บทที่ 138: ฉันไม่ได้แค่มอง แต่ฉันจูบด้วย (2/2)
ต้าหวงกับหู่โพเห่าขึ้นสองสามครั้งก่อนจะวิ่งตามเขาไปติดๆ
ต้าไจ่กระทืบเท้าอย่างร้อนรน เมื่อเห็นน้องชายและน้องสาวที่ยังคงเดินอย่างเชื่องช้า เขาก็อยากจะแบกทั้งสองคนแล้ววิ่งตามไปเสียเดี๋ยวนี้เลย
ทันใดนั้น เสียงแหลมสูงที่เต็มไปด้วยความโกรธของเอ้อร์ไจ่ก็ดังแหวกอากาศขึ้นมา “พี่! พี่!!” เขาตะโกนเรียกพี่ชายอย่างร้อนรนจนเสียงหลง
“จักรยาน! มีคนขโมยจักรยานบ้านเราไป!!”
เสียงของเขาดังกังวานก้องไปทั่วบริเวณ
กู้เฉิงหวยได้ยินเสียงนั้นก็กำเบรกอย่างแรงจนล้อล็อก แป้นเหยียบหมุนคว้างเกิดเสียงเสียดสีแสบแก้วหู ใบหน้าหล่อเหลาที่ปกติจะเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ก็พลันปรากฏรอยร้าว
“…”
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำใด เอ้อร์ไจ่ก็คว้าท่อนไม้ที่ยาวกว่าความสูงของตัวเองขึ้นมาจากข้างทาง ลองชั่งน้ำหนักในมือแล้วรู้สึกว่ายังไม่พอ เลยก้มลงหยิบหินก้อนแหลมขึ้นมาอีกก้อน ก่อนจะวิ่งตรงเข้ามาเหมือนดินปืนที่ถูกจุดชนวน
เด็กชายกางขาออกกว้างสุดชีวิต แกว่งแขนไปมา เหวี่ยงก้อนหินสลับกับควงท่อนไม้ ท่าทางเอาเรื่องเต็มที่
เขาเหวี่ยง “อาวุธ” ในมือตรงไปยังชายบนจักรยาน
“แม่ฉันอยู่ไหน! บอกมานะ นายเอาแม่ฉันไปซ่อนไว้ที่ไหน!?”
เพราะมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบวางอยู่หน้ารถ ประกอบกับรูปร่างที่บอบบางของหลินเจา ทำให้เธอถูกบดบังจนมิดชิด แม้แต่ปลายเท้าก็ยังมองไม่เห็น
เมื่อได้ยินคำพูดของลูกชาย หัวใจของหลินเจาก็อุ่นวาบ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกขบขันจนพูดไม่ออก
ดูเหมือนว่าการที่ให้ดูรูปถ่ายบ่อยๆ จะไม่ช่วยอะไรเลยสินะ
เธอคลายมือออกจากเอวสอบของกู้เฉิงหวยแล้วกระโดดลงจากรถ ปรากฏตัวต่อหน้าลูกชายพลางโบกมือให้ “เอ้อร์ไจ่ แม่ อยู่นี่”
เอ้อร์ไจ่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปดึงแขนแม่ให้ถอยห่างจาก ‘ผู้ชายแปลกหน้า’ คนนั้น แล้วใช้ร่างเล็กๆ ของตัวเองยืนบังหลินเจาไว้ เขาใช้ท่อนไม้ชี้ไปที่กู้เฉิงหวยแล้วตวาดเสียงดัง: “นาย! เอาจักรยานของบ้านฉันคืนมานะ!”
กู้เฉิงหวย: “…”
แววตาของเขาฉายความจนใจอย่างเห็นได้ชัด
เขามองไปยังภรรยาที่ยืนเอามือปิดปากแอบขำอยู่ข้างๆ แล้วส่งสายตาไปถามว่า ‘นี่คือผลของการที่ลูกได้ดูรูปของผมบ่อยๆ งั้นเหรอ’
เอ้อร์ไจ่ขมวดคิ้ว เขาใช้ท่อนไม้กระทุ้งพื้นดัง ปัง! ปัง! ปัง!
“มองไปไหน! มองไปไหน!! ห้ามมองแม่ฉันนะ!” เขาขู่ฟ่อ “เชื่อไหมว่าฉันจะสั่งให้ต้าหวงกัดนาย!!”
สิ้นเสียงของเขา
ต้าหวงก็เห่าขึ้นมารับคำอย่างรู้งาน
“โฮ่ง—!”
กู้เฉิงหวยนึกสนุกอยากแกล้งลูกชาย “ก็ฉันจะมอง”
“ฉันไม่ได้แค่มอง แต่ฉันจะจับด้วย” พูดจบเขาก็ก้าวเข้าไปหา ดึงมือของหลินเจาขึ้นมา…แล้วจูบลงบนปลายนิ้วของเธออย่างเปิดเผย
พร้อมกับส่งสายตาท้าทายและมองอย่างเหนือกว่าไปยังเอ้อร์ไจ่
ภรรยาของเขา เขาก็มีสิทธิ์จะมอง
ดวงตาสีนิลของหลินเจาเบิกกว้าง แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อขึ้นมาทันที งดงามราวกับสีของดอกท้อแรกแย้ม
“ลูกอยู่ด้วยนะ!” เธอโกรธจนฟาดเขา กำปั้นเล็กๆ ทุบลงบนร่างแกร่งซึ่งเจ็บไม่ใช่น้อย
กู้เฉิงหวยพลันสงบเสงี่ยมลงทันที
เอ้อร์ไจ่โกรธจนขบกรามแน่น เขาเงื้อท่อนไม้ขึ้นเตรียมจะสู้ให้ตายกันไปข้าง
อ๊ากกกก! โกรธจนเลือดขึ้นหน้าแล้ว!
เด็กชายเงื้อไม้ขึ้นสูง เตรียมจะลงมือสั่งสอนผู้ใหญ่ให้รู้สำนึก
“ย้าก! ฉันจะสู้กับนายให้รู้ดำรู้แดงไปเลย!”
เพียงชั่วพริบตา กู้เฉิงหวยก็คว้าท่อนไม้ไว้ได้ เขาออกแรงเพียงเล็กน้อยอย่างมีเทคนิค ไม้ท่อนนั้นก็หลุดจากมือของเอ้อร์ไจ่ไปอยู่ในมือของเขาแทน ก่อนที่เขาจะโยนมันทิ้งไปในพงหญ้าข้างทางที่สูงระดับข้อเท้าอย่างไม่ใส่ใจ
แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า: “กู้เอ้อร์ไจ่ นายยังอ่อนหัดเกินไป”
ในใจของเขามีแผนการผุดขึ้นมา เขาคิดว่าช่วงที่ได้กลับมาอยู่บ้านคราวนี้ จะต้องจับลูกชายทั้งสองคนมาฝึกฝนร่างกายให้ดี ไม่อย่างนั้นจะปกป้องแม่ของพวกเขาได้อย่างไร
แต่ถึงอย่างนั้น…
ก็กล้าหาญมาก
ควรค่าแก่การชื่นชม
แววตาของกู้เฉิงหวยฉายความพึงพอใจออกมา
เอ้อร์ไจ่มองอาวุธคู่ใจที่ถูกยึดไปสลับกับมองมือที่ว่างเปล่าของตัวเอง เขายืนงงงันราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง
ไม้ของเขา…ถูกแย่งไปได้ยังไงกัน
ต้าไจ่จูงน้องๆ เดินเข้ามา เขาเงยหน้าขึ้นมองชายร่างสูงใหญ่ตรงหน้าแวบหนึ่งก่อนจะรีบหลบสายตา แสร้งทำเป็นใจเย็น เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเจา นิ้วมือของเขาก็งอเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเรียก “พ่อครับ”
“อืม” กู้เฉิงหวยก้มลงมองลูกชายคนโต
เด็กชายยังคงเหมือนกับภาพในความทรงจำของเขา เป็นเด็กที่เชื่อฟังและเงียบขรึม เรียบร้อยมากจริงๆ
การเจอกันครั้งนี้ ลูกๆ ทั้งสี่คนของเขาเปลี่ยนไปมาก พวกเขาดูมีน้ำมีนวลขึ้น เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ไม่ใช่ของเก่าๆ ขาดๆ อีกต่อไป แม้แต่รองเท้าก็เป็นของที่ซื้อจากสหกรณ์การค้าและการตลาด ดูทันสมัยกว่าเด็กๆ ที่บ้านพักทหารเสียอีก
“สูงขึ้น อ้วนขึ้น เป็นหนุ่มแล้วนะ” เขาเอ่ยชม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในใจของต้าไจ่ก็ราวกับมีดอกไม้นับพันเบ่งบาน เขาแอ่นอกยืดตัวขึ้นโดยไม่รู้ตัว หางที่มองไม่เห็นด้านหลังคงกำลังแกว่งไกวไปมาอย่างมีความสุข
“พ่อก็เหมือนกับที่แม่เล่าให้ฟังไม่มีผิดเลยครับ”
ดวงตาสีดำที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มของกู้เฉิงหวยเหลือบมองใบหน้าของหลินเจา หางตาของเขาฉายแววสงสัยระคนอยากรู้
“เหรอ”
“แล้วแม่ของลูกเล่าว่ายังไงบ้างล่ะ”
เอ้อร์ไจ่เห็นว่าไม่มีใครสนใจตัวเองก็ร้อนใจ เขารีบกระโดดออกมาแทรกกลางวงสนทนาแล้วพูดรัวเร็ว “ผมรู้! ผมรู้!”
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่ลุ่มลึกของผู้เป็นพ่อ ดวงตาสีดำขลับของเด็กน้อยก็กะพริบปริบๆ
ในใจของเขากำลังคิดอย่างทระนง
เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่านี่คือพ่อของเขา
แต่…พอคิดว่าพ่อเพิ่งจะกลับมาก็มาแย่งแม่ไป แถมยังทำให้แม่กลับบ้านช้าไปตั้งสองชั่วโมง เขาเลยตั้งใจจะสั่งสอนพ่อสักหน่อย ให้รู้ซะบ้างว่าถึงเป็นผู้ใหญ่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรตามใจชอบได้!
ถึงแม้ว่าบทเรียนนี้จะกินเวลาไม่ถึงสองนาทีและล้มเหลวไม่เป็นท่าก็เถอะ…แต่ก็ถือว่าล้มเหลวอย่างสมศักดิ์ศรีล่ะน่า เชอะ
“ลูกว่ามาสิ” กู้เฉิงหวยเปิดทางให้ลูกชายคนรอง
“แม่บอกว่าพ่อสูงมาก แล้วก็หล่อมาก เป็นชายหนุ่มที่หล่อและสูงที่สุดในคอมมูน แถมยังเป็นทหารที่เก่งมากด้วยครับ” พอเอ้อร์ไจ่ได้เห็นหน้าพ่อของเขา เขาก็รู้สึกว่าพ่อไม่เหมือนพ่อของเด็กคนอื่นในกองพลการผลิตเลย ดูท่าทางแล้วน่าจะต่อยเด็กคนอื่นให้ร้องไห้ได้ด้วยหมัดเดียว เก่งกาจสุดๆ
เด็กน้อยตัดสินใจคืนดีกับพ่อของเขาแต่เพียงฝ่ายเดียว
เขาเอ่ยขออย่างไม่เกรงใจ “พ่อครับ ผมขอดูหมวกทหารของพ่อได้ไหมครับ”
“เอ้อร์ไจ่ อย่าไปกวนพ่อเขาสิ เดี๋ยวอีกหน่อยแม่จะทำให้ลูกทั้งสองคนเอง” หลินเจาช่วยแก้ต่างให้
เธอไม่อยากให้ลูกๆ คิดว่าของทุกอย่างเป็นของเล่น โดยเฉพาะของใช้ส่วนตัวของพ่อ
ระหว่างการได้ลองสัมผัสชั่วครั้งชั่วคราวกับการได้เป็นเจ้าของเอง อันไหนจะดีกว่ากัน เอ้อร์ไจ่ย่อมรู้ดี
“ครับ!” เขายอมล้มเลิกความคิดที่จะขอดูหมวกทหารของพ่อแล้วตอบรับเสียงใส
หลินเจาเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเอ้อร์ไจ่แล้วพูดอย่างหมั่นไส้ “รู้แต่แรกแล้วใช่ไหมว่าเป็นพ่อ ยังจะมาแกล้งทำเป็นไม่รู้อีกนะ ตีบทแตกซะจนแม่เชื่อเลย ควรจะส่งไปเล่นหนังจริงๆ”
“ได้เหรอครับ” เอ้อร์ไจ่ได้ทีก็รีบฉวยโอกาสทันที ดวงตาของเขาเป็นประกาย “มีเงินให้ด้วยไหมครับ?!”
“…” หลินเจาใช้นิ้วมือนวดขมับเบาๆ พลางพูดอย่างจนใจ “ไหนบอกว่าโตขึ้นจะซื้อรถ แล้วไปรับของหายากจากในเมืองมาขายตามกองพลการผลิตต่างๆ ไง”
“อะไรกัน ความฝันเปลี่ยนไปอีกแล้วเหรอ?!”
เอ้อร์ไจ่ส่ายหัวเป็นพัลวัน “ไม่ๆๆ ครับ”
เขารีบอธิบาย “ไม่เปลี่ยนครับ! เรื่องซื้อรถเป็นเรื่องของอนาคต แต่เรื่องเล่นหนัง…ผมเล่นได้เลยนะตอนนี้!”
พูดจบเขาก็มองหลินเจาด้วยสายตาคาดหวังเต็มเปี่ยม
คิ้วของเขาเลิกขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา
“แม่ครับ แล้วแม่จะส่งผมไปเล่นหนังเมื่อไหร่เหรอครับ” แค่ลองจินตนาการว่าจะได้เห็นตัวเองในจอภาพยนตร์ เอ้อร์ไจ่ก็คิดแผนที่จะไปอวดพวกเถี่ยฉุยไว้เรียบร้อยแล้ว
หลินเจาที่ตั้งใจจะแกล้งลูกกลับถูกย้อนศรจนพูดไม่ออก
กู้เฉิงหวยก้มลงมองเอ้อร์ไจ่ที่แม้ตัวจะเล็กแต่ความฝันกลับไม่เล็กตาม แล้วพูดขึ้นช้าๆ ว่า “ถ้าลูกอยากไปจริงๆ พ่อจะหาคนพาลููกไป”
มุมปากของเอ้อร์ไจ่ยังไม่ทันจะได้ยกขึ้นจนสุด เขาก็ได้ยินพ่อพูดเสริมขึ้นมาเรียบๆ ว่า “แต่ได้ยินมาว่าเวลาถ่ายหนังทีนึงก็ใช้เวลาเป็นครึ่งปีหรือไม่ก็เป็นปีเลยนะ ต้องจากบ้านไปนานๆ ลูกคิดดีแล้ว…”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อให้ลูกชายมีโอกาสเปลี่ยนใจ
และก็เป็นไปตามคาด
พอเอ้อร์ไจ่ได้ยินว่าจะต้องจากบ้าน เขาก็เปลี่ยนใจทันที “ผมไม่ไป! ผมไม่อยากจากแม่ไป!!”
เขารู้สึกว่าพ่อของเขาต้องมีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่แน่ๆ เด็กน้อยจึงจดบัญชีแค้นไว้ในใจเป็นข้อๆ
กู้เฉิงหวยไม่ได้ใส่ใจท่าทีนั้น
เพราะตอนนี้หัวใจของผู้เป็นพ่ออยู่ที่ลูกสาวตัวน้อยหมดแล้ว
เขาเห็นซื่อไจ่ที่ถักผมเปียยืนอยู่ด้านหลังต้าไจ่
เด็กหญิงตัวน้อยสวมเสื้อแขนสั้นกับกางเกงขาสั้น บนเท้ามีรองเท้าผ้าเล็กๆ ที่ย่าของเธอเป็นคนทำให้ ผิวขาวนุ่มนิ่ม เธอกำลังแหงนหน้ามองเขาด้วยท่าทางตกตะลึงในความสูงของเขา ดวงตาอัลมอนด์สีนิลกลมโตที่ถอดแบบมาจากเจาเจาไม่มีผิด
เพียงแค่เธอยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆ ก็ทำให้หัวใจของผู้เป็นพ่ออ่อนยวบลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
กู้เฉิงหวยย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง ซ่อนเก็บรัศมีความน่าเกรงขามทั้งหมดของตัวเองไว้ ก่อนจะอ้าแขนออกรอรับซื่อไจ่ คิ้วของเขาคลายออกจากกัน น้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่สุด
“ซื่อไจ่มานี่สิ ให้พ่อกอดกอดหน่อยนะ”
หลินเจาเม้มปากกลั้นขำ
เธอกล้ารับประกันเลยว่า นอกจากตอนที่เรียกชื่อเธอแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่กู้เฉิงหวยพูดคำซ้ำๆ แถมยังเป็นคำที่หวานเลี่ยนอย่าง ‘กอดกอดหน่อย’ อีกด้วย
ไม่น่าเชื่อเลย!
เอ้อร์ไจ่ยิ่งทำหน้าประหลาดใจ เขาอ้าปากฟ้องทันที “พ่อครับ! ผมวิ่งมาถึงก่อนนะ คนแรกที่พ่อเจอคือผม ทำไมพ่อไม่บอกว่าจะกอดผมล่ะ!”
กู้เฉิงหวยส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อไปให้ลูกชาย
ใครกันที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกก็ร้องจะตีจะฆ่าเขา แล้วยังจะให้กอดอีกเหรอ ไม่โดนตีสักตุ้บก็ถือว่าเขาใจดีมากแล้ว!
“?”
เอ้อร์ไจ่เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง เขาจึงหันไปฟ้องแม่ทันทีโดยไม่ต้องคิด “แม่ครับ พ่อลำเอียงเห็นๆ เลย!”
[จบบท]