บทที่ 147: แม่เป็นคนตัดสินใจ (1/2)
หลินเจาเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของซานไจ่ก็ดึงตัวลูกชายคนเล็กให้ขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยแววตาเปื้อนรอยยิ้ม “ซานไจ่ชอบพจนานุกรมเหรอลูก”
มือเล็กป้อมของซานไจอุ้มพจนานุกรมเล่มหนาหนักเอาไว้ ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ
น้ำเสียงนุ่มนิ่มน่าเอ็นดูดังขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ชอบครับ ซานไจ่ชอบ”
หลินเจาโอบไหล่เล็กๆ ของลูกชายเอาไว้ เด็กน้อยตัวเล็กจิ๋วในอ้อมแขนของเธอช่างน่าทะนุถนอม
“พจนานุกรมเป็นของที่ทุกคนใช้ร่วมกันได้ ถ้าลูกชอบก็เก็บไว้นะครับ รอให้โตกว่านี้อีกหน่อยแม่จะสอนวิธีใช้ให้เอง”
ปกติแล้วซานไจ่เป็นเด็กที่ค่อนข้างเงียบและไม่ค่อยร้องขออะไรจากใคร แม้จะอยู่ในวัยที่ยังกลั้นปัสสาวะไม่เก่ง แต่เขากลับไม่เคยฉี่รดที่นอนเลยสักครั้ง เมื่อไหร่ที่ปวดก็จะลุกไปจัดการตัวเองที่กระโถนใบเล็ก พอเสร็จธุระก็จะคลานกลับขึ้นเตียงอย่างเงียบเชียบ ไม่วุ่นวายต่อ เรียกได้ว่าเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายเสียยิ่งกว่าคู่แฝดที่ว่าง่ายอยู่แล้วเสียอีก
พอได้ยินที่แม่พูด เด็กน้อยที่เพิ่งจะเดินคล่องก็เอ่ยปากร้องขอเป็นครั้งแรก
“แม่ครับ ผมอยากเรียน” ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มดูจริงจังขึ้นมาทันที แก้มกลมยุ้ยพองลมเล็กน้อย ท่าทางของเขาดูมุ่งมั่นตั้งใจเกินวัย
“อยากเรียนตอนนี้เลยเหรอ” หลินเจาถามลูกชายคนเล็กอย่างประหลาดใจพลางใช้ปลายนิ้วสัมผัสแก้มเนียนนุ่มของเขาเบาๆ
“ครับ!” ซานไจ่พยักหน้าอย่างหนักแน่น
เป็นเรื่องยากที่เขาจะแสดงความสนใจในสิ่งใดเป็นพิเศษถึงขนาดนี้ แน่นอนว่าหลินเจาย่อมต้องตามใจเขาอยู่แล้ว เธอจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ได้สิ แต่ว่าวันนี้ดึกเกินไปแล้ว พรุ่งนี้แม่ค่อยสอนนะ ได้ไหมครับคนเก่งของแม่”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับลูกชายที่แสนจะน่ารักและว่าง่ายขนาดนี้ แค่เพียงเผลอพูดเสียงดังใส่เพียงเล็กน้อยก็คงรู้สึกผิดไปทั้งวันแล้ว
ดวงตากลมโตดำขลับของซานไจ่พลันหรี่ลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ใบหน้ากลมป้อมราวกับซาลาเปาเผยรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มของเขามีพลังในการเยียวยาหัวใจผู้คนให้รู้สึกดีขึ้นได้อย่างน่าประหลาด มองดูแล้วช่างบริสุทธิ์และน่าเอ็นดูเหลือเกิน
เด็กชายตัวน้อยก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะยื่นแขนป้อมๆ ที่ดูคล้ายท่อนอ้อยเข้ามากอดมารดาเอาไว้ “แม่—”
น้ำเสียงของเขาฟังดูนิ่งสงบผิดกับเด็กวัยเดียวกัน แต่เพราะอายุยังน้อยจึงยังคงความนุ่มนวลอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กเล็กเอาไว้
หลินเจาพอจะจินตนาการภาพในอนาคตออกได้เลยว่า ซานไจ่ที่แสนน่ารักน่าฟัดคนนี้คงจะอยู่ให้เธอเห็นอีกเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น พอเขาโตขึ้นอีกหน่อยก็คงจะกลายเป็นคนสุขุมเยือกเย็นยิ่งกว่าพ่อของเขาเสียอีก ต่อให้พยายามแกล้งแค่ไหนก็คงไม่ยอมยิ้มง่ายๆ ทำได้เพียงแค่มองมาอย่างจนใจเท่านั้น
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ความรู้สึกเสียดายก็พลันผุดขึ้นมาในใจอย่างช่วยไม่ได้
เธอจึงรีบฉวยโอกาสตอนที่ลูกชายยังตัวเล็กและวิ่งไม่คล่องแคล่ว ก้มลงไปหอมแก้มเขาฟอดใหญ่
ซานไจ่ได้แต่จ้องมองแม่นิ่งๆ
หลินเจาจึงก้มลงไปหอมแก้มเขาอีกฟอดหนึ่ง แล้วถามด้วยแววตาเป็นประกาย “มองแม่ทำไม ไม่ให้แม่หอมแก้มเหรอ”
ในขณะนั้นเอง เอ้อร์ไจ่ที่กำลังรู้สึกเหมือนอกหักอย่างรุนแรงก็รีบเดินเข้ามาหาทันที
เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยื่นแก้มของตัวเองไปให้ถึงที่พร้อมกับออดอ้อน “แม่หอมผมด้วยสิครับ”
พูดจบก็หันไปเหล่ตามองกู้เฉิงหวยด้วยสายตาตัดพ้อแวบหนึ่ง แล้วจึงหันกลับมาซุกตัวในอ้อมกอดของหลินเจา เบะปากพูดด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจอย่างที่สุด “ของขวัญที่พ่อให้ ผมไม่ชอบเลยสักนิดเดียว ต้องให้แม่หอมปลอบใจ”
รอยยิ้มในดวงตาของกู้เฉิงหวยพลันเลือนหายไปในบัดดล เขาใช้มือคว้าคอเสื้อด้านหลังของเอ้อร์ไจ่แล้วดึงตัวลูกชายเข้ามาใกล้
“พ่อยังมีของให้อีก ลูกจะรีบร้อนไปไหน” เขาเอ่ยขึ้น
“ลูกจะ 6 ขวบแล้วนะ ไม่ใช่เด็ก 2 ขวบ เลิกทำตัวงอแงกวนแม่ทั้งวันได้แล้ว”
โดยเฉพาะเรื่องมาอ้อนขอหอมแก้มแบบนี้
เอ้อร์ไจ่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วมองหน้าพ่ออย่างไม่ค่อยจะเชื่อสายตา “ยังมีของขวัญอีกเหรอครับ”
กู้เฉิงหวยไม่เปิดโอกาสให้ลูกชายได้ปฏิเสธ เขาจัดการดึงตัวเด็กชายออกไป ก่อนจะหยิบหนังสือนิทานภาพออกมาจากห่อสัมภาระสองสามเล่มแล้วยัดใส่มือลูก
“หนังสือนิทานภาพ เด็กโต 5 ขวบอย่างลูกต้องหัดอ่านหนังสือให้เยอะๆ จะได้ไม่โดนคนอื่นหลอกเอาง่ายๆ” เขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
ทันทีที่เห็นว่าเป็นหนังสือ เอ้อร์ไจ่ก็ถึงกับมึนหัวขึ้นมาทันใด นี่คงเป็นผลพวงมาจากพจนานุกรมเล่มหนาเตอะก่อนหน้านี้เป็นแน่
เขาไม่อยากจะรับมันเลยสักนิด
ท่าทีของเขาแสดงออกถึงการต่อต้านอย่างชัดเจน
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
ก็พ่อกำลังจ้องเขาอยู่นี่นา ฮือ
เอ้อร์ไจ่จำใจต้องปั้นหน้ายิ้มแหยๆ แล้วรับมันมาอย่างไม่เต็มใจนัก เขาแสร้งทำเป็นพลิกดูแบบขอไปที แต่แล้วสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นภาพวาดในหนังสือโดยบังเอิญ
ดวงตาของเด็กน้อยเป็นประกายขึ้นมาในทันที รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ กว้างขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะฉีกไปถึงใบหู
“พี่ครับ ในหนังสือมีรูปด้วย!”
“นี่มันหนังสือนิทานที่แม่เคยเล่าให้ฟังนี่นา!”
ต้าไจ่วิ่งพรวดๆ ไปอยู่ข้างน้องชายแล้วชะโงกหน้าเข้าไปดู พอเห็นรูปวาดก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
เป็นหนังสือนิทานจริงๆ ด้วย!
“ขอบคุณครับพ่อ!” เขากล่าวขอบคุณกู้เฉิงหวยอย่างสุภาพ ก่อนจะหันไปชวนน้องชาย “เอ้อร์ไจ่ พรุ่งนี้เราเอาไปให้เถี่ยฉุยกับคนอื่นๆ ดูด้วยกันดีไหม”
เอ้อร์ไจ่ตอบรับเสียงใสกังวาน “ได้เลย!”
กู้เฉิงหวยปล่อยให้สองพี่น้องจัดการกันเอง ก่อนจะหยิบหนังสือนิทานภาพออกมาอีกหลายเล่ม
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง [ดาวแดงส่องประกาย], [เพลงเยี่ยภูเขา], [สี่ทัพข้ามแม่น้ำชื่อสุ่ย], [สงครามทุ่นระเบิด] หรือ [หน่วยรบพิเศษรถไฟ]
ทั้งหมดเป็นหนังสือนิทานภาพ!
ฝาแฝดดีใจจนแทบจะกระโดดตัวลอย พวกเขาอุ้มหนังสือนิทานภาพไปวางบนโต๊ะเขียนหนังสืออย่างทะนุถนอม
หลินเจารวบผมไว้ด้านหลังหลวมๆ แล้วเดินเข้ามาช่วยลูกๆ จัดของ พลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พอเราสร้างบ้านเสร็จ พวกหนูก็จะมีห้องเป็นของตัวเองนะ ถึงตอนนั้นแม่จะจ้างคนมาทำชั้นวางหนังสือให้ เอาไว้เก็บหนังสือโดยเฉพาะเลย”
เอ้อร์ไจ่ดีใจจนโผเข้ากอดเอวแม่ เสียงหวานราวกับเคลือบด้วยน้ำผึ้ง “แม่ใจดีที่สุดในโลกเลยครับ”
ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
กู้เฉิงหวยกำลังเริ่มแจกของขวัญให้แก้วตาดวงใจของเขาบ้าง ทั้งชุดกระโปรงสีชมพู หมวกใบเล็ก กิ๊บติดผม ยางรัดผมสีแดง ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือยังมีตุ๊กตาผ้าขนาดเท่าแขนของเธออีกด้วย
ซื่อไจ่ชอบตุ๊กตาผ้าเป็นที่สุด เธอกอดมันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ยิ้มหวานยิ่งกว่าสายไหมเสียอีก
เธอโบกมือเรียกพ่อ เหมือนอยากจะกระซิบบอกความลับอะไรบางอย่าง
กู้เฉิงหวยจัดขากางเกงเล็กน้อยแล้วย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง แต่ช่วงบนยังคงตั้งตรงอย่างสง่างาม เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มและนุ่มนวล “ว่าไงครับ”
เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มจนตาหยี แขนเล็กๆ โอบรอบคอพ่อของเธอ ศีรษะเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยผมนุ่มฟูซบไซร้เบาๆ ที่ไหล่ของกู้เฉิงหวย ทำเอาหัวใจคนเป็นพ่อแทบจะละลาย
นัยน์ตาสีดำสนิทของกู้เฉิงหวยค่อยๆ เปล่งประกายสดใสขึ้นทีละน้อย
เมื่อฝาแฝดเห็นภาพนั้นก็ได้แต่เบะปากมองบน
ในขณะที่ซานไจ่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กของเขา พลิกดูพจนานุกรมอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่รู้เลยว่าตัวอักษรสี่เหลี่ยมพวกนั้นมันน่าสนใจตรงไหน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนเราก็คือการเปรียบเทียบ
ในตอนแรก ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ต่างก็พอใจและดีใจกับของขวัญของตัวเองมากอยู่แล้ว แต่พอเห็นพ่อเอาของขวัญมาให้น้องสาวมากมายขนาดนั้น ต่อให้เป็นพี่ชายที่ดีแค่ไหนก็อดที่จะรู้สึกอิจฉาไม่ได้ เหมือนกับได้กินผลไม้รสเปรี้ยวเข้าไปเต็มๆ
เอ้อร์ไจ่รู้ดีว่าในบ้านหลังนี้มีเพียงแม่เท่านั้นที่จะจัดการพ่อได้ เขาจึงรีบเดินเข้าไปดึงมือหลินเจาแล้วเขย่าเบาๆ ดวงตาที่เคยสดใสพลันหม่นแสงลงทันที
เขาฟ้องแม่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“แม่ครับ แม่ต้องจัดการผู้ชายของแม่หน่อยแล้วนะ พ่อลำเอียง!”
เขาไม่ได้ฟ้องปากเปล่า แต่ยังมีหลักฐานมาสนับสนุนอีกด้วย
เขาพูดฉอดๆ อย่างมีเหตุผล “พ่อให้ของขวัญน้องสาวตั้ง 6 อย่าง 6 อย่างเลยนะครับ แถมยังมีทุกอย่างเลย ดูสิว่าใส่ใจขนาดไหน! ส่วนพวกผมที่เป็นลูกผู้ชายกลับได้แค่พจนานุกรมกับหนังสือนิทานภาพ ลูกอมสักเม็ดยังไม่มีเลย แม่ครับ...พวกเราเป็นลูกแท้ๆ ของพ่อรึเปล่า”
“ลูกผู้ชายบ้านเราไม่มีค่าขนาดนั้นเลยเหรอครับ! ผมไม่ยอม พ่อรักลูกสาวมากกว่าลูกชายชัดๆ!” เอ้อร์ไจ่ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห เขาเชิดคอหันหน้าไปอีกทาง ปากเล็กๆ นั่นก็ยื่นออกมาจนแทบจะแขวนขวดน้ำมันได้อยู่แล้ว
ดูเหมือนว่าจะลำเอียง...ไปนิดหน่อยจริงๆ นั่นแหละ
หลินเจาขมวดคิ้วมองไปทางกู้เฉิงหวย พร้อมกับส่งสายตาที่บ่งบอกว่า ‘คุณลำเอียงจริงๆ ด้วย’
กู้เฉิงหวยไม่ได้อธิบายอะไรมาก เขาหันไปหยิบไม้ปิงปองยี่ห้อ Double Happiness หนึ่งคู่พร้อมกับลูกปิงปองสีเหลืองอีกสามลูกออกมาจากกระเป๋าเดินทาง
“ลำเอียงเหรอ ถ้างั้น...ไม้ปิงปองคู่นี้ก็ให้ปังปังแล้วกัน”
ต้าไจ่กับเอ้อร์ไจ่ไม่เคยเห็นของสิ่งนี้มาก่อน แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นของเล่นชนิดหนึ่ง
เอ้อร์ไจ่ผู้ปราดเปรียวรีบวิ่งเข้าไปหาพ่อทันที เขาปีนป่ายพ่อเหมือนกับปีนต้นไม้ พยายามจะเกาะตัวกู้เฉิงหวยเอาไว้ให้ได้
ปากก็ร้องเรียกพ่อไม่หยุด “พ่อครับ! พ่อ! พ่อที่ดีที่สุดในกองพลการผลิตเลย นี่มันอะไรเหรอครับ เป็นของขวัญที่พ่อเอามาให้พวกเราด้วยรึเปล่า เอาไว้ทำอะไรเหรอครับ เอ้อร์ไจ่ไม่เคยเห็นเลย”
“พ่อครับ ผมกับพี่เป็นลูกพ่อนะครับ ถ้าพวกผมไม่รู้จักอะไรเลย คนที่จะเสียหน้าก็คือพ่อ...กับแม่นะครับ ให้พวกเราเถอะนะ”
[จบบท]