บทที่ 140: ฉันไม่ใช่พ่อเธอ (2/2)
ดูเหมือนเอ้อร์ไจ่จะใช้พ่อเป็นเครื่องมือในการอวดเบ่งไม่เลิกรา
เขายืนเท้าสะเอว แล้วขู่เสียงดัง “พี่พูดจาระวังหน่อยนะ ถ้ายังกล้าพูดว่าแม่ฉันเป็นผู้หญิงขี้เกียจอีกละก็ ฉันจะพาพ่อไปที่บ้านพี่เลยคอยดู พ่อฉันจะต่อยพ่อพี่ ส่วนฉันจะต่อย…”
คำว่า “พี่” ยังไม่ทันจะหลุดออกจากปาก เมื่อเห็นว่าฉางเซิ่งสูงกว่าเขาตั้งครึ่งศีรษะ เขาก็เปลี่ยนคำพูดอย่างฉลาด “ฉันกับปังปังแล้วก็คนอื่นๆ จะรุมต่อยพี่เอง”
เขาชูกำปั้นขึ้นข่มขู่
พ่อของฉางเซิ่งที่กำลังยืนมุงดูอยู่ด้วย พอได้ยินคำพูดของเอ้อร์ไจ่ ก็ถึงกับอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาออกมา
เดี๋ยวนะ เขาไปทำอะไรผิดมางั้นเหรอ
ฉางเซิ่งยิ่งรู้สึกน้อยใจมากขึ้นไปอีก “ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นนานแล้วนะ ทำไมนายยังจำได้อีกล่ะ”
ที่เขาเคยพูดแบบนั้น ก็เพราะว่าแม่ของฝาแฝดเป็นผู้หญิงขี้เกียจจริงๆ นี่นา แต่หลังจากที่อาหลินได้เข้าไปทำงานในอำเภอ เขาก็ไม่เคยพูดแบบนั้นอีกเลย
“ก็ฉันเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นนี่” เอ้อร์ไจ่เอียงคอพูดอย่างภาคภูมิใจ
เพราะเรื่องของแม่ ทำให้ฉางเซิ่งถูกเด็กคนอื่นๆ ในกองพลการผลิตพากันรังเกียจ ทุกคนต่างพูดว่าแม่ของเขาเป็นขโมย อิทธิพลความเป็นหัวโจกของเขาจึงหมดไปนานแล้ว เขาอยากจะกลับมาคืนดีกับเด็กๆ บ้านกู้มาโดยตลอด
ดังนั้นเขาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน “ทำยังไงนายถึงจะเลิกเจ้าคิดเจ้าแค้นล่ะ เอ้อร์ไจ่ ฉันปรับปรุงตัวแล้วนะ ถ้าไม่เชื่อถามพ่อฉันได้เลย”
ฉางเซิ่งรีบดึงชายเสื้อของพ่อตัวเอง “พ่อ รีบบอกเอ้อร์ไจ่เร็วเข้าสิครับ ว่าผมไม่ได้พูดถึงแม่ของพวกเขาในทางไม่ดีมานานแล้ว”
“ใช่ๆๆ” พ่อของฉางเซิ่งดึงชายเสื้อของตัวเองกลับมาแล้วจัดให้เข้าที่ ก่อนจะตอบรับรัวๆ เขามองไปที่ฝาแฝดแล้วยิ้มอย่างซื่อๆ “ต้าไจ่เอ้อร์ไจ่ ลุงสั่งสอนฉางเซิ่งไปแล้ว เขาไม่กล้าปากพล่อยอีกแล้วล่ะ”
ต้าไจ่แม้จะตัวเล็กแต่ใจกว้าง เขามองไปที่ฉางเซิ่งแล้วพูดอย่างจริงจัง “ถ้าพี่ฉางเซิ่งไม่พูดถึงแม่ของผมในทางที่ไม่ดีอีก พวกเราก็กลับมาเป็นเพื่อนกันได้”
เอ้อร์ไจ่เชื่อฟังพี่ชายเสมอ เมื่อพี่ชายบอกว่าเป็นเพื่อนกันได้ เขาก็ยอมเป็นเพื่อนด้วย ถึงแม้ในใจจะเห็นด้วย แต่ปากก็ยังไม่วายข่มขู่ “แต่ถ้าพี่ยังกล้าพูดอีกละก็ ฉันจะต่อยพี่อีก”
ฉางเซิ่งรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่พูดแล้ว ไม่พูดอีกแล้ว ต่อไปถ้าใครพูดถึงแม่ของพวกนายอีก ฉันจะช่วยต่อยมันเอง”
ดวงตาของเอ้อร์ไจ่กลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ รู้สึกว่าข้อเสนอนี้ไม่เลวเลย เขาจึงเดินวางมาดไม่สนใจใครเข้าไปหาฉางเซิ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มที่สูงกว่าเขาครึ่งศีรษะ แล้วยื่นแขนขวาออกมาพร้อมกับชูนิ้วก้อยขึ้น เป็นสัญญาณให้เกี่ยวก้อยสัญญา
“เกี่ยวก้อยกันนะ ใครกลับคำคนนั้นเป็นลูกหมา”
ฉางเซิ่งยื่นมือไปเกี่ยวก้อยกับเด็กน้อยอย่างมีความสุข
เอ้อร์ไจ่ดึงนิ้วของตัวเองกลับมา พอสบตากับหลินเจา เขาก็ยิ้มกว้างออกมาทันที รอยยิ้มของเขาสดใสราวกับพระอาทิตย์ดวงน้อยก็ไม่ปาน เขาเดินเข้าไปหาแม่แล้วถามอย่างภูมิใจ “แม่ครับ ผมฉลาดไหม”
“หืม” หลินเจาทำหน้างง
รอยยิ้มของเอ้อร์ไจ่หุบลงเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะที่เขากำลังจะอ้าปากอธิบาย ต้าไจ่ก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “เอ้อร์ไจ่หมายความว่าเขารับลูกน้องรุ่นใหญ่มาได้คนหนึ่ง แล้วก็เลยมาถามแม่ว่าเขาเก่งไหมครับ”
“ลูกน้องรุ่นใหญ่” หลินเจาถามด้วยน้ำเสียงสงสัย เธอไม่เข้าใจความคิดของเด็กสมัยนี้จริงๆ “มันหมายความว่ายังไงเหรอ”
“โธ่แม่ ก็หมายถึงเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นลูกน้องไงครับ” เอ้อร์ไจ่แอ่นอกยืดตัวตรงอย่างภาคภูมิ
แต่ทันทีที่เขาพูดจบ หลินเจาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นสายตาเย็นชาของกู้เฉิงหวยที่กำลังมองมายังลูกชาย
อืม ดูท่าแล้วเอ้อร์ไจ่คงจะโดนลงโทษให้ไปยืนตัวตรงแน่ๆ
“ลูกไปรับลูกน้องข้างนอก ตั้งตัวเป็นหัวหน้าแก๊งอย่างนั้นเหรอ” หลินเจาส่งสายตาปรามลูกชายเบาๆ เป็นนัยให้ระวังคำพูด
แต่เด็กน้อยกลับดูไม่ออก แถมยังแก้ต่างอีกว่า “ลูกพี่ก็คือลูกพี่สิครับ ไม่ใช่หัวหน้าแก๊งสักหน่อย”
“แม่ครับ ผมไม่ใช่เด็ก 2 ขวบแล้วนะ ผมเป็นเด็กรุ่นใหญ่วัย 5 ขวบครึ่งแล้ว”
มีทางดีๆ ให้เดินไม่เดิน กลับเลือกเดินไปในทางที่ลำบากเสียอย่างนั้น ขอให้โชคดีนะลูกชาย
หลินเจาลูบหัวลูกชายด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน “เอาเป็นว่าลูกมีความสุขก็พอแล้ว”
เธอไม่ขอยุ่งดีกว่า ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการกองพันกู้จัดการเองแล้วกัน
“ผมมีความสุขสิครับ” เอ้อร์ไจ่เตะก้อนหินที่อยู่ใต้เท้ากระเด็นออกไป แผ่นหลังเล็กๆ ของเขาดูร่าเริงสดใส ราวกับนกน้อยที่เพิ่งถูกปล่อยออกจากกรงเหล็ก
หลังจากพูดคุยทักทายกับชาวบ้านตลอดทาง ในที่สุดกู้เฉิงหวยในวงล้อมของคนในครอบครัวก็เดินทางมาถึงหน้าบ้านเก่า
แม่กู้ถูกหวงซิ่วหลันและจ้าวลิ่วเหนียงประคองเข้าบ้านไป ส่วนกู้หย่วนซานและกู้อวี้เฉิงก็ช่วยกันเข็นรถและยกสัมภาระ
บรรดาหลานๆ ต่างพากันมองดูกู้เฉิงหวยที่ดูองอาจน่าเกรงขาม พร้อมกับร้องเรียก “คุณอาสาม” กันเซ็งแซ่
ขณะที่บรรยากาศกำลังครึกครื้นอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุราว 4 ขวบกว่าวิ่งมาจากไหนไม่รู้ พรวดเข้ามากอดขาของกู้เฉิงหวยแล้วร้องเรียกพ่อเสียงใส
“พ่อ”
นั่นคือลู่เป่าเจิน
“พ่อ หนูอยากให้พ่ออุ้ม”
เด็กที่พรวดพราดเข้ามา เนื้อตัวมอมแมม ผมที่มัดจุกก็เบี้ยวไปมา แม้แต่รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ อีกทั้งบนเท้าดำๆ ของเธอยังมีรอยแดงอยู่หลายแห่ง
จู่ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงแปลกหน้ามาร้องเรียกตัวเองว่าพ่อ แถมยังทำต่อหน้าภรรยาของเขาอีก กู้เฉิงหวยถึงกับรู้สึกชาวาบไปทั้งศีรษะ เขารีบดึงเธอออกแล้วถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะหันไปมองภรรยาโดยสัญชาตญาณแล้วรีบอธิบาย “เจาเจา ผมไม่รู้จักเด็กคนนี้นะ”
หลินเจาพอใจกับท่าทีของเขามากจึงพูดขึ้น “นี่เป็นลูกของบ้านลู่ค่ะ”
บ้านของลู่อีโจวงั้นเหรอ ในที่สุดกู้เฉิงหวยก็เข้าใจ เด็กผู้หญิงคนนี้คงเห็นเครื่องแบบทหารบนตัวเขา ก็เลยจำผิดคิดว่าเป็นพ่อของตัวเอง
“ฉันไม่ใช่พ่อของเธอ” สีหน้าของกู้เฉิงหวยเรียบเฉย แต่น้ำเสียงกลับเย็นชาราวกับน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว
มันเป็นเรื่องที่แปลกมาก ทั้งๆ ที่เพิ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรก แต่เขากลับไม่รู้สึกชอบเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ยังไม่โตเท่าลูกแฝดของเขาเลยสักนิด ความรู้สึกรังเกียจแผ่ซ่านออกมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้ตัวเขาเองยังรู้สึกแปลกใจ
ไม่น่าจะเป็นแบบนี้นี่นา
ลู่เป่าเจินไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกเกลียด เธอได้แต่ทำหน้างงๆ
ถึงแม้เอ้อร์ไจ่จะยังคงจดจำความแค้นที่มีต่อพ่อไว้ในใจ แต่เขาก็ไม่ยอมให้พ่อถูกลู่เป่าเจินที่น่ารังเกียจคนนี้แย่งไปแน่ เขารีบวิ่งเข้าไปขวางหน้าพ่อของตัวเอง ใบหน้าไร้รอยยิ้มของเขาดูดุร้ายขึ้นมาทันที
“ลู่เป่าเจิน เธอทำอะไร นี่พ่อของฉันนะ พ่อของเธอโดนแม่เลี้ยงของเธอทำให้โมโหจนหนีกลับกองทัพไปแล้ว”
“ถ้าเธอคิดถึงพ่อก็ไปที่กองทัพสิ จะมาเกาะแกะพ่อของฉันทำไม”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็ใช้นิ้วชี้ปาดแก้มตัวเอง แล้วพูดเสียงดัง “ขนาดพ่อตัวเองยังจำผิดได้ น่าอายจริงๆ เลย ลู่เป่าเจิน เธอนี่แย่กว่าซานไจ่กับซื่อไจ่บ้านฉันอีกนะ”
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่กู้เฉิงหวยถูกลูกชายปกป้อง ความรู้สึกของเขาในตอนนี้จึงค่อนข้างซับซ้อน
ลู่เป่าเจินเห็นชายร่างสูงในเครื่องแบบทหารแต่ไกล ก็คิดว่าเป็นพ่อของเธอ เธอจึงวิ่งเข้ามาหาอย่างดีใจ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาไม่ใช่พ่อของเธอ แต่เป็นพ่อของฝาแฝด ความรู้สึกที่เปลี่ยนจากดีใจสุดขีดกลายเป็นเสียใจสุดขีดเป็นอย่างไร เด็กหญิงอายุไม่ถึง 5 ขวบก็ได้เรียนรู้แล้วในวันนี้
ลู่เป่าเจินเงยหน้าขึ้น แล้วร้องไห้โฮออกมา ก่อนจะตะโกนเรียกพ่อเสียงดัง
“พ่อ”
“เป่าเจินอยากได้พ่อ ฮือๆๆ”
เมื่อเหลือบไปเห็นยางรัดผมสีแดงของซื่อไจ่ เธอก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก
“นั่นของฉัน ยางรัดผมสีแดงเป็นของฉัน ชุดใหม่ก็เป็นของฉัน ทุกอย่างเป็นของฉัน” เธอตะโกนเสียงแหลมพลางนอนดิ้นอยู่บนพื้น ท่าทางของเธอเหมือนกับย่าของเธอไม่มีผิด
หลินเจาขมวดคิ้วเข้าหากัน เธอควงแขนกู้เฉิงหวยเบาๆ แล้วเรียกลูกแฝด “ต้าไจ่เอ้อร์ไจ่ พาน้องๆ กลับเข้าบ้านเถอะลูก”
พูดจบ เธอก็เดินนำเข้าบ้านไปก่อน
ต้าไจ่และเอ้อร์ไจ่ไม่ได้สนใจลู่เป่าเจินที่กำลังร้องไห้กระจองอแง พวกเขาจูงน้องๆ เข้าประตูบ้านไป ขณะที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตู ก็ได้ยินเสียงเพื่อนบ้านคนหนึ่งพึมพำขึ้น “เป่าเจินเป็นอะไรไปน่ะ”
ต้าไจ่หยุดเดินแล้วหันไปตอบ “เธอคิดถึงพ่อครับ”
“อ๋อๆ” เพื่อนบ้านพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะตะโกนเรียกซูอวี้เสียนที่กำลังหลบอยู่ตรงมุม “สะใภ้บ้านอีโจว เธอทำอะไรอยู่ ไม่เห็นหรือไงว่าลูกร้องไห้ขนาดนี้แล้ว อย่างน้อยก็น่าจะปลอบหน่อยสิ”
ในใจของเธอก็นึกบ่นว่า แม่เลี้ยงนี่ไม่มีดีสักคน ตอนที่ยังไม่ได้แต่งงานก็ขยันมาเอาหน้าทำงานที่บ้าน แต่พอแต่งเข้ามาแล้วก็กลับทำตัวเหมือนเป็นคนละคน ไม่ยอมดูแลลูก แถมยังทะเลาะกับแม่สามีทุกวัน บ้านไหนมีลูกสะใภ้แบบนี้ก็ถือว่าซวยไป
หญิงคนนั้นส่ายหน้าอย่างระอาแล้วหันหลังกลับเข้าบ้านไป โดยไม่ได้สนใจซูอวี้เสียนที่กำลังดุด่าลูกสาวอยู่
“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ ไม่อายหรือไง เห็นใครก็เรียกพ่อ เธอขาดพ่อขนาดนั้นเลยหรือไง ยังจะมานอนดิ้นอยู่บนพื้นอีก ดูสิเสื้อผ้าสกปรกหมดแล้ว ลุกขึ้นมานะ”
วันนั้น แม่ลู่พาลู่เป่าเจินกลับมาจากอำเภอ แต่ก็ต้องเสียเวลาไปทั้งวันโดยไม่ได้งานพับกล่องไม้ขีดไฟมาเลยสักชิ้นเดียว เธอคิดว่าเป็นเพราะโชคไม่ดี วันรุ่งขึ้นจึงไปอีกครั้ง แต่ใครจะรู้ว่าก็ยังคงคว้าน้ำเหลวเหมือนเดิม
ไม่ได้งานก็แล้วไป แต่นี่ยังจะมาหกล้มจนกระดูกเชิงกรานร้าวอีก ทำให้ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลไปหลายหยวน แถมยังทำงานไม่ได้อีก เหมือนกับโดนผีสิงไม่มีผิด ส่วนน้องสาวลู่ก็เป็นคนขี้เกียจ งานบ้านทั้งหมดจึงตกเป็นภาระของซูอวี้เสียนแต่เพียงผู้เดียว
ซูอวี้เสียนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้แต่งงานเข้าบ้านลู่ ก็เพื่อที่จะได้มีชีวิตที่ดีเหมือนอย่างหลินเจา ไม่ใช่มาลำบากแบบนี้ ดังนั้นถ้าเธออู้งานได้เธอก็จะอู้ทันที และทำอะไรก็ทำแบบลวกๆ ขอไปที
ด้วยเหตุนี้ ลู่เป่าเจิน เด็กผู้หญิงที่เคยสะอาดและสบายที่สุดในกองพลการผลิต จึงกลายมาอยู่ในสภาพแบบนี้
เมื่อประตูใหญ่ปิดลง กู้เฉิงหวยก็หันไปมองหลินเจาที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วแกล้งถามขึ้น “คุณเกลียดเด็กผู้หญิงบ้านลู่งั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ” หลินเจาไม่คิดจะปฏิเสธ
“ฉันไม่ชอบเธอ ต่อไปถ้าคุณเจอเธอตามทาง ก็ต้องทำเหมือนวันนี้ คือต้องอยู่ห่างๆ เธอไว้” เธอพูดอย่างเอาแต่ใจ
กู้เฉิงหวยไม่ได้ถามถึงเหตุผล เขาตอบรับทันที “ครับ”
[จบบท]