บทที่ 143: ห้ามแตะ (1/2)
ก่อนหน้านี้พ่อกู้เคยเดินทางเข้าอำเภอเพื่อไปเยี่ยมกู้ซิ่งเอ๋อร์มาแล้ว จริงอยู่ที่เธอดูตื่นตกใจกลัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ยอมรับผิด แถมยังด่าทอและกล่าวโทษเขาผู้เป็นพ่ออย่างไม่ไว้หน้า ไม่มีความเคารพยำเกรงแม้แต่น้อย
สำหรับเรื่องที่ว่ากู้ซิ่งเอ๋อร์จะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีได้นั้น เขาเลิกคาดหวังไปนานแล้ว
ในทางกลับกัน แม่กู้กลับมองว่าการทำให้ตกใจกลัวจนขวัญเสีย ควบคู่ไปกับการส่งตัวไปรับการอบรม อาจจะทำให้ลูกสาวคนเล็กกลัวจนหัวหด และไม่กล้าทำอะไรตามอำเภอใจอีกก็เป็นได้
“หวังว่าซิ่งเอ๋อร์จะได้รับบทเรียนราคาแพง แล้วก็รู้จักคิดขึ้นมาบ้างนะ”
ต่อให้กลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาว ก็ยังดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มากนัก
หลินเจาสบตากับพี่สะใภ้ทั้งสองคน พวกเธอต่างส่ายหน้าเงียบๆ ในใจ เพราะรู้ดีว่าเรื่องแบบนั้นไม่มีทางเป็นไปได้
หมาจะเลิกกินของโสโครกได้อย่างไร
คำสอนของคนโบราณเชื่อถือได้เสมอ
กู้ซิ่งเอ๋อร์อายุ 16 ปี ไม่ใช่เด็ก 6 ขวบ นิสัยใจคอถูกหล่อหลอมจนเข้ากระดูกไปแล้ว ถ้าเปลี่ยนได้สิถึงจะแปลก
โชคยังดีที่พวกเขาแยกบ้านกันแล้ว
หลินเจาโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยตัวเธอในชาติก่อนที่ยังไม่ตื่นรู้ ก็ยังทำเรื่องที่มีประโยชน์อยู่บ้าง อย่างเช่นการอาละวาดจนได้แยกบ้านสมใจ
รอยยิ้มพาดผ่านดวงตาของเธอ หลินเจาแอบให้คะแนนตัวเองในใจ ก่อนจะเหลือบมองพ่อของลูกๆ อย่างรู้สึกเป็นต่อ
ในที่สุดก็สลัดตัวปลิงน่ารำคาญทิ้งไปได้สักที
กู้เฉิงหวยเลิกคิ้วขึ้นอย่างรู้ทันแล้วยิ้มออกมา
“ดึกมากแล้ว มีอะไรไว้คุยกันพรุ่งนี้ ทุกคนไปล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอนได้แล้ว” พ่อกู้เอ่ยปากตัดบทด้วยความเป็นห่วงลูกชายคนที่สามซึ่งเดินทางมาไกล แม้จะมีเรื่องมากมายอยากจะพูดคุย แต่ก็ต้องอดใจไว้ก่อน
“ใช่ๆ ฟังที่พ่อพูดนั่นแหละ อาสาม คืนนี้ลูกนอนพักให้เต็มที่ก่อน มีอะไรค่อยว่ากันพรุ่งนี้” แม่กู้กล่าวเสริม
ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถามเรื่องสำคัญ “แล้วลูกล่ะ รอบนี้กลับมาอยู่กี่วันเหรอ”
กู้เฉิงหวยเหลือบมองภรรยาของเขาแวบหนึ่งก่อนจะตอบ “อยู่ได้เดือนกว่าๆ ครับ”
เขาตั้งใจว่าจะรอให้หลินเจาฉลองวันเกิดในเดือนสิงหาคมเสร็จเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยกลับ
“เดือนกว่าเชียวเหรอ” แม่กู้ยิ้มกว้างจนแก้มปริ “ดีๆๆ อยากกินอะไรเป็นพิเศษก็บอกแม่นะ เดี๋ยวแม่ทำให้”
พอพูดถึงเรื่องอาหารการกิน กู้เฉิงหวยพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“แม่ครับ แม่ไปโดนอะไรมาหรือเปล่าครับ” ในฐานะทหารฝีมือดี ประสาทรับกลิ่นของเขายังคงเฉียบแหลม เขาได้กลิ่นยาจางๆ จากตัวแม่กู้ แถมยังระบุชื่อตัวยาได้บางชนิดด้วยซ้ำ
แม่กู้ปลื้มใจที่ลูกชายเป็นห่วงเป็นใย เธอจึงยิ้มแล้วตอบว่า “แม่เจ็บนิดหน่อยน่ะ แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ไม่มีอะไรน่ากังวล”
ซึ่งก็เป็นความจริง แผลของเธอดีขึ้นมากแล้ว
ยาที่สะใภ้สามให้มานั้นดีกว่ายาของหมอเท้าเปล่าในหมู่บ้านเสียอีก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอดีใจที่ได้ยินข่าวว่าลูกชายกลับมาจนเผลอวิ่งเร็วเกินไป แผลที่ใหญ่ที่สุดซึ่งเริ่มตกสะเก็ดแล้วคงไม่ปริออกมา
ก็ช่วยไม่ได้ คนเป็นแม่ที่ไม่ได้เจอลูกชายมาเกือบ 2 ปี ย่อมต้องตื่นเต้นดีใจเป็นธรรมดา
เมื่อกู้เฉิงหวยเห็นว่าสีหน้าของแม่ยังคงดูดีอยู่ เขาก็วางใจพลางกล่าวด้วยความห่วงใย “ช่วงที่แผลยังไม่หายดี แม่ก็พักผ่อนเยอะๆ นะครับ เรื่องในบ้านปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกผมเอง”
“จ้ะ” แม่กู้รับคำ ก่อนจะเร่งให้ทุกคนแยกย้ายกลับห้องไปนอนจะได้ไม่เปลืองน้ำมันตะเกียง จากนั้นเธอกับสามีก็กลับเข้าห้องของตัวเองไป
เด็กๆ จากบ้านใหญ่และบ้านรองถูกพ่อแม่ของตัวเองไล่ไปล้างเท้า ปังปังรับหน้าที่ดูแลน้องชายและน้องสาว ส่วนกู้หลานก็ช่วยดูแลอวี๋อวี๋กับซื่อไจ่
อีกด้านหนึ่ง กู้เฉิงหวยยกสัมภาระเข้ามาในห้องนอน โดยมีหลินเจาเดินตามเข้ามาติดๆ
ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้อง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่พวกเขาเพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ หลังจากวางของลงเรียบร้อยแล้ว พลันอ้อมแขนยาวก็ยื่นออกไปรวบตัวหลินเจาเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก
“ภรรยา” เขาเรียกเสียงพร่าพลางก้มลงจูบหลินเจา
ทว่ามันเป็นเพียงจูบที่แสนจะอดทนอดกลั้นและอ่อนโยนที่มุมปากของเธอเท่านั้น
นายทหารหนุ่มรูปงามผู้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักตลอดทั้งปีมีพละกำลังมหาศาล เขาสามารถใช้แขนเพียงข้างเดียวยกร่างบอบบางของภรรยาขึ้นได้อย่างสบายๆ เขาออกแรงเพียงเล็กน้อย ร่างของหลินเจาก็ลอยขึ้นจากพื้น
“…”
เธอโมโหจนเผลอทุบไปที่ตัวเขาเบาๆ
“บอกกันล่วงหน้าสักคำไม่ได้หรือไง น่ารำคาญชะมัด” หลินเจาบ่นเสียงอ่อย แต่ก็ยกแขนขึ้นโอบรอบลำคอของกู้เฉิงหวยอย่างว่าง่าย ริมฝีปากสีแดงสดนุ่มนิ่มของเธอประทับลงบนคางของเขาแผ่วเบา
กู้เฉิงหวยลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ
แววตาที่เคยเย็นชากลับปรากฏรอยยิ้มจางๆ ราวกับน้ำแข็งที่กำลังละลาย
ตอนกินข้าวเย็น เขาถอดเสื้อนอกออก ตอนนี้จึงเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีเขียวทหารที่ถูกสอดชายไว้ในกางเกงขายาวอย่างเรียบร้อย ขับเน้นให้เห็นถึงไหล่ที่กว้างผาย เอวที่สอบได้รูป และช่วงขาที่เรียวยาว
แต่ที่ร้ายกาจที่สุดคือ ปกเสื้อที่แง้มออกเล็กน้อย ทำให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นตึงที่ขยับไหวอยู่ข้างในเป็นครั้งคราว
และหลินเจาก็แพ้ทางเขาในลุคนี้แบบสุดๆ
ริมฝีปากแดงระเรื่อของเธอโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มพราวระยับ ทั้งดวงตาและเรียวคิ้วล้วนฉายแววเบิกบานใจ ปลายนิ้วเรียวขาวลูบไล้ไปตามลำคอของกู้เฉิงหวยอย่างแผ่วเบา
สัมผัสนั้นราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน
กู้เฉิงหวยรวบข้อมือบางของเธอไว้ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
“แตะไม่ได้หรือไงคะ” หลินเจาถามยิ้มๆ
เขาตอบด้วยการก้มลงจุมพิตที่ปลายนิ้วของเธอ
เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบอยู่ข้างหู “ได้สิ แต่ต้องเป็นตอนกลางคืนนะ”
หลินเจาสะบัดมือเขาออกเบาๆ ก่อนจะใช้นิ้วชี้จิ้มลงบนแผงอกแกร่งของกู้เฉิงหวย แววตาของเธอสงบนิ่งราวกับมองทะลุไปถึงความคิดของเขา
เธอยิ้ม “คนเจ้าเล่ห์”
กู้เฉิงหวยเพียงแต่ยิ้มรับ ไม่ได้เอ่ยคำใด
หลินเจาออกแรงดึงแขนที่โอบคอเขาอยู่ ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาต้องโน้มลงมาใกล้ ผู้บัญชาการกองพันกู้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความจนใจ “เจาเจา ถ้าคุณใช้แรงมากกว่านี้อีกนิด ผมคงต้องกลับไปหาหมอจีนให้ฝังเข็มอีกรอบแล้ว”
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าในยุคสมัยนี้ อาชีพหมอแผนจีนโบราณนั้นมีความเสี่ยงสูง การจะหาตัวสักคนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ
หลินเจารู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อยจึงค่อยๆ ผ่อนแรงลง
“หมอแผนจีนโบราณตอนนี้ พวกเขา…” เธอเว้นคำพูดไว้กลางคัน
กู้เฉิงหวยมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน “ไม่ต้องกลัวนะ ภูมิหลังครอบครัวของเราดีพอ ข้างนอกจะวุ่นวายแค่ไหนก็ไม่มีผลกระทบมาถึงเรา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ยังมีผมอยู่ ผมจะปกป้องพวกคุณเอง”
นายทหารผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนและมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจเช่นเขา ไม่ใช่ใครหน้าไหนจะกล้ามาหาเรื่องได้ง่ายๆ
แน่นอนว่าหลินเจาเชื่อใจเขาสุดหัวใจ
เพียงแต่ว่า
เธอเผลอขยุ้มคอเสื้อของกู้เฉิงหวยโดยไม่รู้ตัว ด้วยแรงที่มากเกินไปทำให้สาบเสื้อของเขายุ่งเหยิง เผยให้เห็นแผงอกที่ซ่อนอยู่รำไร
ทว่าตอนนี้หลินเจาไม่มีอารมณ์มาสนใจเรื่องนั้น สายตาของเธอจับจ้องไปที่ใบหน้าของสามี “พ่อของฉัน เขา…”
กู้เฉิงหวยนึกว่าภรรยาจะพูดเรื่องน่ากังวลอะไร ที่แท้ก็เป็นเรื่องของพ่อตานั่นเอง
เขาก้มลงจูบปลอบขวัญภรรยาพอให้หายคิดถึง ก่อนที่เธอจะทันได้ทุบตีเขา เขาก็รีบพูดขึ้น “วางใจเถอะ ผมจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว การจัดลำดับชั้นทางสังคมของพ่อตาจะไม่มีปัญหาแน่นอน”
สีหน้าของหลินเจาพลันคลายความกังวลลงทันที เธอใช้สองมือประคองใบหน้าของกู้เฉิงหวย ดวงตาทอประกายเจิดจ้า เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใสเจือความตื่นเต้น “คุณทำได้ยังไงคะ”
ตามเนื้อเรื่องในนิยายเดิม ต่อจากนี้จะมีการจัดลำดับชั้นทางสังคมในเขตชนบท และพ่อของเธอก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นสมาชิกฝ่ายขวา
ชายหนุ่มแกล้งทำเป็นอมพะนำ เขาชี้นิ้วไปที่ใบหน้าหล่อเหลาของตัวเอง เป็นการส่งสัญญาณขอรางวัล
หลินเจาอยากจะฟาดคนตรงหน้านัก แต่ก็ยอมทำปากจู๋ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนปากของพ่อลูกแฝด แล้วดูดเม้มแรงๆ จนเกิดเสียงดังจ๊วบ
“รีบพูดมาเลยนะ!” เธอเร่งเร้า
กู้เฉิงหวยจูงมือหลินเจาให้นั่งลง เมื่อนึกถึงเรื่องราวบางอย่าง แววตาของเขาก็ลุ่มลึกลง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง
“คุณก็รู้ว่าผมเพิ่งกลับมาจากเมืองไห่ สถานการณ์ที่นั่นไม่สู้ดีนัก”
“ผมเป็นทหาร สัญชาตญาณเรื่องอันตรายค่อนข้างไว ผมเดาว่าความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คงไม่จบลงง่ายๆ”
“พอกลับมาถึง ผมก็ไปหาหยางจวินจือ อย่างแรกคือเอาสัมภาระไปเก็บ อย่างที่สองคืออยากรู้ว่าในอำเภอมีความเคลื่อนไหวอะไรที่น่าสงสัยบ้างหรือเปล่า”
“เขาเล่าให้ฟังว่า เอกสารเกี่ยวกับการจัดลำดับชั้นทางสังคมเพิ่งถูกแจกจ่ายออกไปเมื่อไม่นานมานี้ และอย่างช้าที่สุดก็จะถูกเรียกเก็บคืนภายในสัปดาห์หน้า”
“ผมเลยขอให้เขาช่วยจับตาดูเรื่องการจัดลำดับชั้นของพ่อไว้เป็นพิเศษ”
ระหว่างสองตระกูล ตระกูลกู้เป็นชาวนายากจนมาถึงห้าชั่วอายุคน บรรพบุรุษจนแทบไม่มีอะไรจะกิน ปัจจุบันก็ยังคงยากจน จึงไม่มีอะไรต้องกังวล
แต่ตระกูลหลินนั้นแตกต่างออกไป ด้วยบุคลิกและวาจาของหลินเฮ่อหลิงนั้นดูไม่ธรรมดาเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนอีกไม่น้อยที่รู้เรื่องราวเบื้องหลังของเขา การไม่ระวังตัวจึงเป็นเรื่องที่อันตราย
หลินเจากุมแขนของกู้เฉิงหวยไว้แน่น “แต่ฉันได้ยินมาว่า เรื่องการจัดลำดับชั้นทางสังคม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่ทำการอำเภอนี่คะ”
“คุณปู่ของตระกูลหยางดำรงตำแหน่งระดับสูง”
เพียงเท่านี้หลินเจาก็เข้าใจในทันที
เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะโอบรอบคอของกู้เฉิงหวยแล้วจุ๊บแก้มฟอดใหญ่สองที
[จบบท]