บทที่ 136: เขาคือคนรักของฉัน (2/2)
“วันที่ฉันโทรศัพท์คุยกับคุณ ฉันพาลูกแฝดไปดูหนังด้วยล่ะค่ะ พวกเขาดีใจกันใหญ่เลย เอาไปเล่าให้เด็กๆ ที่กองพลการผลิตฟังอยู่หลายวัน” หลินเจาเล่าเรื่องน่ารักของลูกๆ ให้พ่อของพวกเขาฟัง
ภาพของภรรยาผู้อ่อนโยนและงดงามกำลังจูงมือลูกชายสองคนผุดขึ้นในความคิดของกู้เฉิงหวย ต้าไจ่ลูกชายคนโตคงจะสุขุมและเงียบขรึมตามประสา เขาคงจะเอาแต่ยิ้มหวานให้แม่ ส่วนเอ้อร์ไจ่ลูกชายคนรองคงจะกระโดดโลดเต้นไปมา พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด ถามนั่นถามนี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกอย่าง ดวงตาของเขาคงจะเปล่งประกายสดใส…
เหมือนกับดวงตาของเจาเจาในตอนที่พบเขาครั้งแรกไม่มีผิด ภาพนั้นทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบลง
“ลำบากคุณแล้วนะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง มือที่กอบกุมมือของหลินเจาไว้กระชับแน่นขึ้น ในแววตาฉายความรู้สึกผิดและสงสารออกมาอย่างชัดเจน เขาที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างครอบครัวรู้สึกผิดต่อเจาเจา ลูกๆ ทั้งสี่ และพ่อกับแม่เสมอ
หลินเจาส่ายหน้ายิ้มหวาน “ไม่ลำบากเลยค่ะ คุณก็รู้ว่าต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่เป็นเด็กดี ไม่เคยทำให้ฉันต้องเหนื่อยใจเลยสักนิด คุณต่างหากที่ลำบาก”
นานๆ ทีจะได้พบกัน สองสามีภรรยาจึงมีเรื่องให้พูดคุยไม่รู้จบ โดยเฉพาะกู้เฉิงหวยที่เต็มไปด้วยคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภรรยา เขาอยากจะถามแต่ก็กลัวว่าจะไปสะกิดโดนแผลใจของเธอ ทำให้เธอเข้าใจผิดว่าเขากำลังตำหนิเรื่องในอดีตที่เธอไม่เคยดูแลลูกๆ เขาจึงได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจและคอยสังเกตการณ์ไปก่อน
“แล้วเรื่องงานล่ะ ชินหรือยัง เหนื่อยไหม?”
หลินเจาเหลือบตามองขึ้นอย่างอ่อนโยน “งานพนักงานขายน่ะเหรอคะ คุณก็น่าจะรู้นี่นา? สบายจะตายไป แถมยังเลิกงานเร็วอีกต่างหาก ฉันชอบสุดๆ ไปเลยค่ะ” เธอเขย่าแขนของกู้เฉิงหวยเบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงสดใส “พ่อของลูก คุณไม่รู้หรอกว่าตอนเรียนหนังสือ ฉันอิจฉาสหายที่เป็นพนักงานขายมากแค่ไหน ฉันเคยคิดว่าทำไมถึงมีงานที่สบายขนาดนี้กันนะ แค่วางของไปมา มีคนมาก็ทักทาย พอไม่มีคนก็ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ จะแอบงีบหรือถักเสื้อไหมพรมก็ยังได้ แถมสวัสดิการก็ดีอีกต่างหาก นี่มันงานในฝันชัดๆ ไม่คิดเลยว่าฉันจะมีโอกาสได้ทำ พูดไปก็อย่าหัวเราะเยาะนะคะ คืนก่อนไปทำงานวันแรก ฉันตื่นเต้นจนนอนไม่หลับไปครึ่งค่อนคืนเลย อยากจะหาคนคุยด้วยก็...” ไม่มี
กู้เฉิงหวยสัมผัสได้ถึงความเหงาที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเธอ หัวใจของเขาพลันบีบรัดแน่น
หลินเจาไม่ต้องการให้สามีต้องมารู้สึกผิด เพราะเธอรู้ดีมาตั้งแต่แรกแล้วว่าการแต่งงานกับทหารหมายความว่าอย่างไร เขาไม่มีทางที่จะอยู่เคียงข้างครอบครัวได้ตลอดเวลาเหมือนสามีหรือพ่อคนอื่นๆ
เมื่อบทสนทนาดำเนินมาถึงจุดนี้ เธอก็ยิ้มจนตาหยีแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างแนบเนียน “เฉิงหวย ฉันมีความสุขมากนะคะ”
ระลอกคลื่นแห่งความรู้สึกก่อตัวขึ้นในดวงตาของกู้เฉิงหวย “คุณมีความสุขก็พอแล้ว”
“มีความสุขสิคะ การเป็นพนักงานขายคือเป้าหมายสูงสุดของฉันตอนเรียนมัธยมปลายเลยนะ” หลินเจาเงยหน้าขึ้นมองกิ่งไม้ที่ต้องแสงแดดจนเป็นประกายระยิบระยับ แสงและเงาที่ทาบทับลงบนใบหน้าด้านข้างของเธอยิ่งขับให้เธอดูอ่อนโยน “ฉันไม่เหมือนคนอื่นที่ฝันอยากจะเป็นใหญ่เป็นโต แปลกมากใช่ไหมคะ?” เธอหันกลับมาสบตากับกู้เฉิงหวย น้ำเสียงเจือแววหยอกล้อ
“ไม่แปลกเลย” กู้เฉิงหวยส่ายหน้า ดวงตาของเขาสดใสและจริงใจ “คนเรามีเป้าหมายในชีวิตต่างกัน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางของตัวเอง คุณดีมากแล้ว”
รอยยิ้มของหลินเจากว้างขึ้นกว่าเดิม “คุณรู้วิธีทำให้ฉันอารมณ์ดีเสมอเลย”
ในใจของกู้เฉิงหวย ไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไร เธอก็ดีที่สุดเสมอ
“ผมไม่ได้ปลอบนะ ผมพูดจากใจจริง” เขาย้ำ
“ฉันรู้ค่ะ” และนั่นคือสิ่งที่ทำให้คำพูดของเขามีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด
ทั้งสองพูดคุยกันไปพลางเดินไปที่โรงภาพยนตร์ ที่หน้าต่างขายตั๋ว พนักงานยังคงเป็นกัวเหม่ยจูคนเดิม บางคนที่ไม่รู้จักการต่อคิวก็พยายามเบียดเสียดเข้ามาข้างหน้า ยื่นมือเข้ามาในช่องขายตั๋วจนน่าโมโห
กัวเหม่ยจูที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ทำหน้าเย็นชา แต่ก็ยังคงความสะสวย ตะโกนเสียงดังลั่น “ทำอะไรกันน่ะหา! เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ไม่รู้จักต่อแถวหรือไง คนนั้นน่ะ! ที่มีไฝที่มือ! ยังจะเบียดเข้ามาอีก คิดจะฉวยโอกาสตอนชุลมุนหรือไงหา? ฉันเห็นนะ!”
แม้ปากจะบ่นไม่หยุด แต่มือของเธอก็ยังคงทำงานอย่างคล่องแคล่ว สายตาก็เฉียบคม ไม่มีใครสามารถหลอกเอาตั๋วฟรีไปจากเธอได้
หลินเจามองภาพตรงหน้าแล้วก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
“คุณรู้จักเหรอ?” กู้เฉิงหวยถาม
“อืม เพื่อนสมัยมัธยมต้นของฉันเองค่ะ” เธอตอบ
เมื่อเห็นว่ากัวเหม่ยจูสังเกตเห็นเธอแล้ว หลินเจาจึงโบกมือให้ก่อนจะชี้เข้าไปในโรงภาพยนตร์เพื่อเป็นสัญญาณว่าเธอต้องการดูหนังและอยากให้ช่วยเก็บตั๋วไว้ให้สองใบ กัวเหม่ยจูพยักหน้ารับรู้แล้วก็หันกลับไปทำงานต่อ
กู้เฉิงหวยสังเกตเห็นว่าริมฝีปากของภรรยาดูแห้งเล็กน้อย จึงบอกให้เธอรออยู่ในที่ร่ม ส่วนตัวเขาก็รีบเดินออกไปเพื่อซื้อน้ำอัดลมมาให้ แม้จะไม่ได้เจอกันนาน แต่ความเข้าอกเข้าใจของทั้งสองก็ยังคงเหมือนเดิม หลินเจารู้ดีว่าเขาจะไปไหน รอยยิ้มจึงปรากฏขึ้นที่มุมปากและหางตาของเธอ
เมื่อจัดการกับลูกค้าเสร็จ กัวเหม่ยจูก็เดินถือตั๋วสองใบมาให้
“เจาเจา นี่ตั๋วของเธอ”
หลินเจารับตั๋วมาแล้วส่งเงินให้ พร้อมกับแอบยัดช็อกโกแลตชิ้นหนึ่งใส่มือเพื่อน
“ช็อกโกแลต! นี่มันช็อกโกแลตนี่นา เจาเจา?!” กัวเหม่ยจูตาโตด้วยความตื่นเต้น เธอไม่เคยกินมาก่อน แต่เคยได้ยินลูกพี่ลูกน้องที่มาจากในเมืองอวดว่ามันอร่อยมาก อร่อยกว่าลูกอมทุกชนิดในสหกรณ์การค้าและการตลาดรวมกันเสียอีก
“ใช่จ้ะ ช็อกโกแลต” หลินเจาพยักหน้า
“ได้ยินว่ามันแพงมากเลยนะ ที่สหกรณ์ฯ ก็ไม่มีขาย ไม่คิดเลยว่าเธอจะมี แถมยังใจดีให้ฉันอีก ขอบคุณมากนะ” กัวเหม่ยจูยิ้มขอบคุณ
“ไม่เป็นไรหรอก เธอก็ช่วยเก็บตั๋วไว้ให้ฉันเหมือนกัน”
เมื่อพูดถึงเรื่องตั๋ว กัวเหม่ยจูก็นึกถึงชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ หลินเจาเมื่อครู่ ดวงตาของเธอเป็นประกาย “เจาเจา เมื่อกี้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอคือใครเหรอ? ใช่พี่ชายคนที่สามของเธอหรือเปล่า?”
หลินเจาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ใช่จ้ะ เขาคือคนรักของฉัน”
ประโยคนั้นลอยเข้าหูของกู้เฉิงหวยที่เดินกลับมาพอดี นายทหารหนุ่มผู้เย็นชาราวกับจันทราในฤดูหนาวพลันสลายความเย็นชาในดวงตาลง ที่มุมปากปรากฏรอยยิ้มจางๆ
“หา...?!” กัวเหม่ยจูอุทานออกมาด้วยความตกใจ สีหน้าของเธอดูซับซ้อนและแปลกประหลาด นี่น่ะเหรอ...คนที่เพื่อนๆ แอบนินทาลับหลังว่าเป็นคนบ้านนอกคอกนาทั้งเชยทั้งขี้เหร่?
เชยตรงไหน? ขี้เหร่ตรงไหน? ตาบอดกันหมดหรือไง!
“เป็นอะไรไปเหรอ?” หลินเจาขมวดคิ้วถาม
กัวเหม่ยจูไม่อยากให้ข่าวลือไร้สาระมาทำลายบรรยากาศดีๆ ของเพื่อนจึงรีบส่ายหน้า “เปล่าๆ ไม่มีอะไร คนรักของเธอหน้าตาดีมากเลยนะ”
สมแล้วที่เป็นหลินเจา เธอบอกแล้วว่าคนอย่างหลินเจาไม่มีวันปล่อยตัวให้ตกต่ำแน่นอน เธอเป็นคนฉลาดและรู้ดีเสมอว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
“อ้อ” หลินเจาไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เธอบอกลาเพื่อนแล้วเดินตามกู้เฉิงหวยเข้าไปในโรงภาพยนตร์
ในขณะที่คู่สามีภรรยาที่ความคิดถึงยังคงคุกรุ่นกำลังใช้เวลาหอมหวานอยู่ในโลกใบเล็กของสองเรา ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เด็กน้อยทั้งสี่และสุนัขอีกสองตัวกลับกำลังชะเง้อคอรอจนเหงือกแห้ง
“พี่ครับ เมื่อไหร่แม่จะกลับมาสักที” เอ้อร์ไจ่เอ่ยถามอย่างร้อนใจ เขากับพี่ชายเพิ่งซักผ้าเสร็จ ชายเสื้อและขากางเกงยังเปียกชื้น ส่วนรองเท้าแตะก็เต็มไปด้วยโคลน
ต้าไจ่ยังคงจ้องมองไปยังทิศทางที่แม่ของเขาจะปรากฏตัวอยู่เสมอไม่วางตา คิ้วเล็กๆ ของเขาขมวดมุ่น
ซื่อไจ่เอียงคอเล็กน้อย กะพริบตาโตใสแป๋วที่คลอหน่วยด้วยน้ำตาก่อนจะเอ่ยออกมาสองคำอย่างสงสัย “...หลงทาง?”
เอ้อร์ไจ่อ้าปากหัวเราะก๊ากออกมาเสียงดังลั่น ก่อนจะแกล้งลากเสียงยาว “นึกว่าแม่เป็นตัวเองหรือไง...?”
“ฮ่าๆๆๆ!”
“แม่เป็นผู้ใหญ่นะ! ผู้ใหญ่!! ผู้ใหญ่ที่ไหนเขาจะหลงทางกันเล่า? ยัยโง่ซื่อไจ่เอ๊ย!”
หนูน้อยแก้มแดงก่ำด้วยความโกรธ แขนอวบๆ เป็นปล้องๆ ของเธอเหวี่ยงไปมาเหมือนกังหันลม ทั้งร่างดูเหมือนลูกแมวขนฟูฟ่องที่กำลังพองขนขู่ ก่อนจะร้อง “อ๊า!” แล้วพุ่งเข้าใส่พี่ชาย
“พี่ชายใจร้าย!”
[จบบท]