บทที่ 122: "ข่าวดี" (2/2)
"ใช่แล้ว ที่แม่อยากจะบอกก็คือ เราแค่ใส่ใจคนในครอบครัวของเราก็พอ ไม่ต้องไปสนใจคนอื่นหรอก" สำหรับชาวบ้านในยุคนี้ นอกจากทำงานหาเลี้ยงชีพแล้ว ความบันเทิงเพียงอย่างเดียวที่ช่วยฆ่าเวลาก็คือการจับกลุ่มนินทาเรื่องของคนอื่น หากมัวแต่ใส่ใจทุกคำพูด ชาตินี้ก็คงหาความสุขไม่ได้
"ครับ" ต้าไจ่รับคำ แต่ในใจก็ยังคงรู้สึกไม่ดีอยู่
แม่ของเขาดีขนาดนี้ ทำไมถึงมีแต่คนพูดถึงในแง่ร้าย คนพวกนั้นเป็นคนไม่ดีทั้งนั้น
ถ้าเพียงแต่พรุ่งนี้เขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้ก็คงจะดี
แต่เขาจะต้องทำอย่างไร ถึงจะไม่มีใครกล้านินทาแม่ของเขาได้อีก
เด็กชายขมวดคิ้วเล็กๆ ครุ่นคิดถึงปัญหาชีวิตอันหนักอึ้งนี้อย่างจริงจัง
เมื่อเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว การตามหาบ้านของกู้ฉานก็กลายเป็นเรื่องง่ายดาย เอ้อร์ไจ่แม้จะรู้สึกไม่ดีกับหมู่บ้านแห่งนี้ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า เขาสวมบทบาทเด็กน้อยน่ารักไร้เดียงสา เมื่อเห็นหญิงชราคนหนึ่งก็เอ่ยปากเรียก "คุณป้า" แล้วใช้ภาษาแบบเด็กๆ ถามทางอย่างน่าเอ็นดู จนหญิงชราใจอ่อนยอมบอกที่อยู่ของเว่ยเซี่ยงตงให้แต่โดยดี
"แม่ครับ อยู่ข้างหน้านู่น บ้านที่ปลูกต้นพริกไว้หน้าประตูครับ" เด็กชายหันมาบอกหลินเจา
"ลูกแม่เก่งจริงๆ" หลินเจารู้อยู่แล้วว่าลูกชายอยากได้ยินอะไร เธอจึงเอ่ยปากชมทันที
เอ้อร์ไจ่ตัวลอยด้วยความดีใจ เขาจูงมือพี่ชายแกว่งไปมา แล้วกระโดดโลดเต้นนำทางไปยังบ้านตระกูลเว่ย
หลินเจาเข็นจักรยานตามหลังลูกๆ ไปติดๆ
เมื่อถึงหน้าประตูบ้านเว่ย เด็กน้อยทั้งสองก็หยุดลง เอ้อร์ไจ่ชะเง้อคอมองเข้าไปข้างใน แต่ก็ยังจำคำพูดของแม่ได้ดี จึงไม่ได้พรวดพราดเข้าไป แต่เลือกที่จะตะโกนเรียกเสียงดังลั่น "ป้าใหญ่ครับ"
"ป้าใหญ่อยู่ไหมครับ ผมเอ้อร์ไจ่เอง ผมกับแม่แล้วก็พี่มาเยี่ยมป้าใหญ่ มีข่าวดีสุดๆ มาบอกด้วยนะ"
หลินเจาถึงกับยกมือกุมขมับ
ลูกเอ๊ย เราจะถ่อมตัวกันหน่อยไม่ได้หรือ ประโยคสุดท้ายนั่นไม่พูดก็ได้นะ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเจ้าตัวเล็กเพิ่งจะถูกยั่วโมโหจนอารมณ์เสียที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน การที่เขาอยากจะอวดอ้างความสุขเล็กๆ น้อยๆ บ้าง มันจะเกินไปนักหรือ
ไม่เลยสักนิด
ในฐานะแม่ เธอตัดสินใจที่จะตามใจพวกเขา
ขณะนั้น กู้ฉานกำลังง่วนอยู่กับงานในครัว เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นหูแว่วมา เธอก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย...นั่นเสียงเอ้อร์ไจ่หรือเปล่า
เธอไม่แน่ใจนัก จึงตัดสินใจเดินออกมาดู
แล้วเธอก็ได้สบตากับดวงตาคู่โตที่ใสกระจ่างเป็นประกาย
ใบหน้าของเด็กๆ ทั้งสี่คนนั้นล้วนมีเค้าโครงของพ่อผู้หล่อเหลาและแม่ผู้โฉมงามอยู่ไม่น้อย ทำให้ใครที่ได้เห็นก็ยากที่จะลืม ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเป็นป้าแท้ๆ ของพวกเขา ต่อให้ไม่ต้องเห็นหน้า แค่เห็นนิ้วเท้าก็จำได้แล้ว
"เอ้อร์ไจ่" กู้ฉานเช็ดมือที่เปียกชื้นกับชายเสื้อ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่ทั้งประหลาดใจและดีใจระคนกัน
เธอรีบเดินตรงไปยังประตู เปิดออกแล้วก้มลงถอดธรณีประตูไม้แผ่นยาวออก เพื่อให้หลินเจาเข้ามาได้สะดวก
หลินเจาเข็นจักรยานเข้ามาในลานบ้าน กวาดสายตามองไปรอบๆ ที่นี่คือบ้านดินสีเหลืองแบบชนบททั่วไป ลานบ้านค่อนข้างกว้างขวางและถูกจัดเก็บอย่างสะอาดสะอ้าน
"เจาเจา ทำไมเธอถึงพาลูกๆ มาด้วยล่ะ ที่บ้านไม่ได้มีเรื่องอะไรใช่ไหม" กู้ฉานรีบรินน้ำให้ทั้งสามแม่ลูกอย่างคล่องแคล่ว ที่รินให้คือน้ำขิงน้ำตาลทรายแดง ซึ่งถือเป็นการต้อนรับแขกอย่างดีที่สุดในยุคนี้
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ" หลินเจาเอ่ยปลอบพี่สาวสามี ก่อนจะถามต่อ "แล้วต้าสือโถวกับเสี่ยวสือโถวล่ะคะ"
อันที่จริง ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่แทบจะจำใบหน้าของลูกพี่ลูกน้องทั้งสองไม่ได้แล้ว แต่เพราะป้าใหญ่ดีกับพวกเขามาก สองพี่น้องจึงรู้สึกดีกับพี่น้องสือโถวไปด้วย
"ไม่มีอะไรทำ เลยออกไปเก็บฟืนกันน่ะ ไปได้สักพักแล้วล่ะ น่าจะใกล้กลับแล้ว" กู้ฉานอธิบาย
จากนั้นเธอก็หยิบกะละมังเคลือบที่สีถลอกและขอบบิ่นไปตักน้ำ แล้วกวักมือเรียกน้องสะใภ้กับหลานชายทั้งสอง "คงจะร้อนแย่เลยใช่ไหม มาล้างหน้าล้างตากันก่อนสิ"
หลินเจาพาลูกชายทั้งสองไปล้างหน้าล้างมือ ซึ่งก็ทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมากจริงๆ
เอ้อร์ไจ่เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่บ้าน คงจะทาครีมเด็กไม่ได้แล้ว
แต่แล้วเขาก็เห็นแม่หยิบตลับครีมไข่มุกออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เธอป้ายครีมทาให้ตัวเองเล็กน้อย แล้วก็ทาให้เขากับพี่ชายด้วย
กู้ฉานถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
เจาเจาพกครีมไข่มุกติดตัวมาด้วยหรือ
หลินเจากลับมีท่าทีสงบนิ่ง เธอส่งตลับครีมไข่มุกให้พี่สาวสามีด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ถ้าพี่สาวไม่รังเกียจว่าพวกเราใช้ไปแล้ว ฉันยกให้พี่นะคะ"
กู้ฉานสังเกตเห็นว่าครีมไข่มุกตลับนี้ยังใหม่เอี่ยม นอกจากรอยนิ้วมือของน้องสะใภ้และหลานชายทั้งสองที่เพิ่งใช้ไปเมื่อครู่ เนื้อครีมที่เหลือก็ยังเต็มตลับ ไม่เคยถูกใช้มาก่อนอย่างแน่นอน
เธอรีบปฏิเสธทันที "ไม่ได้ๆ ไม่ได้หรอก ได้ยินว่าครีมไข่มุกตลับหนึ่งแพงมากนะ เธอเก็บไว้ใช้เองเถอะ"
"พี่สาวรังเกียจที่พวกเราเพิ่งใช้ไปเหรอคะ" หลินเจาขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"จะเป็นไปได้ยังไง" กู้ฉานรีบปฏิเสธ
ใช้ไปเพียงน้อยนิดจะเรียกว่าใช้แล้วได้อย่างไร ต่อให้เหลือติดก้นตลับก็ยังมีค่าอยู่ดี
"ถ้าอย่างนั้นก็รับไวเถอะค่ะ ฉันไม่ได้ขาดแคลนของพวกนี้หรอก" สีหน้าของหลินเจาผ่อนคลายลง "เดิมทีฉันก็ตั้งใจจะซื้อมาให้พี่สาวอยู่แล้ว ถ้าพี่ไม่รับก็แสดงว่ารังเกียจที่ฉันกับลูกๆ ใช้ไป ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ คราวหน้าฉันจะซื้อตลับใหม่มาให้พี่ก็แล้วกัน"
เมื่อน้องสะใภ้พูดถึงขนาดนี้แล้ว กู้ฉานก็ไม่อาจเอ่ยคำปฏิเสธใดๆ ได้อีก
"ขอบใจมากนะเจาเจา" ใบหน้าที่ดำคล้ำและซูบตอบของเธอเอิบอาบไปด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความจริงใจ
ในชนบท ไม่มีหญิงสาวหรือแม่บ้านคนไหนที่ไม่อยากได้ครีมไข่มุก สมัยก่อนที่ยังไม่มีลูก พ่อของสือโถวเคยซื้อให้เธอใช้ แต่หลังจากมีลูกแล้ว เธอก็ไม่กล้าใช้เงินฟุ่มเฟือยแบบนั้นอีก
"พี่สาวสมควรได้รับค่ะ" หลินเจากลัวว่าพี่สาวสามีจะคิดมากจึงอธิบายต่อ "พี่สาวก็รู้ว่าฉันทำงานที่สหกรณ์การค้าและการตลาด ซื้อของพวกนี้ได้ในราคาไม่แพง ฉันซื้อไปให้พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองด้วยเหมือนกัน ถือเป็นของขวัญขอบคุณที่พวกพี่ช่วยดูแลลูกๆ ทั้งสี่คนให้ฉัน"
กู้ฉานพยักหน้าอย่างเข้าใจ เธอไม่เคยถือสาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่พี่สะใภ้คนอื่นอาจจะไม่คิดเหมือนกัน การกระทำของเจาเจานับว่ารอบคอบแล้ว
"ได้ยินว่ามีแขกคนสำคัญมาที่บ้าน..." เสียงที่เจือรอยยิ้มดังขึ้นจากด้านนอก พร้อมกับร่างของใครคนหนึ่งที่เดินใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
ดวงตาที่ฉายแววหลักแหลมกวาดมองหลินเจาและลูกชายทั้งสองอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มบนใบหน้าของพี่สะใภ้ใหญ่บ้านเว่ยก็ดูจริงใจขึ้นมาทันที
"น้องสะใภ้ เธอนี่ใจแคบไปหน่อยนะ แขกคนสำคัญมาถึงบ้านทั้งที ทำไมแม้แต่มันเทศแห้งก็ไม่ยอมเอาออกมาต้อนรับ" เธอพูดด้วยท่าทีสบายๆ แต่กลับยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน
เอ้อร์ไจ่เป็นเด็กที่รักพวกพ้อง เขาไม่ยอมให้ใครมาว่าป้าใหญ่ของเขาได้ จึงล้วงหยิบลูกอมตังเมกุ้งสองเม็ดออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ยัดใส่ปากป้าใหญ่หนึ่งเม็ด และใส่ปากตัวเองอีกหนึ่งเม็ด
"ไม่ใช่ความผิดของป้าใหญ่ผมหรอกครับ เป็นเพราะผม..." เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำหน้าเศร้า "เป็นเพราะผมถูกแม่ตามใจจนเคยตัว ชอบกินแต่ลูกอม ไม่ชอบกินมันเทศแห้งครับ"
อันที่จริงแล้ว นอกจากสองวันแรก หลังจากนั้นหลินเจาก็เริ่มจำกัดปริมาณการกินลูกอมของลูกชายทั้งสองแล้ว ลูกอมในกระเป๋าของเอ้อร์ไจ่จึงเป็นของที่เขาสะสมไว้เอง
"ป้าใหญ่รีบกินสิครับ ลูกอมนี่คือลูกอมตังเมกุ้ง ทั้งหวานทั้งกรอบ อร่อยมากเลยนะ ผมกับพี่ชอบมากเลยครับ"
เมื่อสบกับดวงตาเป็นประกายของหลานชาย กู้ฉานก็ไม่อาจทำให้เขาผิดหวังได้ เธอจึงล้มเลิกความคิดที่จะเก็บลูกอมไว้ให้ต้าสือโถวกับเสี่ยวสือโถว แล้วแกะลูกอมเข้าปาก
ความหวานละมุนนี้ช่างซึมซาบเข้าไปถึงขั้วหัวใจจริงๆ
"หวานจ้ะ กัดเข้าไปแล้วร่วนๆ แถมยังมีถั่วลิสงบดด้วยนะ"
พี่สะใภ้ใหญ่บ้านเว่ยที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดรู้สึกเหมือนหัวใจถูกจับไปดองอยู่ในไหผักดอง
ไหนใครว่าน้องสะใภ้สามของกู้ฉานเป็นคนรับมือยาก ไม่เห็นจะจริงเลยสักนิด ลูกชายเอาลูกอมให้คนอื่นมั่วซั่วก็ไม่ว่า แถมยังไม่แบ่งให้เธอบ้างเลยสักเม็ด ขี้เหนียวชะมัด
แต่ก็ไม่มีใครสนใจความคิดในใจของเธอ
หลินเจารู้ดีว่าพี่สะใภ้ใหญ่บ้านเว่ยเป็นคนชอบเอาเปรียบและปากมาก เธอจึงไม่แม้แต่จะชายตามอง แล้วหันไปพูดกับพี่สาวสามีแทน "พี่คะ ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับพี่ เราไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่าค่ะ"
คำพูดนี้เป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่าพี่สะใภ้ใหญ่บ้านเว่ยเป็นคนน่ารำคาญและเป็นส่วนเกิน
คนที่ยืนเป็นส่วนเกินอยู่ข้างๆ ได้แต่แอบกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ
กู้ฉานพยายามกลั้นหัวเราะ ก่อนจะลุกขึ้นพาแม่ลูกทั้งสามคนไปคุยกันในห้องของเธอ
ห้องนอนมีหน้าต่างบานเล็ก ทำให้แม้แต่ในเวลากลางวันก็ยังรู้สึกมืดทึบ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยร่องรอยของการใช้ชีวิต ซึ่งบ่งบอกได้ดีว่าเจ้าของห้องเป็นคนที่ขยันขันแข็งและพยายามดิ้นรนต่อสู้กับชีวิต
"เจาเจา เธอมีเรื่องอะไรจะคุยกับฉันเหรอ" กู้ฉานไม่รู้ว่าน้องสะใภ้ต้องการจะคุยเรื่องอะไร แต่ในใจกลับคิดไปไกลว่าเจาเจาอาจจะอยากหย่ากับเฉิงหวย ความคิดนั้นทำให้เธอตกใจจนหน้าซีดเผือด
คงไม่ใช่หรอกใช่ไหม
"พี่คะ ฉันมีงานอยู่งานหนึ่ง รับมาจากโรงงานไม้ขีดไฟ เป็นงานพับกล่องไม้ขีดไฟ พับหนึ่งกล่องได้สองเฟิน ฉันรับวัสดุที่ทำได้ 500 กล่องมา พี่สนใจจะรับไปทำไหมคะ"
[จบบท]