ!
“แหม ก็คนอื่นเขาไม่อยากได้ไข่ของฉันนี่คะ” เธอพูดจาแดกดัน
ซ่งเชียนขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม ยิ่งตอกย้ำความคิดที่ว่าเขาต้องอยู่ให้ห่างจากผู้หญิงคนนี้ เธอช่างใจดำและไร้จิตสำนึกสิ้นดี เท่าที่เขารู้มา เด็กสาวในกองพลการผลิตเฟิงโซวส่วนใหญ่เรียนจบแค่ชั้นประถม แต่กู้ซิ่งเอ๋อร์กลับได้เรียนถึงมัธยมต้น แสดงว่าครอบครัวก็ไม่ได้ลำบากอะไร แต่เธอกลับแสดงท่าทีราวกับโกรธแค้นพ่อแม่ของตัวเองอย่างหนัก ไม่ควรคบหาด้วยอย่างยิ่ง
ซ่งเชียนสรุปในใจสี่คำพร้อมขีดเส้นใต้สีแดงตัวหนา เขาไม่มองเธออีกและเดินกลับไปที่พักปัญญาชนพร้อมกับเพื่อนๆ
กู้ซิ่งเอ๋อร์ตั้งใจจะเดินตามไป แต่ก็ถูกจือชิงหญิงอีกคนที่แอบชอบซ่งเชียนอยู่เหมือนกันเข้ามาขวางพร้อมพูดจาเยาะเย้ย
“หัดมียางอายมั่งสิยะ ถ้าฉันจำไม่ผิด เธอยังเรียนไม่จบไม่ใช่เหรอ ยังไม่ทันเรียนจบก็ริจะมาวิ่งไล่ตามผู้ชาย พ่อแม่เธอสอนมาแบบนี้รึไง”
“คุณซ่งเชียนเป็นคนเมืองไห่ ในอนาคตเขาก็ต้องกลับเมือง จะมาคบหากับคนบ้านนอกอย่างเธอได้ยังไงกัน เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว ของไร้ค่าที่น่าอับอายขายขี้หน้า” จือชิงหญิงหน้าตาสะสวยกอดอกหัวเราะเยาะ เหยียบย่ำกู้ซิ่งเอ๋อร์ด้วยคำพูดแล้วยังใช้สายตาดูถูกซ้ำเติม
แต่คนอย่างกู้ซิ่งเอ๋อร์ไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ เธอได้ชื่อว่าเป็นคนปากกล้าและไม่ยอมคนขนาดที่กล้าทำร้ายแม้กระทั่งพี่สะใภ้ของตัวเองมาแล้ว เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินเข้าไปตบหน้าจือชิงหญิงคนนั้นฉาดใหญ่ถึงสองครั้งจนหน้าบวมเป่ง
เหล่าจือชิงหญิงคนอื่นๆ ถึงกับยืนตะลึง กว่าจะตั้งสติได้ก็ผ่านไปเกือบ 5 วินาที พวกเธอรีบกรูเข้าไปปกป้องเพื่อนที่โดนตบ พร้อมกับตะโกนเสียงแหลมจนแทบจะบาดแก้วหู “คนในหมู่บ้านทำร้ายจือชิงแล้ว!”
ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงเอะอะรีบวิ่งออกมาดู ก็เห็นจือชิงหญิงคนหนึ่งหน้าบวมฉึ่งราวกับซาลาเปาที่นึ่งจนขึ้นฟู
“ซิ่งเอ๋อร์ เธอเป็นคนตบเหรอ” ใครคนหนึ่งเอ่ยถาม
กู้ซิ่งเอ๋อร์เท้าสะเอวตอบอย่างไม่เกรงกลัว “ก็ฉันเป็นคนตบเอง แล้วจะทำไมล่ะ ใครใช้ให้หล่อนปากดี!”
“แล้วเป็นคนบ้านนอกมันทำไม ไม่ได้ไปขอข้าวบ้านหล่อนกินซะหน่อย ถ้ายังปากดีไม่เลิก ฉันจะฉีกปากให้ดู!” เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องเป็นคนเมืองให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม ซ่งเชียนคือคนที่เธอเลือกแล้ว ใครก็ตามที่มาขวางทาง ถือเป็นศัตรูของเธอทั้งสิ้น! การขัดขวางไม่ให้เธอได้เป็นคนเมืองนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าการฆ่าพ่อแม่ของเธอเสียอีก คนแบบนั้นต้องโดนสั่งสอน!
“นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ!” จือชิงหญิงที่ถูกตบกุมใบหน้าที่บวมเป่งของตัวเองแล้วร้องไห้ออกมา เธออยากจะสู้กลับ แต่ก็ถือตัวว่าเป็นผู้มีการศึกษา ไม่อยากให้ใครมาหัวเราะเยาะ จึงทำได้เพียงร้องไห้คร่ำครวญน่าสงสาร ทำให้ชายหนุ่มในหมู่บ้านที่ยังไม่ได้แต่งงานต่างพากันรู้สึกเห็นใจและมองกู้ซิ่งเอ๋อร์อย่างไม่พอใจ สมแล้วที่เป็นตัวสร้างปัญหาอันดับหนึ่งของหมู่บ้าน ช่างลงมือได้โหดเหี้ยมจริงๆ
“ฉันจะไปแจ้งตำรวจ!”
อาสะใภ้รองกู้ที่เพิ่งวิ่งมาถึงก็ได้ยินจือชิงหญิงคนนั้นขู่ว่าจะไปแจ้งตำรวจพอดี เธอถึงกับรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที ราวกับมีหินถล่มลงมาในสมอง เธอไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของกู้ซิ่งเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อย ยอมไปกินของสกปรกเสียยังดีกว่า แต่กู้ซิ่งเอ๋อร์พักอยู่ที่บ้านของเธอ จะไม่ให้ยุ่งก็คงไม่ได้
อาสะใภ้รองกู้พยายามข่มความโกรธที่อยากจะตบหน้ากู้ซิ่งเอ๋อร์สักฉาด เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ จ้องเขม็งไปที่หลานสาวสามีด้วยแววตาที่ลุกเป็นไฟ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ซิ่งเอ๋อร์ ขอโทษซะ”
“ทำไมฉันต้องขอโทษด้วยล่ะ ก็หล่อนมาว่าฉันก่อน ฉันตบแค่นี้ก็ถือว่าเบาแล้ว” กู้ซิ่งเอ๋อร์มองจือชิงหญิงคนนั้นด้วยสายตาท้าทาย ไม่ได้ปิดบังความมุ่งร้ายเลยแม้แต่น้อย
อาสะใภ้รองกู้ไม่อยากให้คนในบ้านต้องมีประวัติติดคุก เธอจึงพูดเสียงหนักขึ้น “ถ้าแกไม่ขอโทษ ก็ย้ายออกไปเลย”
“ย้ายก็ย้ายสิ คิดว่าฉันอยากจะอยู่รึไง” กู้ซิ่งเอ๋อร์สวนกลับอย่างไม่ใส่ใจ ยังไงที่พักปัญญาชนก็ยังมีห้องว่างอยู่ เธอสามารถย้ายเข้าไปอยู่ได้ ยิ่งได้อยู่ใกล้คุณซ่งจือชิงมากขึ้นก็ยิ่งดีไม่ใช่เหรอ แล้วกองพลการผลิตก็คงไม่ใจร้ายปล่อยให้เธอไม่มีที่ซุกหัวนอนหรอก
“ดี! ดีมาก!” อาสะใภ้รองกู้โกรธจนตัวสั่น “แกนี่มันปีกกล้าขาแข็งแล้วจริงๆ สินะ งั้นก็ย้ายออกไปเลย ย้ายไปเดี๋ยวนี้เลย!”
กู้ซิ่งเอ๋อร์ทำท่าไม่ยี่หระ เธอหันไปหาผู้ใหญ่บ้านแล้วพูดว่า “ผู้ใหญ่บ้านคะ หนูจะย้ายเข้าไปอยู่ที่พักปัญญาชนค่ะ”
คำพูดของเธอทำเอาผู้ใหญ่บ้านถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากอะไร เหล่าจือชิงหญิงก็พากันร้องคัดค้านขึ้นมาทันที
“ไม่ได้นะคะ!”
“กู้ซิ่งเอ๋อร์ชอบลงไม้ลงมือกับคนอื่น แถมยังโหดร้ายขนาดนี้ พวกเราไม่อยากอยู่ร่วมบ้านกับเธอหรอกค่ะ”
“ที่พักปัญญาชนเป็นที่สำหรับจือชิงเท่านั้น เธอไม่มีสิทธิ์เข้ามาอยู่ ฉันคัดค้านค่ะ”
เหล่าจือชิงหญิงต่างพากันคัดค้านเสียงแข็ง ผู้ใหญ่บ้านเองก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน “กู้ซิ่งเอ๋อร์ ทำไมมีเรื่องที่ไหนต้องมีเธอที่นั่นทุกทีเลยนะ กองพลการผลิตไม่มีทางให้เธอไปอยู่ที่พักปัญญาชนหรอก เลิกฝันกลางวันได้แล้ว!”
“เธอเป็นฝ่ายผิดที่ไปทำร้ายร่างกายคนอื่น ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลแล้วก็ขอโทษเขาซะ ไม่อย่างนั้นถ้าพวกจือชิงเขาไปแจ้งตำรวจขึ้นมา ผลจะเป็นยังไงก็รับผิดชอบเอาเอง”
[จบบท]