บทที่ 142: ง้อหน่อยจะตายหรือไง (2/2)
หลังจากอับอายอยู่ได้ไม่นาน จ้าวลิ่วเหนียงก็กลับมาเชิดหน้าเถียงอย่างมั่นอกมั่นใจ
“แกสองคนก็เป็นลูกของฉันทั้งคู่ ฉันจะพึ่งพวกแกแล้วมันจะทำไม”
ปังปังเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์
ไหลเม่ย: “…”
นานๆ ครั้งที่แม่จะมาขอร้องเขา ไหลเม่ยพลันตาเป็นประกาย วางมาดขึ้นมาทันที
“แม่ครับ ถ้าแม่อยากจะพึ่งผมมันก็พอได้อยู่ แต่แม่กับพ่อต้องยอมให้ผมเปลี่ยนชื่อก่อน”
“จะเปลี่ยนเป็น กู้ป้าหวัง จอมอหังการ น่ะเหรอ” จ้าวลิ่วเหนียงถามกลับด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึก
“ใช่ๆๆ ครับ” ไหลเม่ยรีบขยับเก้าอี้ไม้ตัวเล็กเข้าไปใกล้แม่ของเขา ทำหน้าตาคาดหวังเต็มที่
“จอมอหังการกับผีสิ” จ้าวลิ่วเหนียงดีดมะเหงกใส่หน้าผากลูกชายเต็มแรงจนไหลเม่ยร้องจ๊ากกระโดดโหยง
“จะเปลี่ยนชื่อบ้าบออะไรกัน ปู่ของแกกำลังช่วยตั้งให้อยู่ ไปๆ ไปให้พ้นเลย ไอ้เด็กไม่รักดี”
เถี่ยฉุยที่กำลังเล่นอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเข้าพอดี ก็นึกว่าน้าสะใภ้รองเรียกตัวเอง จึงหันมามองอย่างสงสัย
“หือ”
จ้าวลิ่วเหนียงเปลี่ยนสีหน้าราวกับพลิกฝ่ามือ จากที่กำลังเกรี้ยวกราดก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนในพริบตา “ไม่มีอะไรจ้ะ น้าไม่ได้เรียกหรอก เล่นต่อเถอะนะ”
“อ้อ ครับ” เถี่ยฉุยรับคำ แล้วหันกลับไปเล่นลูกบอลผ้ากับซานไจ่และซื่อไจ่ต่อ
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ก็นั่งเล่นอยู่ด้วย
“เถี่ยฉุย โตขึ้นนายอยากทำอะไรเหรอ” เอ้อร์ไจ่เป็นคนเปิดประเด็น
เมื่อได้ยินคำถามของน้องชาย ต้าไจ่ก็หันไปมองเถี่ยฉุยเช่นกัน
เถี่ยฉุยเกาหัวแกรกๆ ยิ้มซื่อๆ “ฉันยังไม่ได้คิดเลย พ่อบอกว่าเรื่องอนาคตโตขึ้นค่อยคิดก็ได้ ขอแค่ให้ฉันโตมาแข็งแรงก็พอแล้ว”
เขาเป็นเด็กหัวไม่ไวเท่าไหร่ แต่เชื่อฟังเพื่อนสนิทอย่างต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ที่สุด จึงถามกลับไปว่า “แล้วพวกนายสองคนล่ะ โตขึ้นอยากทำอะไร”
ต้าไจ่ทำหน้าขรึมก่อนจะตอบอย่างจริงจัง “ฉันอยากขับเครื่องบิน”
เถี่ยฉุยอ้าปากค้าง ถึงจะไม่เข้าใจแต่ก็รู้สึกว่ามันสุดยอดมาก
“ส่วนฉันอยากหาเงินให้ได้เยอะๆ” เอ้อร์ไจ่ประกาศเสียงดัง “ฉันจะซื้อรถบรรทุกคันใหญ่ๆ แล้วก็ขับมัน”
“ว้าว” เถี่ยฉุยร้องอุทานด้วยความทึ่ง
“เถี่ยฉุย ถ้านายยังไม่รู้ว่าจะทำอะไร งั้นก็มาทำงานกับฉันสิ” เอ้อร์ไจ่มองหน้าเถี่ยฉุย แล้วเอ่ยชวนอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ถึงแม้เถี่ยฉุยจะหัวไม่ไว แต่เขาก็เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย โดยเฉพาะเมื่อเป็นคำพูดของต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่
เขาพยักหน้ารับทันที “ได้สิ”
“งั้นตกลงตามนี้นะ” น้ำเสียงของเอ้อร์ไจ่สดใสร่าเริง ราวกับว่าธุรกิจทำเงินของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้น และจะทำกำไรได้ในวันพรุ่งนี้เลยทีเดียว
เถี่ยฉุยยื่นนิ้วก้อยออกมา ทำท่าจะเกี่ยวก้อยสัญญา
มือเล็กๆ ของเด็กชายทั้งสองเกี่ยวเข้าด้วยกัน
เสียงใสๆ ของเด็กน้อยดังขึ้นพร้อมกัน “เกี่ยวก้อยสัญญากันแล้ว ห้ามเปลี่ยนแปลงร้อยปี”
“เอ้อร์ไจ่ นายถามฉันอีกรอบสิ” เถี่ยฉุยบอก
เอ้อร์ไจ่ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็เข้าใจในทันที เขาทำหน้าขรึม แล้วถามอย่างเป็นงานเป็นการ “เถี่ยฉุย โตขึ้นนายอยากทำอะไร”
เจ้าหนูเถี่ยฉุยนั่งตัวตรง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและดังฟังชัด “ขับรถบรรทุกคันใหญ่กับเอ้อร์ไจ่ แล้วก็หาเงินให้ได้เยอะๆ”
“ถูกต้อง” เอ้อร์ไจ่ร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
คิ้วของกู้เฉิงหวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาเอ่ยปากเตือน “เอ้อร์ไจ่ คำพูดพวกนี้อย่าเอาไปพูดข้างนอกนะลูก”
“คำพูดไหนเหรอครับ” เอ้อร์ไจ่หันมามองพ่อ
“เรื่องหาเงินเยอะๆ อะไรพวกนี้”
“ทำไมล่ะครับ” เอ้อร์ไจ่ลุกขึ้นพรวด คิ้วเล็กๆ ขมวดมุ่น ท่าทางของเขาถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อไม่มีผิดเพี้ยน
หลินเจาระลึกถึงเนื้อเรื่องในนิยายต้นฉบับได้ เธอรู้ดีว่าหลังจากนี้ทั้งประเทศจะต้องเผชิญกับความโกลาหลครั้งใหญ่ การพูดจาหรือทำอะไรต้องระมัดระวังให้มาก ไม่เช่นนั้นอาจนำภัยมาสู่ตัวเอง หรือร้ายแรงที่สุดคืออาจลุกลามไปถึงคนทั้งครอบครัวได้
“เอ้อร์ไจ่ ฟังที่พ่อเขาพูดนะลูก” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แต่ทำไมล่ะครับ” เอ้อร์ไจ่ยังคงไม่เข้าใจ
ต้าไจ่ผู้ซึ่งเชื่อฟังแม่ที่สุดเสมอมา เอ่ยขึ้น “เอ้อร์ไจ่ แม่บอกให้ทำอะไรแกก็ทำตามนั้นเถอะ”
“ก็ได้ครับ” เอ้อร์ไจ่ยอมรับอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะหันไปพูดกับเถี่ยฉุย “เถี่ยฉุย เราสองคนคงต้องเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อนนะ รอให้ถึงเวลาที่พูดได้เมื่อไหร่ เราค่อยไปบอกคนอื่นแล้วกันนะ เฮ้อ”
“…”
เถี่ยฉุยเชื่อฟังเอ้อร์ไจ่ทุกอย่าง “ได้เลย”
เอ้อร์ไจ่รู้สึกเสียดายที่ยังไม่สามารถนำแผนการของตัวเองไปอวดใครได้ในตอนนี้ แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันไปพูดกับหลินเจา “แม่ครับ ถึงตอนที่พูดได้เมื่อไหร่ แม่ช่วยบอกผมด้วยนะ ผมยังต้องไปรวบรวมไพร่พลอีก”
“หา” หลินเจาอดทึ่งกับความสามารถในการเรียนรู้ของลูกชายไม่ได้ “ไปเรียนรู้คำว่ารวบรวมไพร่พลมาจากไหนอีกล่ะเรา”
“เฮะๆๆ” เอ้อร์ไจ่ยิ้มร่า “จากจือชิงซ่งครับ เขาเล่านิทานให้พวกเราฟัง”
แววตาของกู้เฉิงหวยวูบไหวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “จือชิงซ่งเหรอ”
“ใช่ครับ จือชิงผู้ชายที่ที่พักปัญญาชน” เอ้อร์ไจ่ตอบโดยไม่ได้คิดอะไร
จือชิง ที่เป็นผู้ชาย
ผู้ชาย
“มาจากเมืองใหญ่สินะ” เขาถามต่อเหมือนไม่ใส่ใจ
เอ้อร์ไจ่ไม่รู้เรื่องนั้น
หลินเจาจึงตอบแทนโดยไม่ได้คิดอะไรมาก “ได้ยินมาว่าเป็นคนเมืองไห่ค่ะ”
“เป็นเมืองใหญ่จริงๆ เสียด้วย” กู้เฉิงหวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
เขายังไม่ลืมว่าเจาเจาก็เคยอยากแต่งงานกับคนเมืองใหญ่เหมือนกัน
เจ้าหนูเอ้อร์ไจ่ผู้ช่างเจรจายังคงพูดไม่หยุด ขณะที่มือก็ขีดเขียนตัวอักษรลงบนพื้นดิน “ใช่ครับ เป็นเมืองที่ใหญ่มากๆ เลยนะพ่อ พ่อรู้ไหม คำว่ามากๆ ก็คือใหญ่กว่าใหญ่ไปอีกเยอะเลย”
กู้เฉิงหวย: “…” ไม่ต้องอธิบายละเอียดขนาดนั้นก็ได้
อย่างน้อยเขาก็จบมัธยมปลาย ถือว่าเป็นผู้มีการศึกษาคนหนึ่งเหมือนกัน คำว่า “มากๆ” หมายความว่าอะไร เขาย่อมรู้ดี
คำพูดของเอ้อร์ไจ่ยังคงดำเนินต่อไป และโดยไม่ตั้งใจ มันก็ได้ไปสะกิดแผลในใจของปู่กับย่าเข้าอย่างจัง
“อาหญิงเล็กของผมทะเลาะกับจือชิงผู้หญิงเพื่อแย่งกันเอาใจจือชิงซ่ง จนถูกตำรวจจับไปแล้ว”
สีหน้าของพ่อกู้และแม่กู้พลันมืดครึ้มลง ไม่ใช่เพราะโกรธหลานชาย แต่เป็นเพราะความผิดหวังในตัวลูกสาวคนเล็ก
หลินเจาเอ่ยปากเตือน “เอ้อร์ไจ่ ควบคุมน้ำเสียงหน่อยลูก อย่าแสดงท่าทียินดีออกมาชัดเจนขนาดนั้น”
แม้เอ้อร์ไจ่จะดื้อรั้นเป็นนิสัย แต่เขาก็เชื่อฟังแม่และพี่ชายเสมอ จึงรับคำอย่างว่าง่าย “ได้ครับ”
แต่จะให้ทำยังไงได้ ก็เขารู้สึกดีใจจริงๆ นี่นา
อาหญิงเล็กใจร้ายถูกจับไปแล้ว
ต้าไจ่เห็นสีหน้าของน้องชายยังไม่ผ่านเกณฑ์ จึงยกมือขวาขึ้นมา ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้จัดมุมปากทั้งสองข้างของเอ้อร์ไจ่ให้เรียบตรง
“เม้มปากไว้” เขาสอนน้อง
เอ้อร์ไจ่รีบเม้มปากทันที
“ดีมาก” ต้าไจ่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
พ่อกู้กับแม่กู้ได้แต่สบตากันอย่างจนคำพูด
ช่างเป็นความหวังดีที่เกินความจำเป็นจริงๆ
กู้เฉิงหวยมองลูกชายฝาแฝดของตัวเอง พวกเขาฉลาดกว่าเด็กในวัยเดียวกันมาก ไม่เพียงแต่พูดจาฉะฉาน แต่ยังหัวไวอีกด้วย
เจาเจาคงจะเหนื่อยน่าดู ที่เลี้ยงดูลูกๆ ได้ดีขนาดนี้
เขาหันไปมองหลินเจา แววตาพลันอ่อนโยนลงหลายส่วน ส่องประกายอบอุ่น
คนที่กำลังอินเลิฟมักจะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองได้เสมอ
“กู้ซิ่งเอ๋อร์ไปทำอะไรเข้าล่ะ ถึงได้ถูกจับ” ในฐานะพี่ชายคนที่สาม เขาเอ่ยถามอย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกับกำลังพูดถึงดินฟ้าอากาศ
คนในบ้านกู้ต่างได้ยินถึงความเย็นชาและห่างเหินในน้ำเสียงของเขา แต่กลับไม่มีใครรู้สึกแปลกใจ
ลูกชายคนที่สามเป็นคนมีเหตุผลและเยือกเย็นเสมอ เขาไม่เคยทนต่อเรื่องไร้สาระ การมีปฏิกิริยาเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย
ต้าไจ่เป็นคนเล่าเรื่อง “อาหญิงเล็กไปตีน้าจือชิงคนนั้นครับ น้าเขาก็เลยแจ้งตำรวจ แล้วตำรวจก็มาจับอาหญิงเล็กไปเข้าคุก”
กู้เฉิงหวยยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง
ด้วยนิสัยเอาแต่ใจของกู้ซิ่งเอ๋อร์ การลงเอยเช่นนี้จึงอยู่ในความคาดหมายของเขาอยู่แล้ว
“นี่เป็นเรื่องดี จะได้เลิกก่อเรื่องเหลวไหลให้พ่อกับแม่ต้องตามเช็ดตามล้างเสียที”
“อยู่ในนั้นคงจะมีคนคอยสอนกฎระเบียบให้ ได้รับบทเรียนเสียบ้างก็ดี จะได้รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ”
หวังว่าเมื่อผ่านเรื่องนี้ไป เธอจะรู้จักคิดและโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้าง
[จบบท]