บทที่ 132: วีรบุรุษ (2/2)
ในปีนี้เองที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศประกาศหยุดรับนักศึกษาใหม่กะทันหัน ต่อให้อยากเรียนก็ไม่มีที่ให้เรียน
"ทำงานก็ดีเหมือนกัน แต่อย่าทิ้งการเรียนล่ะ ในอนาคตต้องมีโอกาสได้เรียนต่อแน่นอน" หลินเจาคิดว่าลูกพี่ลูกน้องของเธอยังเด็กอยู่มาก ในอีก 10 ปีข้างหน้าเขาก็จะอายุแค่ 20 กว่าๆ การกลับไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ขอแค่ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ก็พอ
ซ่งอวิ๋นจิ่นยิ้มกว้าง ดวงตาที่ดูคล้ายลูกสุนัขของเขาฉายแววอบอุ่น "พี่ครับ พี่กับพ่อสมแล้วที่เป็นลุงหลานกันจริงๆ พูดจาเหมือนกันเป๊ะเลย"
หลินเจาเหลือบมองเขาอย่างนึกหมั่นไส้ "ก็ฉันโตมากับลุงนี่นา จะเหมือนลุงก็ไม่เห็นแปลก"
อีกอย่าง โบราณว่าไว้ หลานชายเหมือนลุง หลานสาวก็ย่อมเหมือนลุงได้เช่นกัน
หลังจากกินข้าวเสร็จ หลินเจาก็ยื่นกล่องข้าวคืนให้ซ่งอวิ๋นจิ่น
"อวิ๋นจิ่น ช่วยอะไรพี่อย่างสิ" เธอเพิ่งนึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงร้องเรียกเขาไว้
ซ่งอวิ๋นจิ่นหยุดเดินแล้วหันกลับมา เขาก้าวเพียงสองสามก้าวก็มาหยุดยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ "มีอะไรให้ผมช่วยเหรอครับ"
"ช่วยพี่ไปเอารูปที่ร้านถ่ายรูป แล้วก็เอาฟิล์มสองสามม้วนนี้ไปให้ช่างเขาช่วยล้างให้หน่อย" หลินเจาหยิบใบเสร็จ ม้วนฟิล์ม และเงินออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง (ซึ่งจริงๆ แล้วเธอหยิบออกมาจากแหวนมิติ)
ดวงตาของซ่งอวิ๋นจิ่นเป็นประกายขึ้นมาทันที แววตาของเขาฉายแววตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด "พี่ครับ พี่… พี่ซื้อกล้องถ่ายรูปเหรอครับ"
นานๆ ครั้งเขาจะแสดงความสนใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างแรงกล้าถึงเพียงนี้
"ใช่แล้ว ถ้านายอยากเรียน สุดสัปดาห์นี้ฉันจะเอาไปที่บ้านแล้วสอนให้" หลินเจายิ้ม
ความปลาบปลื้มฉายชัดอยู่บนใบหน้าของซ่งอวิ๋นจิ่น
"ครับ!"
สิ้นเสียงตอบรับ เด็กหนุ่มก็รับของที่หลินเจามอบให้ แล้วเดินออกจากสหกรณ์ไปด้วยฝีเท้าที่เปี่ยมสุข
ทันทีที่เขาจากไป หลี่เฟินก็เดินเข้ามาหา
"นั่นลูกพี่ลูกน้องของเธอเหรอ"
สีหน้าของเธอฉายแววชื่นชม "หน้าตาหล่อเหลาเอาการเลยนะ"
หลินเจารู้อยู่แล้วว่าหลี่เฟินกำลังพยายามหาสามีให้น้องสาวของตัวเองอยู่ เธอจึงมองชายหนุ่มทุกคนด้วยสายตาของคนที่กำลังเฟ้นหาน้องเขย เธอจึงยิ้มแล้วตอบไปว่า "ยังเรียนหนังสืออยู่เลยนะ ไม่เหมาะหรอกน่า"
"นี่แน่ะ" หลี่เฟินใช้ศอกกระทุ้งแขนหลินเจาเบาๆ ก่อนจะแสร้งทำเสียงจิ๊จ๊ะ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
"ฉันจะดูไม่ออกได้ยังไงกัน เด็กนักเรียนกับคนที่ทำงานแล้วมันไม่เหมือนกันหรอกนะ แววตาของเขายังดูใสซื่อ หน้าตาก็ยังอ่อนเยาว์ ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นนักเรียน ต่อให้ฉันจะอยากได้น้องเขยแค่ไหน ก็ไม่คว้าเด็กนักเรียนมาให้น้องสาวหรอกน่า"
น้องสาวของเธอก็อายุ 20 ต้นๆ แล้ว ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นดูแล้วยังไม่ถึง 18 ด้วยซ้ำ ไม่เหมาะสมกันเลยสักนิด
หลินเจาแกล้งทำเสียงน้อยใจ "จะมาโทษฉันได้ยังไง ก็ใครใช้ให้พี่เฟินรีบร้อนซะจนคนทั้งสหกรณ์เขารู้กันหมดแล้วล่ะคะ"
หลินเจาเป็นคนหน้าตาสะสวยอยู่แล้ว การยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ยิ่งทำให้เธอดูงดงามสดใสราวกับดอกโบตั๋นที่กำลังเบ่งบาน ต่อให้ไม่ยิ้มก็ยังดูดี พอแกล้งทำท่าทางแบบนี้เข้าไป ยิ่งดูสดใสมีชีวิตชีวาจนทำให้หัวใจของหลี่เฟินรู้สึกซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก
ถ้าน้องสาวของเธอหน้าตาแบบนี้ ป่านนี้คงหาคู่ดีๆ ได้ไปนานแล้ว! หนุ่มๆ ในเมืองสมัยนี้มองกันแต่ที่หน้าตา ความขยันขันแข็งอย่างเดียวไม่พอ ต้องหน้าตาดีด้วย ถึงจะไม่ต้องสวยราวกับนางฟ้า แต่ก็ต้องดูน่ารักน่าเอ็นดู
น้องสาวของเธอไม่ใช่นางฟ้า แถมยังไม่น่ารัก ตัวก็สูงใหญ่อีก ถึงจะทำงานเก่งแค่ไหน การหาคู่ก็ยังเป็นเรื่องยากอยู่ดี
และแน่นอน เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ น้องสาวของเธอไม่มีงานประจำทำ
"จะไม่ให้รีบได้ยังไงล่ะ" หลี่เฟินถอนหายใจ
หลินเจาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย "ทำไมล่ะคะ มีข้อกำหนดอะไรที่ต้องทำให้สำเร็จภายในครึ่งปีหรือหนึ่งปีรึไง"
หลี่เฟินถึงกับหัวเราะออกมากับคำพูดของเธอ ความหมองหม่นในใจพลันจางลงไปเล็กน้อย
เธอเริ่มอธิบาย "ฉันมีน้องชายอีกคน ก่อนหน้านี้เขาเป็นทหารอยู่แนวหน้าตลอด เพิ่งจะกลับมาเมื่อสองปีก่อนนี่เอง เขาได้รับบาดเจ็บที่ขาในสนามรบ ทำให้เดินไม่ค่อยสะดวก ปีนี้อายุก็ 28 แล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งงานเลย ฉันให้คนช่วยหาคู่ให้ ก็ไปดูตัวมาหลายคนแล้ว แต่พอพวกผู้หญิงได้ยินว่าที่บ้านยังมีน้องสาวที่ยังไม่แต่งงานอีกคน ก็พากันถอยหนีหมดเลย"
"หา…?" หลินเจาทำหน้าซับซ้อน เธอไม่เข้าใจจริงๆ
ก็แค่มีน้องสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน แถมยังแข็งแรงดี ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องแต่งงานออกเรือนไปอยู่แล้ว นี่มันเป็นปัญหาตรงไหนกัน
"อาจจะยังไม่ถึงเวลาของเขามั้งคะ" เธอปลอบใจไปอย่างแกนๆ
เวลาที่คนเรารู้สึกหงุดหงิด ก็มักจะหาอะไรทำแก้เซ็ง หลี่เฟินหยิบผ้าขี้ริ้วขึ้นมาเช็ดเคาน์เตอร์ เธอเช็ดจากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง แล้วก็วนกลับมาเช็ดซ้ำอีก
เมื่อเดินมาถึงข้างๆ หลินเจา เธอก็พูดต่อ "ฉันยังไม่ได้บอกเหตุผลเลยนะ"
"น้องชายฉันบอกว่าเขาอยากให้น้องสาวฉันแต่งงานออกไปอย่างสมหน้าสมตา เขาเลยจะเตรียมนาฬิกาข้อมือให้เรือนหนึ่งเป็นสินเจ้าสาว"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เธอหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะเล่าต่อ "แล้วเขาก็บอกว่าจะเตรียมจักรยานให้ฉันคันหนึ่งด้วย บอกว่าตอนที่ฉันแต่งงานเขาไม่ได้อยู่ด้วย ไม่ได้ให้อะไรเป็นของขวัญเลย เลยอยากจะชดเชยให้"
หลี่เฟินรู้ดีว่าน้องชายของเธออยากจะคอยสนับสนุนและเป็นที่พึ่งให้เธอ
ก็ดูเอาเถอะ ตั้งแต่น้องชายประกาศว่าจะชดเชยจักรยานให้เธอเป็นสินเจ้าสาว พ่อแม่สามีก็ปฏิบัติต่อเธอด้วยความเกรงใจมากขึ้น มีของดีอะไรก็มักจะเรียกหาแต่ "เฟินเฟิน" เสมอ
หลินเจาเป็นลูกสาวที่ถูกพ่อแม่และพี่ชายตามใจมาตั้งแต่เด็ก พอแต่งงานแล้วก็ไม่มีใครกล้ามาต่อว่าอะไรเธอ ในฐานะคนที่ได้รับแต่สิ่งดีๆ มาตลอด เธอจึงไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหา
"นั่นก็น้องชายแท้ๆ ของพี่นะ เป็นพี่ชายแท้ๆ ของน้องสาวพี่ด้วย เขามีความสามารถและเต็มใจที่จะชดเชยสินเจ้าสาวให้พวกพี่ มันก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลยนี่"
เธอรู้ว่าพ่อแม่ของหลี่เฟินจากไปนานแล้ว น้องชายและน้องสาวต่างก็เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของหลี่เฟิน
ทั้งสามคนต่างพึ่งพากันและกันมาตลอด
ดังนั้น การที่น้องชายจะทำดีกับพี่สาวแท้ๆ ของตัวเองบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
หลี่เฟินทำหน้าซับซ้อน "ถ้าทุกคนคิดเหมือนเธอได้ก็ดีสิ พอผู้หญิงพวกนั้นได้ยินว่าน้องชายฉันจะให้จักรยานกับนาฬิกาข้อมือเป็นของขวัญให้ฉันกับน้องสาว ฝ่ายหญิงก็อ้าปากเรียกสินสอดเป็น ‘สามหมุนหนึ่งเสียง’ ทันที ถ้าไม่ได้ก็ไม่แต่ง"
คิดว่าเธอเป็นไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำรึไง ถึงได้กล้าเรียกสินสอดขนาดนั้น แม้แต่ลูกสาวของผู้อำนวยการโรงงานยังไม่กล้าเรียกขนาดนี้เลย
"ของพวกนั้นมันจะหามาง่ายๆ ได้ยังไงกัน ราคารวมๆ กันก็เกือบพันแปดร้อยหยวนแล้วนะ ไหนจะต้องหาทางไปหาตั๋วมาซื้ออีก น้องชายฉันก็เลยปฏิเสธไปทันที แล้วผู้หญิงคนนั้นพูดว่าอะไรบ้างรู้ไหม หาว่าบ้านฉันไม่จริงใจ หาว่าน้องชายฉันเป็น...เป็นพวกบ้าพี่บ้าน้อง"
แม้ว่าเรื่องจะผ่านมาครึ่งปีแล้ว แต่เมื่อหลี่เฟินเล่าถึงเรื่องนี้ เธอก็ยังโกรธจนตัวสั่น
หลินเจาเอื้อมมือไปตบที่หลังมือของหลี่เฟินเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบใจ
เรื่องแบบนี้มันก็น่าโมโหจริงๆ นั่นแหละ
"อย่าโกรธไปเลยค่ะ ผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวแบบนั้น ไม่คู่ควรที่จะก้าวเข้ามาในบ้านของพี่หรอก ไม่คู่ควรที่จะเป็นภรรยาของวีรบุรุษด้วยซ้ำ ค่อยๆ หาไปนะ ฉันเชื่อว่าน้องชายของพี่จะต้องหาคนดีๆ เจอแน่นอน" หลินเจาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและจริงจัง
นั่นคือวีรบุรุษนิรนามที่ยอมหลั่งเลือดและบาดเจ็บเพื่อประเทศชาติ เขาสมควรได้รับความสุขนะ ความสุขที่ไร้ซึ่งความเจ็บปวดและไร้กังวลไปตลอดชีวิต!
หลี่เฟินไม่เคยเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ใครฟัง เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นเรื่องตลกให้คนอื่นหัวเราะเยาะ แต่เธอรู้ว่าหลินเจาไม่ใช่คนปากสว่าง นอกจากนี้…เมื่อนึกถึงธัญพืชหยาบสองจินที่หลินเจายัดใส่มือเธอเมื่อเช้า ความรู้สึกสนิทสนมที่มีต่อหญิงสาวคนนี้ก็เพิ่มพูนขึ้นในใจ
ผู้หญิงที่รู้จักบุญคุณและพร้อมที่จะตอบแทน เป็นคนดีที่น่าไว้วางใจ
"เจาเจา" เธอเรียกชื่อหลินเจา น้ำเสียงห้าวๆ ของเธออ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
[จบบท]